661. เรียนรู้ KM แนว OD แท้ๆ จากละครมาเฟียเลือดมังกร ตอน "สิงห์"

เมื่อวานก่อนมีโอกาสดูละครเเรื่อง "มาเฟียเลือดมังกร ตอนสิงห์" ประมาณลองดูเป็นเพื่อนภรรยากับลูก ก็เหมือนกับละครทั่วไปที่ผมไม่คาดหวังอะไรนัก เพราะคงเดิมๆ ยังไงพระเอกก็จะได้แต่งงานกับนางเอกในที่สุด ละครเป็นเรื่องราวการต่อสู้ของทรงกลด ที่พยายามฝ่าฟันสร้างกติกาใหม่ให้ทุกแก๊งค์ทำมาหากินอย่างเที่ยงธรรมเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน ซึ่งก็ต้องเจอทั้งศึกภายในภายนอก แต่เท่าที่ตามดูเรื่องย่อก็สามารถไปได้ ผมดูเรื่องนี้แค่ตอนสองตอน ก็ไม่คิดว่าจะได้อะไรมาก

แต่เมื่อผมตั้งใจดูก็ อะฮ๊า ละครเรื่องนี้มีอะไรสอนเรามากกว่าที่คิดแฮะ ผมดูไปตอนหนึ่งที่พระเอกทรงกลด พยายามเข้าไปในครัวเพื่อช่วยจูทำกับข้าว ฉากนี้ติดตาตรึงใจผมอย่างมากจนกระทั่งต้องมาเขียนต่อ ไม่ใช่อะไรครับ มันเป็นฉากที่พระเอกพยายามเข้าไปช่วยนางเอกก่อไฟในเตาถ่านแบบโบราณ พยายามช่วยนางเอก แต่เนื่องจากเป็นลูกเถ้าแก่ ทรงกลดก่อไฟไม่เป็น แต่ก็ทำฟอร์ม นางเอก จูก็มองอย่างขำขัน เห็นไม่เข้าท่าแล้ว ก็บอกทรงกลดว่าต้องหาขี้ใต้ก่อน พระเอกก็หา แล้วเธอก็บอกอีกว่าต้องุดจากข้างใต้นะ เท่านั้นเองพระเอกก็ก่อไฟสำเร็จ แน่นอนฉากนี้ก็จบไป

ว๊าวคุณอาจคิดว่าไม่มีอะไร แต่สำหรับผม เรื่องนี้ยิ่งใหญ่มากๆ ผมเห็นอะไรบางอย่างครับ มองในฉาก จะเห็นว่าพระเอกขาดทักษะ (Skill) การก่อไฟ นางเอกก็เลยให้ความรู้เรื่องการก่อไฟให้พระเอก เป็นลักษณะการแชร์ความรู้ (Knowledge Sharing) ที่สุดพระเอกมีทักษะ มากขึ้น เท่าที่เห็นต่อไปทั้งสองคงมีความสุขในการทำครัวมากขึ้น จากวันนั้นนอกจากความรักจะเติบโตขึ้น ผมเชื่อว่าทักษะการทำครัวของพระเอกอาจดีขึ้น จนระทั่งที่สุดใครจะไปรู้จากหัวหน้าแก๊ง ที่สุดอาจหลงใหลการทำอาหารจนกลายเป็นเช๊ฟกะทะเหล็ก และเนื่องจากมีทุน บวกกับเป็นพระเอกเธออาจเปิดธุรกิจร้านอาหารแล้วขยายตัวไปทั่วโลกก็ได้ ใครจะไปรู้

เอาหล่ะมาเข้าเรื่องทำไมผมว่าเรื่องนี้สำคัญ ผมเห็นการแชร์ความรู้ระหว่างนางเอกกับพะเอกนี่ ทำให้ผมนึกถึงเครื่องมือพัฒนาองค์กรตัวหนึ่งคือการจัดการความรู้ (Knowledge Management) ซึ่งเครื่องมือนี้น่าสนใจครับ ว่ากันว่าในโลกนี้มีความรู้อยู่สองแบบคือความรู้ในหัว (Tacit Knowledge) หรือความรู้จากประสบการณ์ที่มันอยู่ในตัวทุกคน และความรู้นอกหัว (Explicit Knowledge) หรือความรู้ที่จริงๆก็มาจากTacit Knowledge นั่นเองแต่มีการดึงด้วยกระบวนการต่างๆ มาจัดเก็บ เป็นระบบเช่นเอามาเขียนเป็นหนังสือ ตำราเป็น Blogก็จะสามารถที่จะนำกลับมาใช้ได้อีก เช่นผมเอาทำ Appreciative Inquiry (AI) มาเป็นร้อยๆบริษัท นี่เป็นประสบการณ์เลย เพราะการทำอะไรในไทยไม่เหมือนกับในตำราฝรั่ง

