คยไหมคะ ที่คิดว่าจะฝึกสติสัมปชัญญะ ด้วยการรู้ว่าจะเปลี่ยนอิริยาบถอย่างไร จะก้าวเดินอย่างไร จะเหยียดแขนอย่างไร จะนั่ง จะนอน อย่างไร และระหว่างการเคลื่อนไหว ก็จะตั้งใจดูการเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียวด้วยความคิดว่าจะทำจิตให้ว่าง

แต่ในชีวิตจริง ยากที่จะเป็นไปได้ค่ะ ว่าการตั้งใจดูแต่อิริยาบถนั้นจะเกิดผลสำเร็จ เกิดเป็นใจที่ว่างจากกิเลสอย่างแท้จริง

เว่ยหลางเคยแสดงปาฐกถาเกี่ยวกับจิตว่างไว้ ขอยกมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

" เพราะเหตุที่ใจนั้นมีรัศมีทำงานกว้างขวางใหญ่หลวง เราจึงไม่ควรใช้มันทำงานกระจิริดไร้เดียงสา (เช่น การนั่งเงียบๆ ทำใจว่างๆ เฉยๆ) อย่าพูดถึง "ความว่าง" เป็นวันๆโดยไม่ได้ทำจิตให้พบกับความว่างนั้น คนที่(พร่ำแต่ปากว่าว่างๆแต่จิตไม่ได้สัมผัสความว่างจริงๆเลย) ทำเช่นนี้ ควรถูกเปรียบกันกับคนที่ประกาศตั้งตัวเองเป็นกษัตริย์ด้วยปากของเขา แต่ที่จริงเขาก็เป็นราษฎรธรรมดา โดยวิถีทางปฏิบัติเช่นนี้ จะไม่บรรลุถึงปรัชญาเลย " (พุทธทาสภิกขุ สูตรเว่ยหลาง หน้า ๒๕)

และหากเราศึกษาความหมายของคำว่าสัมปชัญญะให้ถี่ถ้วนขึ้น บางที การดูอิริยาบถของเราอาจเปลี่ยนแปลงไปจากที่ได้เล่ามาในข้างต้นก็ได้นะคะ

สติสัมปชัญญะนั้น เป็นสิ่งที่เราควรนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ควรฝึกให้มีขึ้นและให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ในการฝึกตนเพื่อให้คิดว่าจิตตนว่างเท่านั้น

คนไข้คนหนึ่งปวดฟันมาก จึงมาหาคุณหมอชาย เมื่อคุณหมอชายได้ตรวจดูแล้ว เห็นว่าสมควรเอาฟันออกเพราะนอกจากจะฟันจะผุมากแล้ว เนื้อฟันยังเหลือน้อย การรักษารากฟันแม้จะทำให้สามารถเก็บฟันไว้ได้ แต่อีกไม่นานก็คงต้องเอาฟันอกอยู่ดี ระยะเวลาที่ยืดการเอาฟันออกไปจึงอาจไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย จึงหารือกับคนไข้ ซึ่งคนไข้ก็เห็นด้วย (๑)

เมื่อตัดสินว่าต้องเอาฟันออกแล้ว คุณหมอชายก็ประเมินว่าควรใช้วิธีใดจึงจะเหมาะ คุณหมอเห็นว่าด้วยกำลังข้อแขนของตน สามารถถอนฟันออกจากปากคนไข้ได้โดยไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีอื่นที่คนไข้อาจปวดแผลมากขึ้นในภายหลัง (๒)

แล้วคุณหมอก็จัดการกับฟันซี่นั้นตามวิธีการที่ตนตัดสิน สองมือจึงวุ่นวาย สาละวนกับใช้เครื่องมือเพื่อถอนฟัน (๓)

ในขณะที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น คุณหมอชายก็ไม่ใส่ใจเรื่องอื่น ใจไม่วอกแวกไปที่อื่น ตั้งสติจดจ่อกับการทำงาน ขั้นตอนในการทำงาน การก้าวหน้าของงานในขณะที่ทำ จนกระทั่งถอนฟันได้สำเร็จ (๔)

หากเทียบองค์ประกอบของสัมปชัญญะ การพิจารณาประโยชน์ที่เกิดขึ้นก่อนการทำงานของคุณหมอก็คือ สาตถกสัมปชัญญะ

ซึ่งประโยชน์นี้ เป็นประโยชน์ที่แท้จริง ที่ไม่นำทุกข์มาให้ภายหลัง ได้ประโยชน์อันเป็นผลที่มาจากเหตุโดยตรง

