คำบอกเล่าซื่อใส ง่ายงาม - เป็นคำบอกเล่าที่สื่อให้เห็นความสุขเล็กๆ ของการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ไม่ใช่ความสุขของการนั่งจินตนาการโดยไม่ลงมือทำ

ในรายวิชาการพัฒนานิสิต ผมมักตั้งคำถามสำหรับนิสิตเสมอประมาณว่า

  • ทำอะไร
  • ทำที่ไหน
  • ทำเมื่อไหร่
  • ทำอย่างไร
  • ทำแล้วได้อะไร

ครับ เป็นคำถามง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ศัพท์แสงวิชาการใดๆ มาเทียบเคียงให้นิสิตได้ปวดหัวชวนเป็นลมเป็นแล้ง

นอกจากนั้น ยังตั้งประเด็นคำถามเป็นอีกมิติหนึ่ง ผ่านสามวาทกรรมหลักคือ

  • เห็นอะไร
  • รู้สึกอย่างไร
  • ได้อะไรจากสิ่งที่เห็น และสิ่งที่รู้สึก


เช่นเดียวกับในยามประเมินผลการดำเนินงานโครงการที่นิสิตได้จัดขึ้นในรายวิชาพัฒนานิสิต ผมก็ไม่ถึงขั้นต้องประเมินหลักการอันยิ่งใหญ่ว่า “ชุมชน" หรือ “ผู้รับ" ได้รับอะไร เปลี่ยนแปลงอย่างไร เสียทั้งหมด เพราะงาน หรือโครงการที่จัดขึ้นในรายวิชาพัฒนานิสิตล้วนเป็นกิจกรรมเล็กๆ ทำในเวลาอันจำกัด ทำในหลักคิดของการให้นิสิตได้เรียนรู้การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ต่อสังคมตามครรลอง “เรียนรู้คู่บริการ"


และนี่คือส่วนหนึ่งของความรู้สึกนึกคิดที่นิสิตได้สะท้อนออกมาโดยสังเขป....




ครับ- คำบอกเล่าซื่อใส ง่ายงาม - เป็นคำบอกเล่าที่สื่อให้เห็นความสุขเล็กๆ ของการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ไม่ใช่ความสุขของการนั่งจินตนาการโดยไม่ลงมือทำ

คำบอกเล่าซื่อใส ง่ายงามทั้งปวงนั้นคือผลพวงของการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ -ทำกันในแบบกลุ่มทีมโดยใช้ชุมชนเป็นชั้นเรียน และสิ่งที่ทำก็มิได้จำกัดกรอบอยู่แต่เฉพาะการพัฒนาตนเองเท่านั้น ทว่าเป็นการพัฒนาสังคมในประเด็นเล็กๆ ตามแนวคิดอัตลักษณ์ (ผู้ช่วยเหลือสังคมและชุมชน) ปรัชญามหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน)

ถึงแม้จะเป็นการงานเล็กๆ ในเวลาอันแสนสั้น แต่หมุดหมายที่ละข้ามไม่ได้ก็คือนี่คือการเริ่มต้นที่ดีของการเรียนรู้คู่บริการ หรือเรียนรู้ที่จะกล่อมเกลาจิตใจของผู้เรียนสู่การเป็นผู้มีจิตอาสา จิตสาธารณะ หรือเยาวชนจิตอาสาในอีกช่องทางหนึ่ง