เรียน อาจารย์หมอประวิทย์ค่ะ

ก่อนอื่น ขอนุโมทนากับปีติที่เกิดจากการเจริญพุทธานุสสติด้วยค่ะ

การเร่งคำบริกรรมที่ใช้กำกับจิต เช่น ยุบหนอ พองหนอ ให้เร็วขึ้น เข้าใจว่าพระคุณเจ้าท่านคงใช้อุบายแบบเดียวกับการนับเลขอย่างที่อธิบายไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค เพื่อให้จิตจับอยู่กับคำที่ใช้โดยไม่มีช่องว่าง ไม่ให้จิตไหลออกไปเกาะอารมณ์อื่น เมื่อจิตไม่ส่งออกไป จิตก็เป็นสมาธิได้

ตามความเห็น เห็นว่าอาจมีความสับสนเกี่ยวกับคำบริกรรมและลมหายใจค่ะ คือ คำบริกรรมจะเร่งเร็วอย่างไรก็ได้ แต่ ลมหายใจไม่ได้เร่งตามคำที่ใช้ เช่น ในขณะที่หายใจเข้า อาจนับเลขเร็วๆตั้งแต่หนึ่งถึงสิบ หายใจออกก็เช่นกัน หากเราอยู่กับลมหายใจได้โดยไม่ส่งใจไปที่อื่น ลมหายใจจะค่อยๆละเอียดขึ้น กายเราจะสงบขึ้น ไม่มีอาการกระสับกระส่าย จิตก็จะเป็นสมาธิ ตรงข้าม หากเราเร่งลมหายใจให้กระชั้นขึ้นตามคำที่เร็วขึ้น กายน่าจะไม่สบาย กระสับกระส่าย มากกว่าที่จะสงบค่ะ

ในระหว่างที่ตามลมหายใจ หากจิตเผลอคิดเรื่องต่างๆด้วยอำนาจของนิวรณ์ เมื่อรู้ตัว ก็ดึงจิตกลับมา บางท่านให้ดึงจิตกลับมาอยู่กับลมหายใจตามเดิม ทำจิตให้นิ่งตามเดิม เพียรดึงอยู่อย่างนี้จนกว่าจะเป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิ จึงค่อยหยิบธรรมใดๆมาพิจารณา

แต่บางท่านว่าจิตส่งไปคิดถึงเรื่องอะไร (โดยมากมักเป็นปัญหาคาใจ เรื่องที่ทำให้เราโกรธ ตัดสินใจไม่ได้ ฯลฯ) ให้หยิบเรื่องนั้นแหละ (ธรรมที่ประกอบจิต) มาพิจารณาทันที โดยในเบื้องต้นอาจพิจารณาด้วยความเห็นว่าเป็นตนเพื่อให้คลายใจก่อน โดยเพ่งที่ตน เช่น เราทำอะไรหรือไม่ทำอะไรจึงเป็นปัญหาที่นำไปสู่ทุกข์ได้ พิจารณาเพื่อให้เกิดเมตตา เช่น หากไม่เมตตาตนที่ยังคลายความโกรธไม่ได้ ใจก็ต้องไหลลงสู่ที่ต่ำอย่างนี้ ไหลไปสู่อกุศลธรรมนาๆอยู่อย่างนี้ เมื่อเมตตาตนได้ จึงเมตตาผู้ที่เรายังคลายใจไม่ได้ได้ พยายามหาเหตุผลให้เข้าใจเขาได้

ต่อมาจึงค่อยๆพิจารณาให้พ้นจากความเห็นว่าเป็นตน โดยความเป็นธาตุ เป็นอายตนะ เป็นขันธ์ เป็นปัจจัย จิตก็จะค่อยๆสงบจนเป็นสมาธิได้

ก็จะเป็นการค่อยๆน้อมลงสู่ความว่างได้โดยไม่ใช่การคิดว่าเราจะว่างค่ะ เพราะเมื่อมีเรา ก็ไม่ใช่ความว่างอยู่ดี

หรือการเจริญอนุสติต่างๆ เช่น พุทธานุสติอย่างที่อาจารย์เจริญ เมื่อเข้าใจความหมายของบทที่ยกขึ้นมา จิตก็ปีติ เป็นสมาธิได้เหมือนกัน

มองว่าบุคคลทั่วไป เมื่อเริ่มปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาก็มักตรงไปที่การฝึกสมาธิทันที แต่ตามคำตรัส ตรัสให้น้อมธรรมมาสู่ตนก่อน อบรมตนให้มีศีล ละอกุศลธรรม (ดังที่ตรัสว่าเพราะคลายกิเลสแล้วบางส่วนเธอจึงแจ้งธรรม) มีความเห็นตรง เป็นเบื้องต้นในขณะที่ค่อยๆฝึกสมาธิควบคู่กันไป เมื่อพร้อมด้วยองค์ ๕ ดังที่ตรัสไว้ในเมฆิยสูตร แล้วจึงค่อยฝึกกรรมฐานให้ยิ่งขึ้นในภายหลัง ซึ่งองค์ทั้ง ๕ นั้น สามารถย่อความได้ว่า

เมื่อมีเพื่อนดี ก็พึงหวังได้ว่าเราจะเป็นผู้มีศีล สำรวม มีปกติเห็นภัยแม้ในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานสิกขาบททั้งหลาย

เมื่อมีเพื่อนดี ก็สามารถได้กถาเป็นเครื่องขัดเกลา เพื่อความสงบของจิต เพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อนิพพาน โดยไม่ยาก

เมื่อมีเพื่อนดี พึงหวังการเป็นผู้ปรารภความเพียรที่จะละอกุศลธรรม การบากบั่น ไม่ทิ้งธุระ ได้

เมื่อมีเพื่อนดี พึงหวังว่าจะได้ปัญญาอันประกอบด้วยการพิจารณาเห้นทั้งความเกิดดับอันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้สิ้นทุกข์ ได้

ตรัสต่อว่า

"เมฆิยะ ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในธรรม ๕ ประการ นี้แล้ว พึงเจริญธรรม ๔ ประการให้ยิ่งขึ้นไปอีกคือ

๑ พึงเจริญอสุภะเพื่อละราคะ

๒ พึงเจริญเมตตาเพื่อละพยาบาท

๓ พึงอานาปานสติเพื่อตัดวิตก

๔ พึงเจริญอนิจจสัญญาเพื่อถอนอัสมิมานะ

เมฆิยะ อนัตตสัญญาย่อมปรากฏแก่ภิกษุผู้ได้อนิจจสัญญา ภิกษุผู้ได้อนัตตสัญญา ย่อมบรรลุนิพพานที่ถอนอัสมิมานะได้ในปัจจุบัน"

ขุ.อุ. (แปล) ๒๕/๓๑/๒๓๕-๒๓๖

ขอบพระคุณอาจารย์หมอ ที่แวะมาและชวนสนทนาค่ะ