GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

โครงการสัมมนา ลด ละ เลิก อบายมุข(เหล้า) ยุติความรุนแรงสตรีและเด็กในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน โดยมูลนิธิเพื่อนหญิง ร่วมกับสหภาพกิจการสิ่งทอฯ

เศรษฐกิจพอเพียง ยุทธศาสตร์ ลด ละ เลิก อบายมุข(เหล้า) และลดความรุนแรงในสตรีและเด็ก

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน  

 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 พ.ย. ได้รับเกียรติจาก สหภาพกิจการสิ่งทอฯ มูลนิธิเพื่อนหญิง ไปร่วมเปิดงานสัมมนา ในโครงการโครงการสัมมนา ลด ละ เลิก เหล้า ยุติความรุนแรงสตรีและเด็กในกลุ่มผู้ใชแรงงาน  

มูลนิธิเพื่อนหญิง ร่วมกับสหภาพกิจการสิ่งทอฯ จัดสัมมนา ลด ละ เลิก อบายมุข และลดความรุนแรงในสตรีและเด็ก คุณยม ได้รับเกียรติ เปิดการสัมมนาและบรรยาย "ยุทธศาสตร์ ลด ละ อบายมุข ด้วยแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

ภาพที่ 1 มูลนิธิเพื่อนหญิง ร่วมกับสหภาพกิจการสิ่งทอฯ จัดสัมมนา ลด ละ เลิก อบายมุข และลดความรุนแรงในสตรีและเด็ก คุณยม ได้รับเกียรติ เปิดการสัมมนาและบรรยาย "ยุทธศาสตร์ ลด ละ อบายมุข ด้วยแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

 แทรกภาพ

 ภาพที่ 2 ผู้เข้าร่วมสัมมนาถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับคุณยม หลังจากได้ร่วมแลแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน  

 แทรกภาพ

 ภาพที่ 3 ผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งหมดประมาณ 50 ท่าน ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับคุณยม ร่วมใจกัน ลด ละ เลิก อบายมุข(เหล้า) ลดการใช้ความรุนแรงในสตรีและเด็ก

ขอขอบใจทีมงานที่ให้เกียรติ ต้อนรับเป็นอย่างดี และขอชื่นชมที่ได้จัดโครงการที่เป็นประโยชน์กับสังคมแรงงาน ขึ้นมา ประเด็นที่ผมพูด เป็นเรื่อง "ยุทธศาสตร์ ลด ละ เลิก เหล้าฯโดยใช้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 

แทรกภาพ

  ภาพที่ 4 ผู้เข้าร่วมสัมมนาจัดกลุ่มเตรีมอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ปัญหา สาเหตุ แนวทางแก้ไข ในปัญหาการติดสุรา การใช้ความรุนแรงในสตรีและเด็กฯ มูลนิธิเพื่อนหญิงให้การสนับสนุน เป็นอย่างดี

 จัดกลุ่ม

 ภาพที่ 5 การสัมมนา โดยเน้นให้ผู้เข้าร่วมสัมมนามีส่วนร่วม ผู้เข้าร่วมสัมมนาเป็นศูนย์กลาง เน้นความสุขในการร่วมกิจกรรม ตามรูปแบบ ทฤษฎี 4L's ของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ มีประโยชน์อย่างมาก

 โครงการนี้มีสาระเป็นประโยชน์กับครอบครัวแรงงาน การลด ละ เลิกเหล้า โดยการใช้ปรัชญาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เป็นสิ่งที่ผมได้แชร์ความรู้ให้ ภาพ และประเด็นที่พูดคุยกัน มีอยู่ใน Blog นี้ ผมได้นำมาวางไว้ เพื่อประโยชน์แก่สังคมการเรียนรู้แห่งนี้  

 จัดกลุ่ม

สังคมการเรียรรู้

สังคมการเรียนรู้

 แทรกภาพ

แทรกภาพ

  ภาพที่ 6 7 8 9 และ 10  ผู้เข้าร่วมสัมมนา แบ่งกลุ่มย่อย เริ่มเกิดสังคมการเรียนรู้  แต่ละกลุ่มมีความตั้งใจเป็นอย่างดี มูลนิธิเพื่อนหญิง ทำโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ ควบคู่คุณธรรม จริยธรรม การนำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้เป็นแนวทาง ส่งเสริมให้แรงงานรู้จักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการประยุกต์ใช้ ความดีนี้ต้องมอบให้ มูลนิธิเพื่อนหญิง สหภาพกิจการสิ่งทอฯ

 มะดุลย์

  ภาพที่ 11 ส่วนหนึ่งของคณะทีมงานผู้จัดงานสัมมนา ขอชื่นชมว่า เป็นผู้มีจิตใจสูงส่ง รักความดี มีจริยธรรม จงรักภักดีต่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และยังเผื่อแผ่ไปยังเพื่อนร่วมงาน ขอให้มีความสุข ความเจริญทั่วกัน ขอบใจมูลนิธิเพื่อนหญิง ที่ให้การสนับสนุน อยู่เบื้องหลังของความสำเร็จในโครงการนี้

ขอความสวัสดีจงมีแด่ท่านผู้อ่านทุกท่าน  

ยม    นาคสุข

081-9370144

[email protected]

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 58983
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 8
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (8)

  • ยม "พระราชดำรัส เกี่ยวกับ เศรษฐกิจพอเพียง" (1)
    IP: xxx.9.162.148
    เขียนเมื่อ 
พระราชดำรัส เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนพรรษา 23 ธันวาคม 2542[1]

" ถ้าไม่มี เศรษฐกิจพอเพียง เวลาไฟดับ จะพังหมด จะทำอย่างไร. ที่ที่ต้องใช้ไฟฟ้าก็ต้องแย่ไป

หากมี เศรษฐกิจพอเพียง แบบไม่เต็มที่ ถ้าเรามีเครื่องปั่นไฟ ก็ให้ปั่นไฟหรือถ้าขั้นโบราณกว่า มืดก็จุดเทียนคือมีทางที่จะแก้ปัญหาเสมอ.

ฉะนั้น เศรษฐกิจพอเพียง นี้ ก็มีเป็นขั้น ๆแต่จะบอกว่า เศรษฐกิจพอเพียง นี้ให้พอเพียงเฉพาะตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์ นี่เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้
จะต้องมีการแลกเปลี่ยน ต้องมีการช่วยกัน…… พอเพียงในทฤษฎีหลวงนี้ คือให้สามารถที่จะดำเนินงานได้ "
 


[1] http://school.obec.go.th/bpr/2.htm

 

สวัสดี ท่านผู้อ่านทุกท่าน

  

สืบเนื่องจากการสัมมนา โครงการ ลด ละ เลิก อบายมุข(เหล้า) และความรุนแรงในสตรีและเด็กฯ ผมได้อภิปรายเรื่อง ยุทธศาสตร์การลดปัญหาดังกล่าว ด้วยการใช้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงได้เรียบเรียงแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาให้ผู้เข้าร่วมสัมมนา ผู้สนใจทั่วไปได้ศึกษาเพิ่มเติม ดังนี้

  

ตามรอยพระยุคลบาท ด้วย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

  

