แด่ "ในหลวง" ด้วย "วิถีพอเพียง"[1]
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามกระแสพระราชดำรัสของในหลวง ที่คุ้นหูคนไทยมานานกว่า 25 ปี เพิ่งถูกกำหนดเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของชาติในปี พ.ศ.2550-2554 ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 และเป็นนโยบายของรัฐบาลในปีนี้
จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่คนไทยทั้งชาติควรร่วมกันเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจจนเกิดปัญญากระจ่างแจ้ง เกิดความซาบซึ้งจนนำไปสู่การปฏิบัติทั้งในวิถีชีวิตปัจเจก และวิถีสังคมให้เห็นผลก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้น
ถ้าเราทำความเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยเริ่มจากคำถามว่า “ทำไมต้องพอเพียง?” เราก็จะพบคำตอบว่าเพราะ “ความไม่พอเพียง” คือ “ความขาดแคลน” เช่น ขาดแคลนทุนทรัพย์ ความรู้ สติปัญญา ความสามารถ คุณธรรมศีลธรรม สุขภาพกาย สุขภาพจิต รวมไปถึงขาดแคลนสิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรี หรือความภาคภูมิใจในความเป็นมนุษย์
และเพราะถ้า “เกินความพอเพียง” ก็คือ “ความล้นเกิน” ที่ทำลายสมดุล ทั้งสมดุลทางร่างกายและจิตใจ ทางวัตถุและจิตวิญญาณทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ
ดังนั้น เราจึงต้องการความพอเพียงเพื่อขจัดความขาดแคลนและรักษาสมดุลทุกด้านของชีวิต สังคม และธรรมชาติ
การสร้างสมดุลดังกล่าวนี่เองคือแก่นของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่นำไปสู่มุมมองใหม่ที่ดีกว่า กล่าวคือ
ตามมุมมองเศรษฐศาสตร์ตะวันตกที่มองเรื่องเศรษฐกิจเฉพาะความต้องการบริโภค กับการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการบริโภค ทำให้มนุษย์มีฐานะเป็น “สัตว์เศรษฐกิจ” ที่มีธรรมชาติเห็นแก่ตัว และใช้ความเห็นแก่ตัวอย่างชอบธรรมเพื่อสร้างทุน-กำไรให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ในสภาพดังกล่าวเราแต่ละคนต่างตกเป็นทาสของความเห็นแก่ตัว เป็นนักล่าทุน-กำไรและใช้กันและกันเป็นเครื่องมือ เพื่อสร้างทุนกำไรให้มากที่สุด
คุณค่าของมนุษย์จึงขึ้นอยู่กับความมีประสิทธิภาพในการสร้างทุน-กำไร
และความสำเร็จหรือความสุขของชีวิตก็คือ การครอบครองทุน-กำไรได้มากกว่าหรือมากที่สุด การแข่งขันที่อาจโหดร้ายจึงเป็นความจำเป็น หรือเป็นธรรมชาติของสัตว์เศรษฐกิจ
ด้วยเป้าหมายดังกล่าวที่แต่ละคนยึดถืออย่างเหนียวแน่น แม้จะสร้างระบบการแข่งขันที่ (อ้างว่า) เป็นธรรมใดๆ ก็ยากที่ “ความเป็นธรรม” จริงๆ จะเกิดขึ้นได้
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ มีมหาเศรษฐีของโลกกลุ่มเล็กๆ ที่ครอบครองสินทรัพย์ของโลกเกือบครึ่งค่อน มีมหาเศรษฐีของประเทศที่ครอบครองสินทรัพย์ของประเทศกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ มีประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่กดขี่เอาเปรียบประเทศกำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนาด้วยวิธีการต่างๆ
และมีคนโง่ จน เจ็บ จำนวนมหาศาลที่มีชีวิตอยู่อย่างไร้คุณภาพชีวิต ถูกละเมิดศักดิ์ศรีและสิทธิมนุษยชนกระจายอยู่ในแทบทุกประเทศทั่วโลก
แต่มุมมองใหม่ในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่มุ่งสร้างสมดุล การพัฒนาทางเศรษฐกิจต้องถูกนำทางด้วยความรู้ เหตุผลความสามารถที่เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลก ถูกกำกับด้วยหลักประกันความเสี่ยงความไม่ประมาท คุณธรรมและศีลธรรม
มนุษย์จึงไม่ใช่เป็นเพียงสัตว์เศรษฐกิจหรือนักสะสมทุน-กำไร แต่เป็น “สัตว์ประเสริฐ” ที่มีชีวิตอยู่อย่างไม่ขาดแคลน ไม่ล้นเกินพึ่งตนเองได้ในทางเศรษฐกิจ ชีวิตมีคุณค่าในมิติหลากหลาย มีเวลาให้กับตนเอง ครอบครัวชื่นชมความงามของธรรมชาติ ศิลปะ บ่มเพาะคุณธรรมศีลธรรม ความสงบสุขทางจิตวิญญาณ เสียสละและสร้างสรรค์เพื่อส่วนรวม
ความฝันต่างๆ เหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าเป้าหมายของมนุษย์คือ “ความพอเพียง” หรือการสร้างสมดุลทั้งในชีวิต สังคม เศรษฐกิจอำนาจทางการเมือง และสมดุลทางธรรมชาติ
แต่จะไม่มีวันเป็นไปได้ถ้าเป้าหมายของมนุษย์คือความไม่รู้จักพอเพียงหรือ “ความล้นเกิน” ซึ่งจะทำให้โลกก้าวไปสู่หายนะอันเกิดจากความขัดแย้งของฝ่ายขาดแคลนกับฝ่ายล้นเกิน และภัยธรรมชาติอันเนื่องมาจากความเสียสมดุล
จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า เราชาวไทยโชคดีเพียงใดที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นอัครราชาปราชญ์ พระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจทางเลือกแก่คนไทยสังคมไทย หรือแม้แต่สังคมโลก
ซึ่งเป็นทางเลือกที่จำเป็นต่อความอยู่รอด หรือความมั่นคงของมนุษย์ ธรรมชาติและสังคม
ในปีมหามงคลที่ในหลวงครองราชย์ครบ 60 ปี และเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวามหาราช พระราชกุศลที่ปวงพสกนิกรชาวไทยควรถวายแด่พระองค์ ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าการสร้างการเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้ลึกซึ้งและแพร่หลาย
จนสามารถสร้างวิถีชีวิตพอเพียง ความสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ จนเป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลกว่า
ประเทศไทยคือ “ประเทศแห่งความสุขด้วยเศรษฐกิจพอเพียง” <div>
<hr>
[1] http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act05061249&day=2006/12/06
</div>