ปลากระทิง...ตัวสุดท้าย

ปลากระทิง..จะมีลำตัวยาวสวยงาม แบนข้างเล็กน้อย มีครีบหลังและครีบหางเชื่อมต่อกัน ตาปลากระทิงจะเล็ก หัวมีลาย ตัวมีสีเทาอ่อน และน้ำตาลอมเหลือง บางตัวมีลายสีคล้ำ และลายเส้นหลากหลายแบบ ขนาดลำตัวยาวประมาณ ๓๐ - ๔๐ เซนติเมตร กำลังน่ากินทีเดียว ให้สวยงามอย่างไรก็ไม่พ้นมือผม จากนั้นก็นำไปส่งให้พ่อนำไปย่างและต้มโคล้ง ตลอดจนผัดพริกแกงใส่พริกไทยอ่อน..อร่อยอย่าบอกใครเชียว

ความทรงจำในอดีต เป็นพื้นฐานที่สำคัญของชีวิตในปัจจุบัน ในบางแง่มุม สามารถนำมาปรับเป็นบทเรียนสร้างสรรค์และต่อยอด ไปสู่การประยุกต์ใช้ ให้เกิดองค์ความรู้ ขณะเดียวกันก็ช่วยหล่อหลอมให้มีจิตสำนึกด้านคุณธรรมจริธรรม นำตนเอง ครอบครัวและสังคม ซึ่งก็แล้วแต่บุคคลอีกเหมือนกัน ว่าจะมองความทรงจำในมุมไหน สำหรับผม..มองด้านบวก..หลังจากผ่านความยากลำบากมาตั้งแต่..วัยเด็ก

ความยากลำบาก ทำให้ผมต้องทำบาป ทำอยู่หลายปี จนท้ายที่สุด ก็ต้องเลิกทำบาป หรืออาจเป็นเพราะ..ทำบาปไม่ขึ้นก็เป็นได้..บาป..ในที่นี้คือการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ผิดศีลข้อที่ ๑ อย่างชัดเจน แต่ในช่วงเวลานั้นมันจำเป็นจริงๆ เป็นช่วงรอยต่อของชีวิต ในวัยประถมปลายถึงมัธยมต้น...

ในจำนวนลูก ๔ คน ผมเป็นคนที่หาปลาเก่งที่สุด..ไม่ถึงกับเป็นมืออาชีพ และก็ไม่ถนัดที่จะใช้อุปกรณ์หลากหลาย ด้วยมีบ้านที่เป็นเรือนแพ อยู่ริมน้ำ แต่กระนั้นก็ทอดแหไม่เป็น และก็ไม่ชอบการวางตาข่ายดักปลาช่วงเวลาน้ำแห้งขอดคลอง มีชาวบ้านนำไม้ไผ่ปลายไม้เสียบด้วยตะขอเหล็กเล็กๆแต่แหลมคม เดินอยู่กลางคลอง จ้วงแทงลงไปในน้ำวาดซ้ายป้ายขวา สลับไปมา ไม่ถึงห้านาที ก็มีปลาหลดติดปลายไม้ เมื่อดึงปลาออกมาแล้วจะเสียบลวดผูกไว้ที่เอว จากนั้น..ก็เดินไปข้างหน้าในท่าเดิมอย่างทะมัดทะแมง

ผมอยากทำแบบเขาบ้าง แต่กลัวเหล็กแหลมที่ปลายไม้จะแฉลบมาโดนเท้าเสียมากกว่า และอีกอย่าง การเดินในคลอง แม้น้ำจะแห้ง..แต่ผมก็จะนึกเสมอว่า..มันอาจะมีอะไร..อยู่ใต้น้ำก็เป็นได้...

ผมเคยใช้สายเบ็ดที่ใช้เหยื่อเป็นไส้เดือน โยนไปกลางคลอง..ล่อปลาให้มาติดเบ็ด เหมือนกับเด็กทั่วไปในสมัยนั้น ซึ่งส่วนใหญ่พวกเขาจะได้ปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลาฉลาด ปลากราย และปลาบู่ ตัวโตๆ แต่ผมไม่เคยตกได้เลย..ไม่เคยมีภาพความทรงจำดีๆว่าเคยตกได้ปลาอะไร มันเหมือนภาพเต้นยิบๆเวลาเปิดทีวี ที่ไม่มีกล่องสัญญาณยังไงยังงั้น...เป็นอันว่าล้มเหลว

ผมหันมาเอาดีใกล้ตัว โดยใช้คันเบ็ด นั่งตกปลาอยู่ริมตลิ่ง ทำเช่นนี้อยู่หลายปี เฉพาะวันหยุดที่ไม่ได้ไปเรียนหนังสือ จนมีผลงานเป็นที่น่าเชื่อถือ..ว่าเมื่อไรที่ผมถือคันเบ็ด วันนั้น จะต้องมีอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งที่เป็น..เมนูปลา..พ่อกับแม่ก็สบายใจ ไม่ใช่เพราะเห็นลูกทำบาป..แต่เพราะเห็นลูกชายอยู่ติดบ้าน ไม่ต้องไปหากินที่ไกลๆ