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชกระแสรับสั่งแนะแนวทางการดำเนินชีวิต โดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเวลานานแล้ว

 

 

แต่วิกฤตการณ์เศรษฐกิจของประเทศก็ยังคงมีอยู่ ทั้งระดับชุมชน องค์การ และระดับบุคคล  แรงงานส่วนใหญ่ยังมีปัญหาหนี้สิน ปัญหายาเสพติด และติดสุรา ทำร้ายสตรีและเด็ก ปัญหาครอบครัวในกลุ่มแรงงาน เป็นต้น

  

"หลักการของเศรษฐกิจพอเพียงคือการพัฒนาตนเอง ยึดอยู่ในทางสายกลสามารถสู้กับความเสี่ยงที่เกิดกับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งพระองค์ทรงรับสั่งว่า

เราจะไม่เป็นเหยื่อของความเปลี่ยนแปลงที่เราไม่สามารถควบคุมได้ หลักของเศรษฐกิจพอเพียงจะตอบรับกับความเปลี่ยนแปลง และจะเป็นตัวแก้ไขปัญหาด้านมืดของโลกาภิวัตน์[1]   สมควรที่พวกเราชาวไทย ทุกหมู่เหล่า โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงาน สตรีและเด็ก ที่จะต้องทบทวนพระราชกระแสกันอีกสักครั้ง เพื่อนำให้ตัวเราและชาติบ้านเมืองได้ผ่านพ้นภัย ทั้งที่กำลังเผชิญอยู่และที่กำลังจะเผชิญในอนาคต ด้วยสติที่มั่นคง ปัญญาที่เฉียบแหลม และด้วยความรู้ ความเข้าใจ อย่างลึกซึ้ง เพื่อปรับวิถีชีวิตของพวกเราชาวไทย ให้ยึดมั่นแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความสุขที่ยั่งยืน และสมดุล ผมจึงศึกษาเรื่อง แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่นิด้า และนำมาเล่าสู่ให้ท่านฟัง ด้วยการเขียนบทความนี้   ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง   

เศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคลนั้น คือ ความสามารถในการดำรงชีวิตได้อย่างไม่เดือดร้อน มีความเป็นอยู่อย่างประมาณตน ตามฐานะ ตามอัตภาพ   และที่สำคัญไม่หลงใหลไปตามกระแสของวัตถุนิยม มีอิสรภาพ เสรีภาพ ไม่พันธนาการอยู่กับสิ่งใด

   

เศรษฐกิจพอเพียงในระดับองค์การ คือ ความสามารถในการดำเนินกิจการได้อย่างไม่เดือดร้อน ไม่เอาเปรียบแรงงาน บริหารจัดการด้วยธรรมมาภิบาล มีคุณธรรม  มีความเป็นอยู่อย่างประมาณตน ไม่หลงใหลไปตามกระแสของโลกาภิวัตน์ ไม่เป็นหนี้สินเกินจนสร้างความเดือดร้อนไปทั่วองค์การ พนักงานมีความสุข ลูกค้าพึงพอใจ ผลประกอบการอยู่รอดได้ สมดุล ยั่งยืน

   

เศรษฐกิจพอเพียงในระดับชุมชน หมายถึง ความสามารถของชุมชนเมือง รัฐ ประเทศ หรือภูมิภาคหนึ่ง ๆ ในการผลิตสินค้าและบริการทุกชนิดเพื่อเลี้ยงสังคมนั้น ๆ   ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยต่างๆ ที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของ

 

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีหลักพิจารณาอยู่ ๕ ส่วน ดังนี้[2]

กรอบแนวคิด ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยวิกฤติ เพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา

 

คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลางและการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน

 คำนิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย ๓ คุณลักษณะพร้อม ๆ กัน ดังนี้
  1. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดี ที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ
  2. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ
  3. การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล
 

เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ

 

เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ

 

เงื่อนไขคุณธรรม ประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

 แนวทางปฏิบัติ/ผลที่คาดว่าจะได้รับ จากการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี  

ตามรอยพระยุคลบาท ด้วย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

 

การปฏิบัติตนตามแนวทางเศรษฐกิจแบบพอเพียงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ยึดความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดละความฟุ่มเฟือยในการดำรงชีพอย่างจริงจัง

ดังพระราชดำรัสว่า “...ความเป็นอยู่ที่ต้องไม่ฟุ้งเฟ้อ ต้องประหยัดไปในทางที่ถูกต้อง...”  ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง สุจริต แม้จะตกอยู่ในภาวะขาดแคลนในการดำรงชีพก็ตาม ดังพระราชดำรัสที่ว่า ...ความเจริญของคนทั้งหลาย ย่อมเกิดมาจากการประพฤติชอบและการหาเลี้ยงชีพ ชอบเป็นหลักสำคัญ...

ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์ และแข่งขันกันในทางการค้าขาย ประกอบอาชีพแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรงดังอดีต ซึ่งมีพระราชดำรัสเรื่องนี้ว่า “...ความสุขความเจริญอันแท้จริงนั้น หมายถึงความสุขความเจริญที่บุคคลแสวงหามาได้ด้วยความเป็นธรรมทั้งในเจตนา และการกระทำ ไม่ใช่ได้มาด้วยความบังเอิญ หรือด้วยการแก่งแย่งเบียดบังมาจากผู้อื่น...

 

ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยากครั้งนี้ โดยต้องขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้เกิดมีรายได้เพิ่มพูนขึ้น จนถึงขั้นพอเพียงเป็นเป้าหมายสำคัญ

 

 

พระราชดำรัสตอนหนึ่งที่ให้ความชัดเจนว่า “...การที่ต้องการให้ทุกคนพยายามที่จะหาความรู้ และสร้างตนเองให้มั่นคงนี้เพื่อตนเอง เพื่อที่จะให้ตัวเองมีความเป็นอยู่ที่ก้าวหน้า ที่มีความสุข พอมีพอกิน เป็นขั้นหนึ่งและขั้นต่อไป ก็คือให้มีเกียรติว่ายืนได้ด้วยตนเอง...

ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดีลดละสิ่งชั่วให้หมดสิ้นไป

 

 

ทั้งนี้ด้วยสังคมไทยที่ล่มสลายลงในครั้งนี้ เพราะยังมีบุคคลจำนวนมิใช่น้อยที่ดำเนินการโดยปราศจากละอายต่อแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราโชวาท ว่า “...พยายามไม่ก่อความชั่วให้เป็นเครื่องทำลายตัว ทำลายผู้อื่น พยายามลดพยายามละความชั่วที่ตัวเองมีอยู่ พยายามก่อความดีให้แก่ตัวอยู่เสมอ พยายามรักษาและเพิ่มพูนความดีที่มีอยู่นั้น ให้งอกงามสมบูรณ์ขึ้น...

  การนำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต ในกลุ่มแรงงาน สตรี และเด็ก เป็นการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงให้เกิดผล จะเป็นการเสริมพลังในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่เน้นการพึ่งตนเอง และการอยู่ได้อย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรีในเวทีโลก  

เพราะแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ที่ให้ความสำคัญกับ การเสริมสร้างฐานเศรษฐกิจและสังคมในระดับรากหญ้าให้เข้มแข็ง ในขณะที่ส่งเสริมการพัฒนาประเทศให้มีเสถียรภาพในระดับระหว่างประเทศ สามารถปรับตัว เลือกรับสิ่งที่เป็นประโยชน์ และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆจากทั้งภายในและภายนอกประเทศได้ และนำไปสู่ความอยู่ดีมีสุขของคนไทยในที่สุด

  

บทความเกี่ยวกับ แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับกลุ่มผู้ใช้แรงงาน สตรีและเด็ก ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ผมจะนำองค์ความรู้ สาระที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาให้ท่านผู้สนใจศึกษาเพื่อนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตในยุคโลกาภิวัตน์ ให้อยู่รอดได้อย่างมีศักดิ์ศรี และยั่งยืน

  

ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน

  

สวัสดี

  

ยม

  

081-9370144

  [email protected]  เอกสารอ้างอิง ·        http://centralstudy.chachoengsao1.go.th/pruchya.htm ·        http://www.sufficiencyeconomy.org/show.php?Id=251 ·        http://www.sufficiencyeconomy.org/detail.swf ·        http://www.sufficiencyeconomy.org/show.php?Id=285


[1] http://www.sufficiencyeconomy.org/show.php?Id=285

[2] http://www.culture.go.th/study.php?&YY=2549&MM=2&DD=4

  • ยม วิชา สพ.700 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนา
    IP: xxx.9.157.244
    เขียนเมื่อ 
สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะเรียนรู้ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อย่างเป็นระบบ ผมแนะนำข้อมูลตอนท้ายนี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกท่าน สวัสดี  ยม   081-9370144   [email protected]   

……………………………………………….

 

วิชา สพ.700 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนา[1]

 
วิชา สพ.700 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาเป็นวิชาเลือกที่นักศึกษาทุกหลักสูตรทั้ง นักศึกษาภาคปกติและภาคพิเศษ รวมทั้งนักศึกษาระดับปริญญาเอกที่สนใจสามารถลงทะเบียนเรียนได้เป็นวิชาเลือก นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกที่มีความสนใจในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาสามารถลงทะเบียนเรียนวิชานี้ได้เช่นเดียวกับนักศึกษาของสถาบัน

 โดยวิชานี้สามารถจะช่วยเป็นแนวทางให้นักศึกษาที่สนใจพัฒนากรณีศึกษาหรือการศึกษาอิสระในลักษณะภาคนิพนธ์ สารนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ ในเรื่องของหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อนักศึกษาจะได้สร้างความรู้ใหม่ ๆ ขึ้นมาด้วยตนเอง ทำให้ได้รับความรู้และการประยุกต์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้อีกด้วย  นอกจากนี้จะทำให้นักศึกษาได้เรียนการศึกษาด้านการพัฒนาของสาขาวิชาอื่นเป็นพื้นฐานการสร้างวิสัยทัศน์การพัฒนาที่เป็นบูรณาการได้


หัวข้อและลักษณะวิชาโดยสังเขป
(ก) โครงสร้างและเนื้อหาปรัชญา

  • ความเป็นมาของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
  • เนื้อหาของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
  • เงื่อนไขของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการบริหารจัดการที่ดี
  • การดำเนินการขับเคลื่อน และประยุกต์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

 

(ข) การพัฒนาเศรษฐกิจกับเศรษฐกิจพอเพียง

  • เป้าหมายของการพัฒนาเศรษฐกิจ : ตัวชี้วัด จุดเด่น จุดด้อย
  • วิวัฒนาการของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
  • ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการบริหารเศรษฐกิจมหภาค
  • ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์จุลภาค

 

(ค) การพัฒนาสังคมและชุมชนกับเศรษฐกิจพอเพียง

  • กระบวนการทางสังคมและการจัดการทางสังคม
  • การนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการพัฒนาสังคมและชุมชน

 

(ง) การบริหารจัดการที่ดีกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

  • แนวคิดและหลักปฏิบัติการบริหารจัดการที่ดีภาครัฐ (ธรรมาภิบาล)
  • แนวคิดและหลักปฏิบัติการบริหารจัดการที่ดีภาคเอกชน (บรรษัทภิบาล)
  • การบริหารทรัพยากรมนุษย์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

(จ) ความรู้เบื้องต้นเรื่องการบริหารความเสี่ยง

  • ความหมายของความเสี่ยง และความไม่แน่นอน
  • การสร้างภูมิคุ้มกันโดยการบริหารความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ

 

(ฉ) กรณีศึกษาการประยุกต์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

  • การบรรยายของวิทยากรภายนอกและการเสนอ
  • รายงานของนักศึกษาเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง


คุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียนเรียน

  1. นักศึกษาปริญญาโทภาคปกติทุกหลักสูตร สามารถลงทะเบียนเรียนเพื่อหน่วยกิตหรือเพื่อร่วมฟังได้
  2. นักศึกษาปริญญาโทภาคพิเศษทุกหลักสูตรสามารถ ลงทะเบียนเรียนเพื่อหน่วยกิต หรือเพื่อร่วมฟังได้
  3. นักศึกษาปริญญาเอก สามารถลงทะเบียนได้เฉพาะ เพื่อร่วมฟัง
  4. บุคคลภายนอกทั่วไปสามารถลงทะเบียนเรียนวิชานี้ได้ จำนวนหน่วยกิต  3  หน่วยกิต
 

ค่าธรรมเนียมการลงทะเบียน

  1. นักศึกษาปริญญาโทภาคปกติ ใช้อัตราค่าหน่วยกิตอัตราเดียวกับการลงทะเบียนรายวิชาปกติ
  2. นักศึกษาปริญญาโทภาคพิเศษ
    ลงทะเบียนเพื่อหน่วยกิต ใช้อัตราค่าหน่วยกิตอัตราเดียวกับการลงทะเบียนรายวิชาตามหลักสูตร
    ลงทะเบียนเพื่อร่วมฟัง หน่วยกิตละ 1,000.-  บาท
  3. นักศึกษาปริญญาเอก ลงทะเบียนเพื่อร่วมฟังหน่วยกิตละ 1,000.- บาท
  4. บุคคลภายนอก เหมาจ่าย 5,000.- บาท
    กำหนดการเปิดสอน  ภาค 2/2549
     
 

    สนใจติดต่อขอลงทะเบียนได้ที่

          กองบริการการศึกษา
  สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
คลองจั่น  บางกะปิ  กรุงเทพฯ  10240
      โทร. 02-7273365-76


[1] http://www.sufficiencyeconomy.org/show.php?Id=404

แด่ "ในหลวง" ด้วย "วิถีพอเพียง"[1]




ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามกระแสพระราชดำรัสของในหลวง ที่คุ้นหูคนไทยมานานกว่า 25 ปี เพิ่งถูกกำหนดเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของชาติในปี พ.ศ.2550-2554 ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 และเป็นนโยบายของรัฐบาลในปีนี้

จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่คนไทยทั้งชาติควรร่วมกันเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจจนเกิดปัญญากระจ่างแจ้ง เกิดความซาบซึ้งจนนำไปสู่การปฏิบัติทั้งในวิถีชีวิตปัจเจก และวิถีสังคมให้เห็นผลก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้น

