ตำราชีวิต "ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองมีบทบาทอย่างไร"

ตำราชีวิตเล่มนี้เป็นบทความที่เขียนเกี่ยวกับ"ญาติผู้ดูแลผู้มีบทบาทอย่างไรป่วยหลอดเลือดสมอง"

บทที่ 1 : PEOP interaction

อ้างอิงตามกรอบทางกิจกรรมบำบัดPerson Environment Occupation Performance Model [PEOP]

P=person

ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง เช่น คู่สมรส บิดามารดา บุตร พี่น้องหรือผู้รับการดูแล (care receiver)

E = environment

ปัจจัยภายนอกตัวบุคคล เช่น บ้านหรือชุมชนแหล่งอาศัย การสนับสนุนจากทีมส่งเสริมสุขภาพ

O =occupational

จัดกิจกรรมกลุ่ม เพื่อส่งเสริมการปรับตัวให้กับญาติผู้ดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง

  • กิจกรรมที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันกับญาติผู้ดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองคนอื่นๆ
  • กิจกรรมที่มีการให้ความรู้ คำแนะนำในการดูแลให้ผู้ป่วยได้ทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองให้ได้มากที่สุด
  • กิจกรรมที่ผ่อนคลายความเครียด ส่งเสริมการทำกิจกรรมยามว่างที่ตนเองชอบจากการดูแลผู้ป่วย
  • กิจกรรมที่ส่งเสริมการจัดการเวลาให้เหมาะสมในแต่ละวัน
  • กิจกรรมที่ส่งเสริมให้ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองมีการผ่อนคลายทางอารมณ์ผ่านกิจกรรม

P =performance

ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ผ่อนคลายความเครียดมีการปรับตัวทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ส่งผลต่อการมีคุณภาพชีวิตทั้งกายและใจที่ดีขึ้น

บทที่ 2 : Evidence base practice (EBP)

บทความเรื่อง การปรับตัวของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Self-Adaptation of Family Caregivers of Stroke Patients) เป็นบทความทางวิชาการที่จัดเป็นหลักฐานความน่าเชื่อถือระดับ 3 ซึ่งเป็นหลักฐานที่ได้จากการวิจัยเชิงบรรยาย พรรณนา (Descriptive studies) บทความนี้จะกล่าวถึงความหมายและความสำคัญ การ ปรับตัว และการให้ความช่วยเหลือกับญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดในญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่บ้าน เป็นบทความทางวิชาการที่จัดเป็นหลักฐานความน่าเชื่อถือระดับ 3 ซึ่งเป็นหลักฐานที่ได้จากการวิจัยเชิงบรรยาย พรรณนา (Descriptive studies)และมีกลุ่มควบคุม บทความนี้จะกล่าวถึงปัจจัยของบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

Randomized clinical trial of the timing it right stroke family support program: research protocol เป็นบทความทางวิชาการที่จัดเป็นหลักฐานความน่าเชื่อถือระดับ 3 ซึ่งเป็นหลักฐานที่ได้จากการวิจัยเชิงบรรยาย พรรณนา (Descriptive studies)และมีกลุ่มควบคุม บทความนี้กล่าวถึงการดูแลผู้ป่วยในแต่ละช่วงของการรักษา

บทที่ 3 : Knowledge management (OT media)

Therapeutic use of self

นักกิจกรรมบำบัดนำกระบวนการทำกิจกรรมแบบกลุ่มมาใช้กับผู้ดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง โดยนักกิจกรรมบำบัดมีลักษณะเป็น Modeling หรือตัวต้นแบบในการทำกิจกรรมก่อน นักกิจกรรมบำบัดเป็นผู้กระตุ้นให้ผู้ดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองทำกิจกรรมที่ชอบในเวลาว่างเพื่อเป็นการผ่อนคลายความเครียดจากการทำหน้าที่ต่างๆของตัวเอง ผู้บำบัดควรจะหากิจกรรมที่ผู้รับบริการสนใจ และนำมาปรับให้มีความเหมาะสมต่อการให้บริการ

Client relationship

การสร้างสัมพันธภาพกับผู้ดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองเป็นสิ่งที่สำคัญ ในการทำกิจกรรมกลุ่ม นักกิจกรรมบำบัดสร้างปฏิสัมพันธ์โดยการพูดคุยด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ซักถามข้อมูลต่างๆด้วยถามคำถามปลายเปิด และในขณะเดียวกัน ให้ผู้ดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองสร้างสัมพันธภาพด้วยกันเองระหว่างสมาชิกกลุ่ม โดยการให้ผู้ดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องต่างๆซึ่งกันและกันกับผู้ดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองอื่นๆภายในกลุ่ม

Active analysis

วิเคราะห์กิจกรรมที่ผู้ดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองสนใจและอยากที่จำทำในกลุ่ม เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางเดียวกัน อาจจะให้แสดงความคิดเห็นและใช้เสียงส่วนมากเลือกกิจกรรมนั้นๆ แต่ในกิจกรรมนั้นๆก็อาจจะปรับให้มีความยากง่ายแตกต่างกันในแต่ละคนในกลุ่ม เช่น

Teaching and Learning process

เป็นการสอนให้ความรู้ทักษะการดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง รวมถึงสอนการปรับตัว การแก้ไข้ปัญหาเฉพาะหน้าว่าเมื่อเจอสถานการณ์ต่างๆแล้วควรจะแก้ไขอย่างไรให้เหมาะสม