ริมฝั่งน้ำข้างบ้านที่เป็นตลิ่งโดยรอบ ทางชลประทานจะนำก้อนหินก้อนโตๆมาทิ้งกันตลิ่งพัง นานเข้าก้อนหินที่ว่านี้จะมีตะไคร่น้ำจับจนเขียว หินสีขาวไม่มีให้เห็น แล้วยิ่งน้ำท่วมทุกปี หินยิ่งเก่าและสึกกร่อน ทับถมกันไม่เป็นระเบียบ.. แต่ผมก็มองว่าพอเหมาะพอดีและสวยงามในสายตาผม

ช่วงเวลาที่ไม่ใช่หน้าน้ำหลาก ก้อนหินส่วนหนึ่งที่อยู่ใต้น้ำ จะเป็นแหล่งทำมาหากินของผม คันเบ็ดที่มีปลายสายเกี่ยวเหยื่อไส้เดือนหรือลูกกุ้ง หย่อนลงไปบริเวณที่ผมคิดว่ามันต้องเป็นซอกหินอย่างแน่อนอน แล้วก็จริงดังคาดคะเนทุกครั้ง ..ครู่เดียว..สายเบ็ดก็ถูกดึงจนตึง เหมือนสิ่งที่อยู่ใต้น้ำลากถูลู่ถูกัง..ผมจะไม่ตื่นเต้นตกใจ..ค่อยๆดึงกลับมาอย่างช้าๆ แล้วยกขึ้นมา..พร้อมปลากระทิง...ขนาดใหญ่..ทุกครั้ง

ปลากระทิง..จะมีลำตัวยาวสวยงาม แบนข้างเล็กน้อย มีครีบหลังและครีบหางเชื่อมต่อกัน ตาปลากระทิงจะเล็ก หัวมีลาย ตัวมีสีเทาอ่อน และน้ำตาลอมเหลือง บางตัวมีลายสีคล้ำ และลายเส้นหลากหลายแบบ ขนาดลำตัวยาวประมาณ ๓๐ - ๔๐ เซนติเมตร กำลังน่ากินทีเดียว ให้สวยงามอย่างไรก็ไม่พ้นมือผม จากนั้นก็นำไปส่งให้พ่อนำไปย่างและต้มโคล้ง ตลอดจนผัดพริกแกงใส่พริกไทยอ่อน..อร่อยอย่าบอกใครเชียว

ผมตกปลาอย่างอื่นไม่ได้ เวลานั้นจึงถือว่า..รสชาติปลากระทิง..สุดยอดแห่งปลาน้ำจืดแล้ว..ผมจึงเอาดีทางปลากระทิง..พออยู่ชั้นมัธยมปลายก็ยิ่งชำนาญการ..และแล้วอยู่มาวันหนึ่ง น้ำนิ่งแต่ไม่ไหลลึก ผมต้องลงไปยืนในน้ำ เพราะปลากระทิงลากเบ็ดผมเข้าไปในก้อนหิน ผมค่อยๆออกแรงดึง..ดึง ยังไงก็ไม่หลุด ผมยกหินออก เอามือล้วงเข้าไป สัมผัสผิวนุ่มนวลของตัวปลา ผมยิ้มกริ่ม..มันใหญ่มากๆ ขดตัวขวางลำอยู่หลังก้อนหินอีกก้อนหนึ่ง เหงื่อผมเริ่มซึมๆ ออกแรงยกก้อนหินอีกสักครั้ง..แล้วก็แปลกใจ ทำไมปลากระทิงตัวนี้ไม่ดิ้นสะบัดให้พ้นสายเบ็ด..และมือน้อยๆของผม

สองมือผมจับลำตัวปลากระทิงขนาดเกือบ ๖๐ เซนติเมตร ใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยตกได้ วางลงบนพื้นดิน ดวงตาเล็กๆของปลาจ้องมองผมไม่กระพริบ...ทุกทีเคยสะบัดหางกวัดแกว่งไปมา แต่ตัวนี้ นอนเงียบเชียบ พ่อกับแม่..เห็นผมนั่งพิจารณาอยู่พักหนึ่ง ก่อนแม่บอกว่า..."ปล่อยไปเถอะลูก ตัวใหญ่เกิน ให้มันได้ออกลูกออกหลานต่อไป..." ผมคิดว่า..เวลานั้นพ่อกับแม่คงสงสารจึงกินไม่ลง ...แล้วแม่รู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นตัวเมีย.. มันอาจจะไม่สบายก็ได้..ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

ผมปล่อยปลากระทิงลงน้ำ สักพัก..มันก็ว่ายดำดิ่งลงไป..เป็นปลากระทิงตัวสุดท้ายที่ผมได้สัมผัส ..จากนั้นเป็นต้นมา...ผมก็ไม่เคยตกปลากระทิงอีกเลย...และใช้ชีวิตอย่างพอเพียง.. หลีกเลี่ยงการตกปลาฆ่าสัตว์...พอกันที

ชยันต์ เพชรศรีจันทร์

๒๘ เมษายน ๒๕๕๘

</span></strong>

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า....จากโรงเรียนเล็ก



ความเห็น (4)

นานหลายสิบปีแล้วเหมือนกันที่ไม่เห็นปลาทีง

ผมอ่านเรื่องปลากระทิง ของคุณวอญ่า..แล้วนะครับ

</span></span></strong>

เขียนเมื่อ 

เขียนเมื่อ 

ผมไม่ได้พบปลากระทิงนานมาก

เมื่อก่อนชอบวางตะข่ายที่บ้านผมเรียกว่าตะคัดหาปลา

ตอนนี้เลิกทำบาปแล้วครับ