ถ้าเราทำความเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยเริ่มจากคำถามว่า "ทำไมต้องพอเพียง?" เราก็จะพบคำตอบว่าเพราะ "ความไม่พอเพียง" คือ "ความขาดแคลน" เช่น ขาดแคลนทุนทรัพย์ ความรู้ สติปัญญา ความสามารถ คุณธรรมศีลธรรม สุขภาพกาย สุขภาพจิต รวมไปถึงขาดแคลนสิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรี หรือความภาคภูมิใจในความเป็นมนุษย์

และเพราะถ้า "เกินความพอเพียง" ก็คือ "ความล้นเกิน" ที่ทำลายสมดุล ทั้งสมดุลทางร่างกายและจิตใจ ทางวัตถุและจิตวิญญาณทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ

ดังนั้น เราจึงต้องการความพอเพียงเพื่อขจัดความขาดแคลนและรักษาสมดุลทุกด้านของชีวิต สังคม และธรรมชาติ

การสร้างสมดุลดังกล่าวนี่เองคือแก่นของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่นำไปสู่มุมมองใหม่ที่ดีกว่า กล่าวคือ

ตามมุมมองเศรษฐศาสตร์ตะวันตกที่มองเรื่องเศรษฐกิจเฉพาะความต้องการบริโภค กับการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการบริโภค ทำให้มนุษย์มีฐานะเป็น "สัตว์เศรษฐกิจ" ที่มีธรรมชาติเห็นแก่ตัว และใช้ความเห็นแก่ตัวอย่างชอบธรรมเพื่อสร้างทุน-กำไรให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ในสภาพดังกล่าวเราแต่ละคนต่างตกเป็นทาสของความเห็นแก่ตัว เป็นนักล่าทุน-กำไรและใช้กันและกันเป็นเครื่องมือ เพื่อสร้างทุนกำไรให้มากที่สุด

คุณค่าของมนุษย์จึงขึ้นอยู่กับความมีประสิทธิภาพในการสร้างทุน-กำไร

และความสำเร็จหรือความสุขของชีวิตก็คือ การครอบครองทุน-กำไรได้มากกว่าหรือมากที่สุด การแข่งขันที่อาจโหดร้ายจึงเป็นความจำเป็น หรือเป็นธรรมชาติของสัตว์เศรษฐกิจ

ด้วยเป้าหมายดังกล่าวที่แต่ละคนยึดถืออย่างเหนียวแน่น แม้จะสร้างระบบการแข่งขันที่ (อ้างว่า) เป็นธรรมใดๆ ก็ยากที่ "ความเป็นธรรม" จริงๆ จะเกิดขึ้นได้

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ มีมหาเศรษฐีของโลกกลุ่มเล็กๆ ที่ครอบครองสินทรัพย์ของโลกเกือบครึ่งค่อน มีมหาเศรษฐีของประเทศที่ครอบครองสินทรัพย์ของประเทศกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ มีประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่กดขี่เอาเปรียบประเทศกำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนาด้วยวิธีการต่างๆ

และมีคนโง่ จน เจ็บ จำนวนมหาศาลที่มีชีวิตอยู่อย่างไร้คุณภาพชีวิต ถูกละเมิดศักดิ์ศรีและสิทธิมนุษยชนกระจายอยู่ในแทบทุกประเทศทั่วโลก

แต่มุมมองใหม่ในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่มุ่งสร้างสมดุล การพัฒนาทางเศรษฐกิจต้องถูกนำทางด้วยความรู้ เหตุผลความสามารถที่เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลก ถูกกำกับด้วยหลักประกันความเสี่ยงความไม่ประมาท คุณธรรมและศีลธรรม

มนุษย์จึงไม่ใช่เป็นเพียงสัตว์เศรษฐกิจหรือนักสะสมทุน-กำไร แต่เป็น "สัตว์ประเสริฐ" ที่มีชีวิตอยู่อย่างไม่ขาดแคลน ไม่ล้นเกินพึ่งตนเองได้ในทางเศรษฐกิจ ชีวิตมีคุณค่าในมิติหลากหลาย มีเวลาให้กับตนเอง ครอบครัวชื่นชมความงามของธรรมชาติ ศิลปะ บ่มเพาะคุณธรรมศีลธรรม ความสงบสุขทางจิตวิญญาณ เสียสละและสร้างสรรค์เพื่อส่วนรวม

ความฝันต่างๆ เหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าเป้าหมายของมนุษย์คือ "ความพอเพียง" หรือการสร้างสมดุลทั้งในชีวิต สังคม เศรษฐกิจอำนาจทางการเมือง และสมดุลทางธรรมชาติ

แต่จะไม่มีวันเป็นไปได้ถ้าเป้าหมายของมนุษย์คือความไม่รู้จักพอเพียงหรือ "ความล้นเกิน" ซึ่งจะทำให้โลกก้าวไปสู่หายนะอันเกิดจากความขัดแย้งของฝ่ายขาดแคลนกับฝ่ายล้นเกิน และภัยธรรมชาติอันเนื่องมาจากความเสียสมดุล

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า เราชาวไทยโชคดีเพียงใดที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นอัครราชาปราชญ์ พระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจทางเลือกแก่คนไทยสังคมไทย หรือแม้แต่สังคมโลก

ซึ่งเป็นทางเลือกที่จำเป็นต่อความอยู่รอด หรือความมั่นคงของมนุษย์ ธรรมชาติและสังคม

ในปีมหามงคลที่ในหลวงครองราชย์ครบ 60 ปี และเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวามหาราช พระราชกุศลที่ปวงพสกนิกรชาวไทยควรถวายแด่พระองค์ ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าการสร้างการเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้ลึกซึ้งและแพร่หลาย

จนสามารถสร้างวิถีชีวิตพอเพียง ความสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ จนเป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลกว่า

ประเทศไทยคือ "ประเทศแห่งความสุขด้วยเศรษฐกิจพอเพียง"


[1] http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act05061249&day=2006/12/06

ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง[1]




พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง" มาตั้งแต่ปี 2517 ต่อมาพระองค์ทรงขยายความและอธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ทั้งยังมีพระราชดำรัสหลายครั้ง ไม่ว่าจะกับผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท การมีพระบรมราโชวาท และพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคมของแต่ละปี

เมื่อเวลาผ่านไป จึงมีผู้ดำเนินการนำพระบรมราโชวาท พระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมารวบรวมและทำความเข้าใจว่าหมายความว่าอย่างไร กระทั่งได้คำนิยามว่า

ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบคุ้มกันในตัวดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้ ต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอน

ขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

เมื่อมีคำนิยามแล้ว ตามประสาทางทฤษฎีเชิงวิชาการ ต้องสร้างหลักการให้เห็นเด่นชัด

หลักการที่สำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงประกอบด้วย 3 ประการ คือ

1.ความพอประมาณ

2.ความมีเหตุผล

3.ความมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว

นอกจากหลักการทั้ง 3 ประการ ในการปฏิบัติจะต้องอยู่ในเงื่อนไข 2 ประการ คือ

1.เงื่อนไขความรู้ ได้แก่ ความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง

2.เงื่อนไขคุณธรรม ได้แก่ ความซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน และแบ่งปัน

เมื่อได้คำนิยาม และนำนิยามนั้นมาสรุปเป็นหลักการเพื่อการนำไปปฏิบัติซึ่งต้องดำเนินการภายใต้เงื่อนไข 2 ประการ จะเห็นได้ว่า การที่รัฐบาลจะนำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการบริหารประเทศได้ก็ด้วยหลักเดียวกันนี้ คือจากคำนิยาม จากหลักการ และจากเงื่อนไขนำไปปฏิบัติ

เป้าหมายของการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลคือ การปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินและปฏิรูประบบข้าราชการให้สามารถสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชนและประเทศชาติ

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้งสองประการ แม้ห้วงระยะเวลาอันจำกัดก็ต้องเริ่มต้นจากเงื่อนไขประการที่สองก่อน คือ เงื่อนไขคุณธรรม ได้แก่ความซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน และแบ่งปัน

จากตัวบุคคล ตั้งแต่ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และคณะกรรมการอิสระ ซึ่งเป็นหัวขบวนสำคัญ ไม่มีข้อสงสัยในความซื่อสัตย์ สุจริต และขยัน แม้อายุอานามจะเลยเลขหกไปแล้วก็ตาม แต่ความอดทน และแบ่งปันของแต่ละคนและระหว่างกันยังเป็นที่สงสัย (เข้าใจกันเองก็แล้วกันนะจ๊ะว่าคืออะไร และเป็นอย่างไร)

ส่วนเงื่อนไขความรู้ เรื่องความรอบรู้ ก็ไม่น่าสงสัย เพราะทุกคนต่างมีทั้งความรอบรู้และความรู้แน่นหนา แต่ความรอบคอบและระมัดระวังยังเป็นที่สงสัย เพราะทุกคนต่างเป็นคนดี ต่างคนต่างเก่ง ดังนั้น อาจจะขาดความรอบคอบ และความระมัดระวัง หรือระมัดระวังจนถึงขั้นระแวงกันเองก็เป็นได้

ทั้งสองเงื่อนไขในการปฏิบัติ หากรัฐบาล คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติมาถึง คณะกรรมการอิสระ ข้าราชการระดับสูง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ จะคำนึงถึงเรื่องของชาติของประชาชนให้มากก็จะเป็นการดีไม่น้อย

ที่สำคัญ เงื่อนไขหลักในการยึดอำนาจจากรัฐบาลชุดก่อนที่คณะรัฐประหารกล่าวอ้าง และนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คือประการเดียวที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่าไม่เป็นไปตามหลักการเศรษฐกิจพอเพียงอย่างยิ่ง และการดำเนินการตามหลักการเศรษฐกิจพอเพียงคือนโยบายที่เหมาะสมและถูกต้องอย่างยิ่งกับคนไทยและประเทศไทยทั้งเมื่อนี้และเมื่อหน้า อย่างถาวร ยั่งยืน


[1] http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01pra04061249&day=2006/12/06

  • ถอดรหัสเศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาการพัฒนาสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน เศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์
    IP: xxx.9.158.245
    เขียนเมื่อ 

ถอดรหัสเศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาการพัฒนาสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน[1]




ในโลกที่ขัดแย้งในตัวเอง
พวกเราจะอยู่ในโลกใบเล็กๆ นี้อย่างมีความสุขสงบได้อย่างไร ในเมื่อในแต่ละวัน พวกเราต้องเผชิญกับปัจจัยต่างๆ ที่ไหลบ่าเข้ามาจากหลากหลายมิติ ซึ่งหลายเรื่องหลายประเด็นนั้นดูจะขัดแย้งกันเอง



ทางด้านเศรษฐกิจ เราต้องเผชิญกับความเชี่ยวกรากของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากกระแสโลกาภิวัตน์ เรากำลังเผชิญกับแรงกดดันในการเปิดเสรีและการแข่งขันในรูปแบบต่างๆ ในขณะเดียวกัน เรายังมีประเด็นในเรื่องความพร้อมในขีดความสามารถของภาคเอกชน และการสร้างภูมิคุ้มกันในภาคประชาชน



ทางด้านวัฒนธรรม เรากำลังเผชิญกับอิทธิพลและการครอบงำเชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากโลกตะวันตก เราพูดถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรม ในขณะเดียวกัน เราพูดถึงการใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมในเชิงพาณิชย์ ผ่านการสร้างอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรม การสร้างเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ตลอดจนการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย



ทางด้านสังคม เราพูดถึงชุมชนภิวัตน์ การตื่นตัวของประชาสังคม ความเข้มแข็งของชุมชน การอนุรักษ์วิถีและความเป็นอยู่ของท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น ในขณะเดียวกัน เราเริ่มเห็นชุมชนต่างๆ เหล่านี้กำลังค่อยๆ ถูกกลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระแสโลกาภิวัตน์



พร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงในพหุมิติดังกล่าว เหตุการณ์ 9/11 และการทุจริตของบริษัท Enron นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์โลก โดย 9/11 นำพาไปสู่วิกฤตของ "Global Threat" ในเรื่องของความมั่นคงและความปลอดภัยของพลโลก ในขณะที่เหตุการณ์หลังก่อให้เกิดวิกฤต "Global Trust" ต่อระบบตลาดของทั้งประชาคมโลก

ในขณะนี้ประเทศไทยกำลังผ่านด่านทดสอบอีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้ผ่านการทดสอบในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปี 2540 ในครั้งนี้มีประเด็นที่ท้าทายอยู่หลายประการ เพราะเป็นการทดสอบว่าประเทศไทยสามารถรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องที่เกิดขึ้นหลังการฟื้นตัวจากวิกฤต กับความสามารถในการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง เพื่อก้าวไปสู่อีกระดับหนึ่งของการพัฒนาประชาธิปไตย และการสร้างกระบวนการทางการเมืองที่ชอบธรรมได้หรือไม่ หลังการปฏิรูปการปกครองในปี 2549

แต่นั่นเป็นเพียงคำถามเมื่อพิจารณาจากมุมมองภายในประเทศ ในมุมมองระหว่างประเทศแล้ว ประเทศไทยกำลังถูกทดสอบว่าจะสามารถยืนหยัดภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์อันเชี่ยวกรากได้หรือไม่ ในขณะที่ภาคเอกชนของไทยยังมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่จำกัดในเวทีโลก ภาคประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศกว่า 70-80% อยู่ในชนบท ซึ่งยังต้องเผชิญกับความยากจนข้นแค้น ด้อยการศึกษา ด้อยโอกาส

เราจะสามารถหาจุดสมดุลระหว่างโลกาภิวัตน์ (Globalization) กับชุมชนภิวัตน์ (Localization)

เราจะสร้างจุดแข็งและภูมิคุ้มกัน ในการรับมือกับโอกาสและภยันตรายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจและการเมืองโลก เพื่อสร้างความมั่งคั่งของชาติอย่างยั่งยืนได้อย่างไร



การเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์

กระแสโลกาภิวัตน์ถูกมองทั้งเป็นโลกของโอกาสและโลกของความเลวร้าย ไม่ว่าจะมองอย่างไร กระแสโลกาภิวัตน์ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์โลกครอบคลุมทั้งในระดับมหภาคและระดับจุลภาคอย่างน้อย 5 มิติด้วยกัน คือ

1) การเปลี่ยนแปลงในภูมิรัฐศาสตร์โลก

2) การเปลี่ยนแปลงในการเงินโลก

3) การเปลี่ยนแปลงในการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

4) การเปลี่ยนแปลงในเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศ

และ 5) การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการดำเนินธุรกิจ

กระแสโลกาภิวัตน์เป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติของโลกที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทุกประเทศต้องเผชิญกับมัน เราคงไม่สามารถที่จะปิดประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากกระแสดังกล่าว ขณะเดียวกัน เราคงไม่สามารถที่จะเปิดประเทศอย่างเต็มที่ ตราบใดที่เรายังไม่มีความพร้อม ตราบใดที่เรายังไม่มีภูมิคุ้มกันที่มากพอ

อย่างไรก็ดี เรายังขาดความรู้ความเข้าใจในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างกระแสโลกาภิวัตน์ กับการสร้างความมั่นคงของชาติ ความรู้ความเข้าใจนี้ มีความสำคัญต่อการกำหนดกรอบนโยบาย รูปแบบการบริหารจัดการ และแนวทางปฏิบัติทั้งในภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ภายใต้พลวัตที่เปลี่ยนแปลงไปในเวทีโลก


ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นทั้งกรอบความคิดและแนวทางปฏิบัติ เป็นทั้งวิถีชีวิตและวิถีการทำงานที่ตระหนักถึง การพัฒนาคุณค่าความเป็นมนุษย์ ไปพร้อมๆ กับ การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม ในทิศทางที่รังสรรค์และธำรงไว้ซึ่ง อารยธรรมของมนุษยชาติ

องค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาคุณค่าความเป็นมนุษย์คือ ความรู้ คุณธรรม และความเพียร ซึ่งทั้งสามปัจจัยนี้ต้องพัฒนาไปด้วยกันอย่างสมดุล เพราะคนที่มีความพากเพียรแต่ไม่มีความรู้นั้น อาจจะถูกจัดว่าเป็นพวก Work Hard แต่ไม่ Smart ส่วนคนที่มีความรู้มีคุณธรรมแต่ไม่มีความเพียรนั้น เป็นพวกเพ้อฝันไม่สามารถทำอะไรที่คิดอ่านไว้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้

การมี ความรู้ คุณธรรม และความเพียร เป็นบ่อเกิดของการมีเหตุมีผล

แต่อย่างที่ทราบกันดี ปฎิสัมพันธ์หลายอย่างในสังคมนั้นเป็น "Social Dilemma" ที่มักจะเป็นการเผชิญหน้าระหว่างทางเลือกที่เป็น Short Term Gain/Long Term Loss กับ Short Term Loss/Long Term Gain ทางเลือกที่เป็น Short Term Gain/Long Term Loss ส่วนใหญ่เป็นแนวทางการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน ในขณะที่ Short Term Loss/Long Term Gain ส่วนใหญ่เป็นแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน

ตัวอย่าง ทางเลือกที่เป็น Social Dilemma ที่เป็น Short Term Gain/Long Term Loss มีอยู่มากมาย ตัวอย่างเช่นการเน้นแต่จำนวนนักท่องเที่ยว โดยไม่ได้พิจารณาในเชิงคุณภาพ หรือไม่มีมาตรการรองรับที่เพียงพอ ทำให้สิ่งแวดล้อมต่างๆ ถูกทำลายลง

หรือการเน้นการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในเชิงปริมาณ เพียงเพื่อต้องการเม็ดเงินและการสร้างงาน โดยไม่ได้พิจารณาคุณภาพของการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การปรับโครงสร้างของอุตสาหกรรมในประเทศ เป็นต้น

ส่วนทางเลือกแบบ Short Term Gain/Long Term Loss นั้นส่วนใหญ่เป็นแนวทางการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน เพราะเป็นการหยิบยืมประโยชน์ที่ควรจะเกิดขึ้นในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน ในขณะที่ผลักอุปสรรคหรือสิ่งที่จะต้องทำในปัจจุบันออกไปให้เกิดขึ้นในอนาคตแทน

ในทางตรงกันข้าม ทางเลือกแบบ Short Term Loss/Long Term Gain ส่วนใหญ่เป็นแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนตัวอย่างเช่น การรณรงค์การเลิกสูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้า โดย สสส.ที่กลุ่มเป้าหมายจะต้องอดทนในระยะแรกเริ่ม แต่เมื่อลด ละ เลิกสำเร็จ ประโยชน์ก็จะตกกับกลุ่มเป้าหมายเอง การส่งเสริมการส่งออกไปพร้อมๆ กับการทดแทนนำเข้า การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง โดยการลงทุนในการวิจัยและพัฒนา การสร้างนวัตกรรมและการยกระดับสมรรถนะของทุนมนุษย์ในองค์กรภาคเอกชน เป็นต้น

ฉะนั้น การมี ความรู้ จะทำให้เราสามารถประเมินได้ว่าทางเลือกใดเป็น Short Term Gain/Long Term Loss ทางเลือกใดเป็น Short Term Loss/Long Term Gain

การมีคุณธรรม ทำให้เราประมาณผลกระทบและลูกติดตามของแต่ละทางเลือก แล้วตัดสินใจในทางเลือกที่จะเกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายมากที่สุด กระทบกับผู้อื่นน้อยที่สุด การมี ความเพียร ทำให้เกิดความมุ่งมั่น อดทน อดกลั้น เพื่อผลักดันให้ทางเลือกที่ดีที่สุดนั้นเกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็ว



เศรษฐกิจพอเพียงในกระแสโลกาภิวัตน์

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายระหว่างการสร้างความมั่นคั่งของชาติกับกระแสโลกาภิวัตน์ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ กับผลประโยชน์ร่วม การแข่งขัน และการรวมกลุ่มเพื่อสร้างอำนาจต่อรองในประชาคมโลก หรือระหว่างการเคารพต่อข้อตกลงหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่กำหนดขึ้นโดยประชาคมโลก กับการมีอิสระในการกำหนดทิศทางนโยบายและยุทธศาสตร์ ของประเทศไว้ในระดับหนึ่ง

ปัญหาท้าทายเหล่านี้จะไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป เมื่อน้อมรับเอาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้

โดยแก่นของเศรษฐกิจพอเพียง นั้นเน้นการใช้ ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล และภูมิคุ้มกัน มาบริหารความสมดุลในปัจจัยต่างๆ ที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน ที่ดูเหมือนจะต้องเลือกให้สามารถมาอยู่ด้วยกันในลักษณะที่เสริมกัน เติมเต็มซึ่งกันและกัน เพราะความพอประมาณ การมีภูมิคุ้มกัน และความมีเหตุมีผล ก่อให้เกิดดุลยภาพเชิงพลวัตที่ประสานสอดคล้องระหว่างโลกภายนอกกับโลกภายในได้อย่างลงตัว

เศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นทั้งแนวทางและแนวปฏิบัติ ในการขับเคลื่อนประเทศไทยในท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล และภูมิคุ้มกัน จะเป็นคุณลักษณ์ที่สำคัญของปัจเจกบุคคล จะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญขององค์กร และจะเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญของประเทศ ที่จะทำให้พวกเราอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีเติมเต็มศักยภาพ ประสานสมานฉันท์

และก่อเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ท่ามกลางกระแสอันเชี่ยวกรากของโลกาภิวัตน์ที่ต้องเผชิญอยู่เฉกเช่นในปัจจุบัน


[1] http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act04061249&day=2006/12/06

คนมีคุณธรรมความรับผิดชอบ ในพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว[1]



การทำให้เกิด "ความรู้คู่คุณธรรม" เป้าหมายคือการพัฒนาคนอยู่ที่การกระทำให้คนมีคุณภาพและคุณธรรม

คนมีคุณภาพ หมายถึง คนที่มีความรู้ ความสามารถ ความชำนาญ ในวิชาชีพจนสามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัว

คนมีคุณธรรม หมายถึง เป็นคนดี คิดดี และประพฤติดี ไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่นในสังคม และมีเมตตา กรุณาตนเอง และผู้อื่น เป็นคนใฝ่รู้อยู่เสมอ รู้จักตนเอง เสียสละเพื่อส่วนรวม มองการณ์ไกล ไม่ประมาท และมีศีลธรรม

หลักการเสริมสร้างคุณธรรมตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในสายพระเนตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องของคุณธรรมความรับผิดชอบ ที่จะต้องมีประจำอยู่ในตัวบุคคลที่มีคุณภาพ และคุณธรรม จะเห็นได้จากแบบอย่างพระราชจริยวัตร และพระราชกรณียกิจที่สะท้อนถึงคุณธรรมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยึดเป็นคุณธรรมประจำพระองค์ ทรงตั้งพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่จะทรงกระทำหน้าที่พระมหากษัตริย์ โดยอาศัยธรรมะแห่งพระพุทธศาสนา โดยอาศัยธรรมะที่เรียกกันว่า ราชธรรม หรือธรรมะของพระราชา (ทศพิธราชธรรม)

คุณธรรมต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงย้ำและแสดงไว้ในพระบรมราโชวาท และพระราชดำรัส เป็นคุณธรรมสำคัญในชีวิต ทั้งในแง่ของการทำให้ปัจเจกบุคคลสามารถดำรงชีวิตอยู่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม และสามารถค้ำจุนสนับสนุนให้ดำเนินงานต่างๆ ในหน้าที่สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีคุณธรรม "ความรับผิดชอบ" ประจำพระองค์ในการทรงปฏิบัติภาระหน้าที่พระมหากษัตริย์ของแผ่นดินไทย

ความหมายของคุณธรรม "ความรับผิดชอบ" คือสภาพที่รู้จักภาระหน้าที่ และทำงานหรือดำเนินการตามภาระหน้าที่ให้บังเกิดผลลัพธ์มากที่สุด และเงื่อนไขที่ต้องมี คือ การรู้ (เรียนรู้และ/หรือรับรู้) ว่าภารกิจที่ต้องกระทำในหน้าที่นั้นๆ มีอะไรบ้าง หรืออีกนัยหนึ่งคือ รู้หน้าที่นั่นเอง การมีคุณธรรมความรับผิดชอบ "สื่อการมีคุณธรรม" การรู้จักหน้าที่ นั่นคือ การมีความสำนึกในหน้าที่

จากความหมายของคุณธรรมตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องของการรู้จักหน้าที่แล้ว ยังประกอบไปด้วยคุณธรรมความรับผิดชอบในเรื่องอื่นๆ ดังนี้

ความรับผิดชอบกับการมีวินัย เป็นเรื่องที่สำคัญ บุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบจักต้องเป็นคนที่ "มีวินัย" คือ การปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์ และวิธีการที่ได้กำหนดไว้สำหรับภารกิจในบทบาทหน้าที่นั้นๆ ถ้ามีการปฏิบัติตนที่แตกต่างไปจากวิธีการ และ/หรือระเบียบกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้แล้วโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการดำเนินการย่อมมีน้อย และไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ให้เป็นไปตามคาดหวังไว้ในบทบาทหน้าที่นั้นๆ การมีวินัยจึงมักกล่าวเชื่อมโยงกับ "ความอดทน" "ความพากเพียร" ที่จะดำเนินการให้บังเกิดผลตามที่ต้องการ ความหมายของ "การมีวินัย" จึงกินความไปถึงความเพียรพยายาม ความบากบั่น ตลอดจนความอดทนที่เกิดขึ้นอย่างอยู่ตัว และจริงจัง เพื่อให้บังเกิดผลงานที่คาดหวัง

ความรับผิดชอบกับการตรงต่อเวลา ผู้มีวินัยแล้วจะเป็นผู้ที่ "ตรงต่อเวลา" ในการปฏิบัติงานใดๆ ไม่ว่าจะเป็นบทบาท/หน้าที่อะไรก็ตาม จะเกี่ยวกันกับเวลาเสมอ ทั้งแง่เวลาที่ต้องใช้ในการทำกิจกรรม และเวลาที่เป็นตัวกำหนดการทำงานแต่ละขั้น ผู้ที่มีความรับผิดชอบเมื่อดำเนินตรงตามเวลา ผลงานที่บังเกิดขึ้นก็จะเป็นไปตามความต้องการทั้งในแง่ปริมาณ คุณภาพ และเวลา

ความรับผิดชอบกับความเป็นเลิศ คนที่มีความรับผิดชอบจักต้องเป็นคนที่มีวิญญาณของการเรียกร้อง "ความเป็นเลิศ" (Pursuit of excel-Ience) จากตัวเอง ขณะเดียวกันต้องมีความพากเพียรพยายาม และต้องมี "การเสียสละ" ตัวเอง (ในรูปของเวลา แรงกาย พลังสมอง การพักผ่อนหย่อนใจ) กล่าวคือไม่ใช่การทำงานแบบ "เช้าชามเย็นชาม" ทำเพื่อให้วันและเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เท่านั้น แต่ทำงานด้วยความกระตือรือร้น การทุ่มเทพลังกายพลังสมอง เพื่อให้บังเกิดผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ขณะเดียวกันย่อมมีโอกาสทำให้เกิดความริเริ่มใหม่ และการสร้างสรรค์นวัตกรรม (invation) ในบุคคลผู้นั้นอันเป็นผลจากความพยายาม การเรียกร้องความเป็นเลิศจากตัวนี้เอง ก็จัดเป็นสภาพหนึ่งของ "ความใฝ่สำเร็จ" (need for achievement or n-achievement) การที่บุคคลยอมบากบั่นพากเพียรเพื่อให้ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานย่อมต้องเรียกร้องความเป็นเลิศจากตัวเอง เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จดังกล่าว

