ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง[1]




พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง” มาตั้งแต่ปี 2517 ต่อมาพระองค์ทรงขยายความและอธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ทั้งยังมีพระราชดำรัสหลายครั้ง ไม่ว่าจะกับผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท การมีพระบรมราโชวาท และพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคมของแต่ละปี

เมื่อเวลาผ่านไป จึงมีผู้ดำเนินการนำพระบรมราโชวาท พระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมารวบรวมและทำความเข้าใจว่าหมายความว่าอย่างไร กระทั่งได้คำนิยามว่า

ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบคุ้มกันในตัวดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้ ต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอน

ขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

เมื่อมีคำนิยามแล้ว ตามประสาทางทฤษฎีเชิงวิชาการ ต้องสร้างหลักการให้เห็นเด่นชัด

หลักการที่สำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงประกอบด้วย 3 ประการ คือ

1.ความพอประมาณ

2.ความมีเหตุผล

3.ความมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว

นอกจากหลักการทั้ง 3 ประการ ในการปฏิบัติจะต้องอยู่ในเงื่อนไข 2 ประการ คือ

1.เงื่อนไขความรู้ ได้แก่ ความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง

2.เงื่อนไขคุณธรรม ได้แก่ ความซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน และแบ่งปัน

เมื่อได้คำนิยาม และนำนิยามนั้นมาสรุปเป็นหลักการเพื่อการนำไปปฏิบัติซึ่งต้องดำเนินการภายใต้เงื่อนไข 2 ประการ จะเห็นได้ว่า การที่รัฐบาลจะนำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการบริหารประเทศได้ก็ด้วยหลักเดียวกันนี้ คือจากคำนิยาม จากหลักการ และจากเงื่อนไขนำไปปฏิบัติ

เป้าหมายของการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลคือ การปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินและปฏิรูประบบข้าราชการให้สามารถสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชนและประเทศชาติ

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้งสองประการ แม้ห้วงระยะเวลาอันจำกัดก็ต้องเริ่มต้นจากเงื่อนไขประการที่สองก่อน คือ เงื่อนไขคุณธรรม ได้แก่ความซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน และแบ่งปัน

จากตัวบุคคล ตั้งแต่ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และคณะกรรมการอิสระ ซึ่งเป็นหัวขบวนสำคัญ ไม่มีข้อสงสัยในความซื่อสัตย์ สุจริต และขยัน แม้อายุอานามจะเลยเลขหกไปแล้วก็ตาม แต่ความอดทน และแบ่งปันของแต่ละคนและระหว่างกันยังเป็นที่สงสัย (เข้าใจกันเองก็แล้วกันนะจ๊ะว่าคืออะไร และเป็นอย่างไร)

ส่วนเงื่อนไขความรู้ เรื่องความรอบรู้ ก็ไม่น่าสงสัย เพราะทุกคนต่างมีทั้งความรอบรู้และความรู้แน่นหนา แต่ความรอบคอบและระมัดระวังยังเป็นที่สงสัย เพราะทุกคนต่างเป็นคนดี ต่างคนต่างเก่ง ดังนั้น อาจจะขาดความรอบคอบ และความระมัดระวัง หรือระมัดระวังจนถึงขั้นระแวงกันเองก็เป็นได้

ทั้งสองเงื่อนไขในการปฏิบัติ หากรัฐบาล คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติมาถึง คณะกรรมการอิสระ ข้าราชการระดับสูง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ จะคำนึงถึงเรื่องของชาติของประชาชนให้มากก็จะเป็นการดีไม่น้อย

ที่สำคัญ เงื่อนไขหลักในการยึดอำนาจจากรัฐบาลชุดก่อนที่คณะรัฐประหารกล่าวอ้าง และนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คือประการเดียวที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่าไม่เป็นไปตามหลักการเศรษฐกิจพอเพียงอย่างยิ่ง และการดำเนินการตามหลักการเศรษฐกิจพอเพียงคือนโยบายที่เหมาะสมและถูกต้องอย่างยิ่งกับคนไทยและประเทศไทยทั้งเมื่อนี้และเมื่อหน้า อย่างถาวร ยั่งยืน
<div>
<hr>

[1] http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01pra04061249&day=2006/12/06

</div>