ทำให้ผมมีประสบการณ์เฉพาะนี่เรียกว่า Tacit Knowledge แล้ว ถ้าเก็บไว้เฉยๆไม่ทำอะไรก็ได้ เวลาคนมาหาผม ลูกศิษย์มาถามผม ผมก็ต้องตอบคำถามเดิมๆ ทุกครั้ง แน่นอนคนเก่งขึ้น แต่ตอนหลังผมทำเป็นชมรม www.aithailand.org คนถามผมมาก ลูกศิษย์ปีหนึ่งที่ทำ AI ทั้งโททั้งเอกก็ราวๆ 20 คน ผมเริ่มรู้สึกเหนื่อยที่ต้องอธิบายซ้ำๆ เพราะหลายเรื่องตำราฝรั่งไม่บอกไว้ แถมหลายคนไม่สัดทัดภาษาอังกฤษ ที่สุดผมก็เขียนเป็น Blog เขียนมา 670 กว่าตอน นี่เรียกว่าผมได้ดึงความรู้ของผมออกมาเปิดเผยจัดเก็บในรูปเอกสารไว้กลายเป็น ความรู้ผมที่เคยถูกฝังไว้ในหัวไม่เคยมีใครเห็นก็กลายเป็นความรู้ที่เปิดเผย คนอื่นเข้าไปเรียนรู้ไปศึกษาได้ (Explicit Knowledge)

เวลาผลจะสอนอะไร พูดอะไรผมก็จะบอก เออคุณผมเขียนเรื่องนี้ไว้แล้ว ไปดูซะ บอกได้เลยว่าทุ่นเวลามากๆครับ ล่าสุดผมเจอคุณหมอท่านหนึ่งสนใจ AI มากๆ ท่านตามอ่านเรื่องที่ผมเขียน พอมาเจอกันท่านจำได้แทบทุก Case งงเลย ผมไม่ต้องสอน แถมคุยไปคุยมาท่านเข้าใจหมด ระดับเอาไปปฏิบัติได้ สุดยอดไหมครับ นี่แหละคือผลที่เกิดขึ้น

กรณีของทรงกลดกับจูเป็นการแลกเปลี่ยน Tacit Knowledgeกันเฉยๆ ไม่ถึงกับทำเป็น Explicit แต่ก็ทำให้ทรงกลดมีทักษะมากขึ้ แค่นี้ก็ดีแล้วครับ Socialization นี่โดยธรรมชาติก็ยกระดับความรู้คนได้ ผมก็เคยเจอมากับตัว ที่บ้านรับแม่บ้านมา ใหม่ๆ 5-6 ปีแล้ววันแรกๆ เธอทำกับข้าวก็งั๊นๆ ครับ แต่สักพักเริ่มอร่อยขึ้นเรื่อยๆ แถมมีเมนูใหม่มาอีก เมื่อวานเธอทำซุ๊ปไก่ ที่บ้านนี่กินเป็นแมวเห็นปลาทูเลย สุดยอดมาก ถามเธอไปทำอะไรมา เธอก็บอกเธอก็ไปถามแม่บ้านด้วยกัน ถามสูตรมั่ง ถามเคล็ดลับบ้าง ที่สุดเธอกลายเป็นเทพไปเลย

วิธีการดึงความรู้มาใช้ทำได้หลายแบบมากอย่ากแรกในเรื่อง ก็คือคุยกันครับ อยากรู้อะไรก็แชร์ความรู้กัน เขาเรียกว่าการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Socialization) เช่นไปเรียนกับครู หรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน คนรู้มากกว่าก็เล่าให้คนรู้น้อยกว่าฟัง ถ้าลึกมากหน่อยก็อาจไปนอกสาขา เอาอะไรแปลกๆมาผสม เช่นบริษัทที่คิดนวัตกรรมก็ดึงความรู้ออกมาด้วยการใช้ตัวกระตุ้นเช่นการใช้กระป๋องเบียร์มาเป็นแรงบันดาลใจในการแก้ปัญหาตลับหมึกพิมม์เป็นต้น (Externalisation) นี่ลึกไปวันหลังจะมาเล่าให้ฟัง การจำแนกความรู้ (Combination) แยกประเภท เช่นคุณทำงานมามาๆ ลองแยกประเภทอะไรบางอย่าง คุณจะมีความรู้มากขึ้นเอง เช่นผมไปเจอบริษัทหนึ่งหน่วยงานที่โกงกับไม่โกง เห็นไหมครับแยกแล้ว มีอะไรต่างกัน ปรากฏว่าเราเจอครับ ถ้านายไม่คลุกคลีกับลูกน้อง ได้โกงแน่ ที่สุดแล้วคุณก็เอาความรู้ทั้งหมดที่ได้มาขยายผลครับ หรือเอามาปฏิบัติ (Internalization) แล้วคุณก็วัดผล ดูการเปลี่ยนแปลง ดู SECI Model นะครับ ตัวนี้ใช้บ่อย และดีมากๆ