ความรับผิดชอบกับความกล้าหาญ คนที่มีคุณธรรมความรับผิดชอบ จักมี "ความกล้าหาญ" ที่จะดำเนินการใดๆ โดยไม่รีรอ มีความเด็ดขาดแน่วแน่ในการตัดสินใจอันเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบในบุคลิกของผู้ที่มีความรับผิดชอบ ซึ่งตรงกันข้ามกับการผัดวันประกันพรุ่ง หรือการรีรอไม่ดำเนินการในภารกิจนั้นๆ ด้วยความไม่กล้าตัดสินใจ การดำเนินงานไม่สำเร็จตามวัตถุประสงค์ ความกล้าหาญจึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งในคุณธรรมความรับผิดชอบที่สำคัญเช่นกัน

ความรับผิดชอบกับความซื่อสัตย์ ผู้ที่มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง และมีวินัยที่จะปฏิบัติตามระเบียบเกณฑ์ที่กำหนด กล่าวคือ การเป็นผู้ที่ปฏิบัติตนให้เป็นไปตามจรรยาบรรณของอาชีพหรือการงานนั้นๆ ดังนั้นผู้ที่มีความรับผิดชอบจึงอยู่ในสภาพที่ซื่อสัตย์สุจริตต่อภาระหน้าที่ของตนเอง ไม่ดำเนินการอื่นใดที่จะผิดแผกแปลกไปจากแนวปฏิบัติที่กำหนด โดยจรรยาบรรณของอาชีพ และการงาน ไม่หลอกลวงทั้งทางด้านการให้บริการ ผลผลิตที่มีเจตนาดำเนินการทุจริตให้ผลผลิตมีคุณภาพต่ำ ก่อให้เกิดความเสียหาย ขาดคุณธรรมความรับผิดชอบกับความซื่อสัตย์ เป็นเรื่องที่อันตรายมาก

ความรับผิดชอบกับการคำนึงถึงผู้อื่น ในการดำเนินงานใดๆ ก็ตามจะต้องเกี่ยวข้องกับผู้อื่น การไม่สร้างภาระหรือปัญหาให้แก่ผู้อื่น โดยคำนึงถึงผู้อื่น เป็นคุณธรรมรับผิดชอบที่ตระหนักถึงบุคคล จะต้องมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน และกระทบกับงานที่กระทำ

ความรับผิดชอบเป็นคุณธรรมที่สำคัญครอบคลุมความหมายของคุณธรรมความรับผิดชอบที่กล่าวมาข้างต้น คือ ให้คนเรามีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ การทำงาน ในเรื่องเวลา ฯลฯ หากจะพิจารณาจากทรรศนะของตัวบุคคล และบทบาท/หน้าที่ต่างๆ ของบุคคลในสังคมแล้วอาจจำแนกความรับผิดชอบของคนเราในเชิงกิจกรรมได้ 3 ประเภท คือ ความรับผิดชอบในการใช้ชีวิต ความรับผิดชอบในการทำงาน ความรับผิดชอบในบทบาท/หน้าที่อื่นๆ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีหลักปรัชญาส่วนพระองค์ที่กำกับการปฏิบัติพระองค์ตลอดช่วงเวลาที่พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งเป็นประมุขของชาวไทย ที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชปณิธานที่จะทรงเป็น "ยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์" โดยทรงเลือกที่จะสร้างสรรค์ "ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่เหนือกว่าความคาดหวังที่พึงมีจากบทบาท และหน้าที่ในตำแหน่งพระมหากษัตริย์ จัดเป็นการปฏิบัติพระองค์เยี่ยงผู้มีคุณธรรม "ความรับผิดชอบ" ที่ยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือนในโลก


[1]http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act01290150&day=2007/01/29&sectionid=0130

ข้อคิดดีๆ  7 ข้อ เป็นพลังมหัศจรรย์ของ 7x7 ได้แก่   

        

 1. ความคิดดีๆ เป็นที่มาแห่งความสุข

แน่นอนว่าเมื่อเรามีความคิดดีๆ โลกก็จะดีตามอย่างที่เราคิด

 ดังที่ท่านว่าไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า “โลกเป็นอย่างไร

ขึ้นอยู่กับว่าเราใส่แว่นตาสีอะไรมองโลก หากมองโลกในแง่ดี

ชีวิตมีแต่สิ่งรื่นรมย์ หากมองโลกในแง่ร้าย ชีวิตมีแต่ความวุ่นวายและทุกข์ระทม” 

            

 2. ปัญญาดีย่อมมีความสุข

 คนมีปัญญาย่อมใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาเพื่อให้พ้นทุกข์

 ดังนั้น สำหรับคนมีปัญญา วิกฤตอยู่ไหน ปัญญาอยู่นั่น

ส่วนคนด้อยปัญญา โอกาสอยู่ไหน วิกฤตอยู่นั่น

จงเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา เปลี่ยนอุปสรรคเป็นอุปกรณ์  

           

 3. ชีวิตของคนดีคือชีวิตที่มีความสุข

ดอกไม้หอมได้บางดอก แต่มนุษย์หอมได้ทุกคน หากเขาเป็นคนดี

กลิ่นดอกไม้แม้หอมขนาดไหน ก็หอมได้แต่ตามลมเท่านั้น

ส่วนกลิ่นความดีของคนดีนั้น หอมหวนทวนลม

ฟุ้งกระจายไปในทิศทั้งสี่

ดอกไม้ผลิบานแล้วไม่นานก็ร่วงโรย

แต่ความดีของคนนั้น สถิตเป็นนิรันดร์เหนือกาลเวลา

             

 4. ปฏิสัมพันธ์ดีก็มีความสุข

ซึ่งเป็นการเลือกคบมิตร โลกนี้มีมิตรอยู่ 3 ประเภทคือ

1. ปาปมิตร เพื่อนชั่ว จงอย่าคบ

 2. กัลยาณมิตร เพื่อนดี จงคบ

3. พันธมิตร เพื่อนที่ผูกพันกันด้วยผลประโยชน์ จงระวัง             

 

 5. ทำงานดีก็มีความสุข

คนจำนวนมากเป็นทุกข์ขณะทำงาน

 แต่เบิกบานเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ โดยหารู้ไม่ว่า

ในหนึ่งสัปดาห์มีเสาร์-อาทิตย์แค่สองวัน

จงเป็นสุขขณะทำงาน จงเบิกบานขณะหายใจ             

 

 6. มองโลกในแง่ดี ชีวิตมีความสุข

 ดังผู้รู้ท่านหนึ่งกล่าวว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มันถูกอยู่แล้ว

มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด

ใครทำความเข้าใจคำกล่าวนี้ได้อย่างลึกซึ้ง

คนนั้นจะไม่ทุกข์ และเขาจะไม่หวั่นไหว

ในความผันแปรของชีวิต

สิ่งใดเกิดขึ้นมาเขาจะอุทานอยู่เสมอว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง”      

 

 7. ครอบครัวดีทวีความสุข

ครอบครัวคือพื้นฐานสำคัญของชีวิต

 บุตรธิดาคืออนุสาวรีย์ของพ่อแม่

หากลูกเป็นคนดี อนุสาวรีย์ของพ่อแม่ก็งดงาม

หากลูกเลวทราม อนุสาวรีย์ของพ่อแม่ก็อัปลักษณ์

 

ที่มา : มหัศจรรย์แห่งชีวิต

และ 7 หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี