ถอดรหัสเศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาการพัฒนาสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน[1]
ในโลกที่ขัดแย้งในตัวเอง
พวกเราจะอยู่ในโลกใบเล็กๆ นี้อย่างมีความสุขสงบได้อย่างไร ในเมื่อในแต่ละวัน พวกเราต้องเผชิญกับปัจจัยต่างๆ ที่ไหลบ่าเข้ามาจากหลากหลายมิติ ซึ่งหลายเรื่องหลายประเด็นนั้นดูจะขัดแย้งกันเอง
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ทางด้านเศรษฐกิจ เราต้องเผชิญกับความเชี่ยวกรากของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากกระแสโลกาภิวัตน์ เรากำลังเผชิญกับแรงกดดันในการเปิดเสรีและการแข่งขันในรูปแบบต่างๆ ในขณะเดียวกัน เรายังมีประเด็นในเรื่องความพร้อมในขีดความสามารถของภาคเอกชน และการสร้างภูมิคุ้มกันในภาคประชาชน</p>
ทางด้านวัฒนธรรม เรากำลังเผชิญกับอิทธิพลและการครอบงำเชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากโลกตะวันตก เราพูดถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรม ในขณะเดียวกัน เราพูดถึงการใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมในเชิงพาณิชย์ ผ่านการสร้างอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรม การสร้างเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ตลอดจนการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย
ทางด้านสังคม เราพูดถึงชุมชนภิวัตน์ การตื่นตัวของประชาสังคม ความเข้มแข็งของชุมชน การอนุรักษ์วิถีและความเป็นอยู่ของท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น ในขณะเดียวกัน เราเริ่มเห็นชุมชนต่างๆ เหล่านี้กำลังค่อยๆ ถูกกลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระแสโลกาภิวัตน์
พร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงในพหุมิติดังกล่าว เหตุการณ์ 9/11 และการทุจริตของบริษัท Enron นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์โลก โดย 9/11 นำพาไปสู่วิกฤตของ "Global Threat" ในเรื่องของความมั่นคงและความปลอดภัยของพลโลก ในขณะที่เหตุการณ์หลังก่อให้เกิดวิกฤต "Global Trust" ต่อระบบตลาดของทั้งประชาคมโลก
ในขณะนี้ประเทศไทยกำลังผ่านด่านทดสอบอีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้ผ่านการทดสอบในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปี 2540 ในครั้งนี้มีประเด็นที่ท้าทายอยู่หลายประการ เพราะเป็นการทดสอบว่าประเทศไทยสามารถรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องที่เกิดขึ้นหลังการฟื้นตัวจากวิกฤต กับความสามารถในการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง เพื่อก้าวไปสู่อีกระดับหนึ่งของการพัฒนาประชาธิปไตย และการสร้างกระบวนการทางการเมืองที่ชอบธรรมได้หรือไม่ หลังการปฏิรูปการปกครองในปี 2549
แต่นั่นเป็นเพียงคำถามเมื่อพิจารณาจากมุมมองภายในประเทศ ในมุมมองระหว่างประเทศแล้ว ประเทศไทยกำลังถูกทดสอบว่าจะสามารถยืนหยัดภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์อันเชี่ยวกรากได้หรือไม่ ในขณะที่ภาคเอกชนของไทยยังมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่จำกัดในเวทีโลก ภาคประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศกว่า 70-80% อยู่ในชนบท ซึ่งยังต้องเผชิญกับความยากจนข้นแค้น ด้อยการศึกษา ด้อยโอกาส
เราจะสามารถหาจุดสมดุลระหว่างโลกาภิวัตน์ (Globalization) กับชุมชนภิวัตน์ (Localization)
เราจะสร้างจุดแข็งและภูมิคุ้มกัน ในการรับมือกับโอกาสและภยันตรายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจและการเมืองโลก เพื่อสร้างความมั่งคั่งของชาติอย่างยั่งยืนได้อย่างไร
การเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์
กระแสโลกาภิวัตน์ถูกมองทั้งเป็นโลกของโอกาสและโลกของความเลวร้าย ไม่ว่าจะมองอย่างไร กระแสโลกาภิวัตน์ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์โลกครอบคลุมทั้งในระดับมหภาคและระดับจุลภาคอย่างน้อย 5 มิติด้วยกัน คือ
1) การเปลี่ยนแปลงในภูมิรัฐศาสตร์โลก
2) การเปลี่ยนแปลงในการเงินโลก
3) การเปลี่ยนแปลงในการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ
4) การเปลี่ยนแปลงในเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศ
และ 5) การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการดำเนินธุรกิจ
กระแสโลกาภิวัตน์เป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติของโลกที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทุกประเทศต้องเผชิญกับมัน เราคงไม่สามารถที่จะปิดประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากกระแสดังกล่าว ขณะเดียวกัน เราคงไม่สามารถที่จะเปิดประเทศอย่างเต็มที่ ตราบใดที่เรายังไม่มีความพร้อม ตราบใดที่เรายังไม่มีภูมิคุ้มกันที่มากพอ
อย่างไรก็ดี เรายังขาดความรู้ความเข้าใจในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างกระแสโลกาภิวัตน์ กับการสร้างความมั่นคงของชาติ ความรู้ความเข้าใจนี้ มีความสำคัญต่อการกำหนดกรอบนโยบาย รูปแบบการบริหารจัดการ และแนวทางปฏิบัติทั้งในภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ภายใต้พลวัตที่เปลี่ยนแปลงไปในเวทีโลก
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาที่ยั่งยืน
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นทั้งกรอบความคิดและแนวทางปฏิบัติ เป็นทั้งวิถีชีวิตและวิถีการทำงานที่ตระหนักถึง การพัฒนาคุณค่าความเป็นมนุษย์ ไปพร้อมๆ กับ การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม ในทิศทางที่รังสรรค์และธำรงไว้ซึ่ง อารยธรรมของมนุษยชาติ
องค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาคุณค่าความเป็นมนุษย์คือ ความรู้ คุณธรรม และความเพียร ซึ่งทั้งสามปัจจัยนี้ต้องพัฒนาไปด้วยกันอย่างสมดุล เพราะคนที่มีความพากเพียรแต่ไม่มีความรู้นั้น อาจจะถูกจัดว่าเป็นพวก Work Hard แต่ไม่ Smart ส่วนคนที่มีความรู้มีคุณธรรมแต่ไม่มีความเพียรนั้น เป็นพวกเพ้อฝันไม่สามารถทำอะไรที่คิดอ่านไว้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้
การมี ความรู้ คุณธรรม และความเพียร เป็นบ่อเกิดของการมีเหตุมีผล
แต่อย่างที่ทราบกันดี ปฎิสัมพันธ์หลายอย่างในสังคมนั้นเป็น “Social Dilemma” ที่มักจะเป็นการเผชิญหน้าระหว่างทางเลือกที่เป็น Short Term Gain/Long Term Loss กับ Short Term Loss/Long Term Gain ทางเลือกที่เป็น Short Term Gain/Long Term Loss ส่วนใหญ่เป็นแนวทางการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน ในขณะที่ Short Term Loss/Long Term Gain ส่วนใหญ่เป็นแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน
ตัวอย่าง ทางเลือกที่เป็น Social Dilemma ที่เป็น Short Term Gain/Long Term Loss มีอยู่มากมาย ตัวอย่างเช่นการเน้นแต่จำนวนนักท่องเที่ยว โดยไม่ได้พิจารณาในเชิงคุณภาพ หรือไม่มีมาตรการรองรับที่เพียงพอ ทำให้สิ่งแวดล้อมต่างๆ ถูกทำลายลง
หรือการเน้นการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในเชิงปริมาณ เพียงเพื่อต้องการเม็ดเงินและการสร้างงาน โดยไม่ได้พิจารณาคุณภาพของการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การปรับโครงสร้างของอุตสาหกรรมในประเทศ เป็นต้น