ผมเห็นบริษัทต่างๆทำ KM กันมากครับ แต่มีพิธีกรรมมากเกินไป ทั้งๆที่ KM มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติอยู่แล้ว และหลายครั้งไปจบลงที่การจัดเก็บ แต่เอามาใช้ไม่ได้ อันนี้เรียกว่าเป็นพิธีการมากเกินไป ละครเรื่องละครมาเฟียเลือดมังกร ตอนสิงห์ สอนเราว่า KM นี้ทำได้ทุกที่ ที่คนต้องการความรู้ครับ เพราะฉะนั้นเวลาทำ KM ก็อาจมาประชุมกันก่อนว่า ตอนนี้คนขาดความรู้อะไรบ้าง หรือคิดว่าน่าจะปรับปรุงทักษะอะไร ไล่มาเลยครับ แล้วก็หาคนมาสอน หรือส่งคนไปฝึกงาน เช่นองค์กรหนึ่งค้นพบว่ามีผู้จัดการรายหนึ่งบริหารงานขายดีมาก สามารถพลิกฟื้นเขตการขายที่ไม่มีกำไรให้กลับมาทำกำไรได้ ว๊าว เขาผู้นี้ Tacit Knowledge เรื่องการขายในพื้นที่ปราบเซียนชัดๆ เขาก็ส่งคนจากที่หนึ่งไปทำงานกับเทพท่านนี้ด้วยสองสามสัปดาห์เอง คราวนี้เมื่อกลับยอดขายขึ้นเลย

สุดยอดไหมครับ นี่เรียกว่า Socialization ชัดๆเราก็สามารถทำซ้ำได้ ตอนหลังเราเชิญผู้จัดการขายในพื้นที่ทั้ง 100 กว่าคนมาเล่าเรื่องดีๆ เราจัดกิจกรรมให้เขาเล่ามาคนละเรื่อง เรื่องเกี่ยวกับการขายที่เขาประทับใจที่สุดในหน่วยงานของเขา เล่าอย่างละเอียด ให้เขาบันทึกมา ถ้าไม่ละเอียดตอนนี้ก็เริ่มมานั่งดูกันแล้วว่าที่เล่ามาจะเอาไปขยายผลตรงไหนบ้าง เจออะไรดีๆมากครับ เรียกว่าเราใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันสุดๆ บางอย่างก็เริ่มเห็นผมเกิดการพลิกฟื้นยอดขายขึ้นมาในบางพื้นที่ ความรู้ที่เราจัดเก็บมา ค่อยๆมาย่อย แล้วหาทางใช้งาน ก็ใช้ Excel ธรรมดานี่แหละจัดเก็บความรู้ พอได้ครบเราก็แจกไปทาง Mail จัดประชุมกันอีก แล้วเราก็ถามผู้จัดการว่า ชอบตรงไหนช๊อปปิ้งไปใช้เลย เราเรียกว่าขึ้นตอนช๊อปปิ้งความรู้ แล้วตามผลว่าใช้ได้ไม่ได้ตรงไหน สนุกมากครับ เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนมากๆ ต่อไปเราก็เปิดประเด็นความรู้ที่เราอยากได้ แล้วก็เก็บแลัวก็เอามาใช้ ไปเรื่อยๆ

สุดท้ายก็ขอบคุณละครไทยที่นอกจากคุณทรงกลด จะให้แง่คิดว่าผู้นำต้องคิดไกล มีอุดมการณ์ต้องทำธุรกิจที่เป็นการตอบแทนแผ่นดิน ส่วนคุณจู ก็สอนว่าเสน่ห์ของผู้หญิงไม่ได้มาจากฐานะดีเสมอไป แต่มาจากความฉลาดเฉลียว ความรัก ความทุ่มเท การเป็นหลังบ้านที่มีความรู้สนับสนุนสามีได้ ยังให้แง่คิดเรื่องการจัดการความรู้ ซึ่งคนในองค์กรทำอยู่แล้ว แต่เราสามารถทำให้เป็นระบบคมชัดมากขึ้น เป็นระบบมากขึ้น ด้วยเครื่องมือจัดเก็บถูกๆ เช่น Blog หรือ Excel และวิธีนำมาใช้ก็ไม่ได้ซับซ้อนมาก แต่สามารถส่งผลกระทบในเชิงบวกได้ดีอย่างคาดไม่ถึงครับ

วันนี้พอเท่านี้ เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ

Reference: https://www.cbased.com/en/consultation/wise-leader...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Appreciative Inquiry



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

การเขียนบันทึกไว้

มีข้อดีมากครับ

บางอย่างหนังสือไม่มีแต่จากการปฏิบัติมีครับ

ขอบคุณอาจารย์มากๆครับที่ชี้ให้เห็นข้อดีของการเขียน

ขอบคุณมากครับ