Environment modification

การปรับบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนสำคัญ เนื่องจาก สิ่งแวดล้อมที่ผ่อนคลายเช่น อยู่ในสถานที่โล่งกว้าง มีแสงสว่างที่เพียงพอ อาจจะทำกิจกรรมที่ต้องใช้อุปกรณ์ที่มีสีสันฉูดฉาด ไม่นำสีทึบ หรือสีที่ดูไม่สดใสมาใช้สีพวกนี้ อาจจะทำให้คนไข้ยิ่งซึมเศร้าและหดหู่ลงไปอีก ฉะนั้น การปรับสิ่งแวดล้อมรอบข้าง และการใช้อุปกรณ์ที่มีสีสันเหมาะสมกับผู้รับบริการ ช่วยปรับอารมณ์ให้ผู้ดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองดีขึ้นด้วย

บทที่ 4 : Knowledge Translation : กระบวนการทาง OT

กระบวนการทางกิจกรรมบำบัด มีดังต่อไปนี้

สร้างสัมพันธ์ การสร้างสัมพันธ์ภาพที่ดีกับผู้รับบริการเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อการให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมให้ไปถึงจุดมุ่งหมาย

ตรวจประเมิน จากการพูดคุย สัมภาษณ์ เพื่อประเมินสภาพร่างกายและจิตใจผู้ดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง

ความสนใจในการทำกิจกรรม ประเมินสภาพบ้าน ประเมินความต้องการในการทำกิจกรรมและบทบาทในการทำกิจกรรมแต่ละวัน

วิเคราะห์ปัญหาจากการประเมิน

ตั้งเป้าประสงค์

ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองมีการปรับตัวเพิ่มมากขึ้น โดยมีทัศนะคติทางบวก ปฏิสัมพันธ์ระหว่างญาติผู้ดูแลและผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น

วางแผนการรักษา

จัดกิจกรรมกลุ่มเพื่อให้ผู้รับบริการที่มีความเครียดหรือการปรับตัวที่ไม่เหมาะสมในการดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง ส่งเสริมการจัดการเวลาในชีวิตประจำวันปรับสมดุลการทำกิจกรรมแต่ละอย่างให้เหมาะสม ทั้งมีการทำงาน การทำกิจวัตรประจำวัน และการทำกิจกรรมยามว่าง รวมถึงให้ความรู้ คำแนะนำในการดูแลในบางกิจกรรมที่ผู้ป่วยต้องการความช่วยเหลือ

ปฏิบัติตามแผนการรักษา

ประเมินซ้ำ ติดตามผลการรักษาอย่างสม่ำเสมอเพื่อดูถึงความก้าวหน้า

บทที่ 5 : Implication + application

ญาติหรือครอบครัวมีบทบาทที่สำคัญอย่างมากในการดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง ซึ่งผู้ดูแลต้องมีความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะต้องช่วยเหลือของผู้ป่วยในการกิจกรรมต่างๆเช่น กิจวัตรประจำวัน โดยปกติแล้วผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองบางคนมีบทบาทอื่นที่ไม่ใช่บทบาทการดูแลผู้ป่วยเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเครียดอย่างมากในการดูแลรับผิดชอบหน้าที่ต่างๆมากมาย ทำให้ประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยอาจจะทำได้ไม่ดีพอ และด้วยปัจจัยต่างๆมากมาย เช่น อาการของผู้ป่วยในแต่ละวัน สัมพันธ์ภาพ ทัศนะคติ ทักษะในการดูแล ฉะนั้นการที่นักกิจกรรมบำบัดจะเข้าไปช่วยเหลือผู้ดูแลในการเสริมสร้างทักษะ การสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้ดูแลเองและผู้ป่วย เป็นสิ่งที่จำเป็นและมีความสำคัญ เพื่อให้ผู้ดูแลและผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป การส่งเสริมผู้ดูแลหรือญาติได้พัฒนาความสามารถผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง โดยการจัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ เช่น ใช้กิจกรรมกลุ่มให้มีการช่วยเหลือตัวเอง (self-help group)ของผู้ดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง ผู้บำบัดอาจจะมีส่วนช่วยให้ความรู้ การจัดหากิจกรรมกระตุ้นให้เปิดโอกาสให้ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันทำให้เกิดความเข้าใจ เห็นใจ และมีการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

กระตุ้นให้ญาติผู้ดูแลใส่ใจต่อสุขภาพ และให้ความสำคัญต่อความต้องการของตนเอง โดยประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้ากลุ่มพบว่าญาติผู้ดูแลมีความรู้สึกเครียดและมีความรู้สึกผิดลดลง ลดพฤติกรรมการแยกตัว และเรียนรู้ว่าตนเองไม่ได้เผชิญกับปัญหาตามลำพัง ทั้งนี้การดูแลรักษาจะต้องร่วมมือในกับนักสหวิชาชีพอื่นๆที่เกี่ยวข้องเพื่อประสิทธิภาพในการดูแลรักษาที่ดีต่อไป


อ้างอิง

  • กรรณิกา รักยิ่งเจริญ, พย.ม. (การพยาบาลผู้ใหญ่).การปรับตัวของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Self-Adaptation of Family Caregivers of Stroke Patients).วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี 2013-2014;25:90-97.
  • ภาวิณี พรหมบุตร* พย.ม. (การพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน), นพวรรณ เปียซื่อ** Ph.D. (Nursing), APN/NP , สมนึก สกุลหงส์โสภณ*** Ph.D. (Nursing).ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดในญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่บ้าน. Rama Nurs J 2014;82-96.
  • Jill I Cameron, Gary Naglie, Monique A M Gignac, Mark Bayley,Grace Warner, Theresa Green,Anna Czerwonka, Maria Huijbregts, Frank L Silver, Steve J Phillips and Angela M Cheung. Randomized clinical trial of the timing it right stroke family support program: research protocol. Cameron et al. BMC Health Services Research2014;3-9.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน littlenote



ความเห็น (0)