สมมติว่าคุณหมอเห็นว่าการรักษารากฟันสามารถเก็บค่ารักษาจากคนไข้ได้มากกว่าการถอนฟันแล้วตัดสินใจทำงานอย่างแรก อย่างนั้นไม่เรียกว่าสาตถกสัมปชัญญะ เพราะผลไม่ตรงกับเหตุ เพราะเหตุคือการเอาฟันออก ผลก็คือ ฟันออกจากปาก ไม่ใช่ค่ารักษาอันเป็นเรื่องที่ตามมาทีหลัง

ซึ่งสัมปชัญญะนี้จะเกิดขึ้นและสมบูรณ์ได้ ก็ด้วย โยนิโสมนสิการ หรือการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ที่ต้องอบรมควบคู่กันไปกับ ศีล ที่มีเมตตาเป็นพื้นฐาน และสันโดษ ด้วย

เมื่อคุณหมอประเมินการทำงานด้วยวิธีต่างๆ วิธีการใดประเมินแล้วสามารถทำงานให้สำเร็จได้โดยสบายแก่กำลังใจกำลังกายตน นั้นคือ สัปปายสัมปชัญญะ

ขณะที่กำลังถอนฟัน คุณหมอมีสติระลึกรู้ถึงสองมือที่วุ่นวาย ยื่น เหยียด หดกลับ (ก็คือการคู้เข้า เหยียดออก ) หยิบเครื่องมือชิ้นนั้น งัด แงะ ดึง อย่างนั้นอย่างนี้ สามารถเทียบได้กับ โคจรสัมปชัญญะ

การแจ่มแจ้ง ไม่หลงลืมในขณะที่คู้เข้าเหยียดออก ไม่หลงลืมขั้นตอนในการทำงาน การระมัดระวังอันตรายหรือข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการทำงาน ประโยชน์ของการเหยียดคู้ การประมาณกำลังตน การจดจ่อกับการทำงานโดยไม่ส่งใจไปที่อื่น ก็อาจเทียบได้กับ อสัมโมหสัมปชัญญะ

สำหรับการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา วัตถุประสงค์ของการมีสติสัมปชัญญะ คือ การนำไปสู่การมีอินทรีย์สังวรที่บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๖๑/๑๓๔ – ๑๓๗) กับการได้ความสงบของใจและปัญญาที่ยิ่งๆขึ้นไป (สมถสูตร องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๕๔/๑๑๖-๑๑๗) เพราะฝึกสติสัมปชัญญะควบคู่ไปกับการอบรมตนด้วยศีล โยนิโสมนสิการ สันโดษ จนเกิดปัญญาจึงเป็นเหตุให้ประพฤติสุจริต และการประพฤติสุจริตทั้งทางกาย วาจา ใจ นี้เอง เป็นเหตุให้การปฏิบัติสติปัฏฐานสมบูรณ์

โดยที่ สาตถกสัมปชัญญะ คือการเห็นประโยชน์ของการฝึกกรรมฐาน สัปปายสัมปชัญญะ คือการเลือกกรรมฐานที่สบาย เหมาะกับจิต โคจรสัมปชัญญะ คือการกำหนดใจอยู่กับกรรมฐานที่ตนเห็นประโยชน์แล้วและเลือกใช้รวมถึงการไปมาโดยไม่แวะเวียนไปทางไหนนอกจากเส้นทางที่จะเอื้อต่อการเจริญกรรมฐานเท่านั้น ส่วน อสัมโมหะสัมปชัญญะ นั้น หมายถึงการไม่หลงลืมการพิจารณาด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ และ ปัจจัย จนเกิดความเห็นว่าเป็นตน

ดังนั้น หากเราคิดแต่เพียงการเฝ้าดูอิริยาบถว่ากำลังเคลื่อนไหวอย่างไร โดยไม่พิจารณาถึงองค์ประกอบของสัมปชัญญะดังกล่าว ไม่รู้เหตุที่มา ผลที่ไป ไม่รู้ประโยชน์อย่างแท้จริง เราก็อาจจะเพียงปฏิบัติตามที่ได้ยินมาแบบทำตามๆกันไป จนอาจกลายเป็นการปฏิบัติด้วยความงมงายได้

สติสัมปชัญญะนี้ จึงเป็นอีกธรรมที่ควรน้อมเข้ามาในตนค่ะ