ส่วนทางเลือกแบบ Short Term Gain/Long Term Loss นั้นส่วนใหญ่เป็นแนวทางการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน เพราะเป็นการหยิบยืมประโยชน์ที่ควรจะเกิดขึ้นในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน ในขณะที่ผลักอุปสรรคหรือสิ่งที่จะต้องทำในปัจจุบันออกไปให้เกิดขึ้นในอนาคตแทน
ในทางตรงกันข้าม ทางเลือกแบบ Short Term Loss/Long Term Gain ส่วนใหญ่เป็นแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนตัวอย่างเช่น การรณรงค์การเลิกสูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้า โดย สสส.ที่กลุ่มเป้าหมายจะต้องอดทนในระยะแรกเริ่ม แต่เมื่อลด ละ เลิกสำเร็จ ประโยชน์ก็จะตกกับกลุ่มเป้าหมายเอง การส่งเสริมการส่งออกไปพร้อมๆ กับการทดแทนนำเข้า การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง โดยการลงทุนในการวิจัยและพัฒนา การสร้างนวัตกรรมและการยกระดับสมรรถนะของทุนมนุษย์ในองค์กรภาคเอกชน เป็นต้น
ฉะนั้น การมี ความรู้ จะทำให้เราสามารถประเมินได้ว่าทางเลือกใดเป็น Short Term Gain/Long Term Loss ทางเลือกใดเป็น Short Term Loss/Long Term Gain
การมีคุณธรรม ทำให้เราประมาณผลกระทบและลูกติดตามของแต่ละทางเลือก แล้วตัดสินใจในทางเลือกที่จะเกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายมากที่สุด กระทบกับผู้อื่นน้อยที่สุด การมี ความเพียร ทำให้เกิดความมุ่งมั่น อดทน อดกลั้น เพื่อผลักดันให้ทางเลือกที่ดีที่สุดนั้นเกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็ว
เศรษฐกิจพอเพียงในกระแสโลกาภิวัตน์
ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายระหว่างการสร้างความมั่นคั่งของชาติกับกระแสโลกาภิวัตน์ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ กับผลประโยชน์ร่วม การแข่งขัน และการรวมกลุ่มเพื่อสร้างอำนาจต่อรองในประชาคมโลก หรือระหว่างการเคารพต่อข้อตกลงหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่กำหนดขึ้นโดยประชาคมโลก กับการมีอิสระในการกำหนดทิศทางนโยบายและยุทธศาสตร์ ของประเทศไว้ในระดับหนึ่ง
ปัญหาท้าทายเหล่านี้จะไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป เมื่อน้อมรับเอาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้
โดยแก่นของเศรษฐกิจพอเพียง นั้นเน้นการใช้ ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล และภูมิคุ้มกัน มาบริหารความสมดุลในปัจจัยต่างๆ ที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน ที่ดูเหมือนจะต้องเลือกให้สามารถมาอยู่ด้วยกันในลักษณะที่เสริมกัน เติมเต็มซึ่งกันและกัน เพราะความพอประมาณ การมีภูมิคุ้มกัน และความมีเหตุมีผล ก่อให้เกิดดุลยภาพเชิงพลวัตที่ประสานสอดคล้องระหว่างโลกภายนอกกับโลกภายในได้อย่างลงตัว
เศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นทั้งแนวทางและแนวปฏิบัติ ในการขับเคลื่อนประเทศไทยในท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล และภูมิคุ้มกัน จะเป็นคุณลักษณ์ที่สำคัญของปัจเจกบุคคล จะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญขององค์กร และจะเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญของประเทศ ที่จะทำให้พวกเราอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีเติมเต็มศักยภาพ ประสานสมานฉันท์
และก่อเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ท่ามกลางกระแสอันเชี่ยวกรากของโลกาภิวัตน์ที่ต้องเผชิญอยู่เฉกเช่นในปัจจุบัน</span> <div>
<hr>
[1] http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act04061249&day=2006/12/06
</div>