เรื่องนี้เล่าโดยพระอาจารย์ชยสาโร พระภิกษุชาวอังกฤษ ลูกศิษย์ของหลวงพ่อชาวัดหนองป่าพง ท่านเล่าว่า

วันหนึ่งท่านเดินทางโดยเครื่องบินจากจ.อุบลจะเข้ากรุงเทพฯ ขณะนั่งอยู่บนเครื่องบินนั้นก็ได้สนทนากับอาจารย์ชาวต่างชาติคนหนึ่งบอกกับท่านว่าเขานับถือพุทธศาสนา ชอบปรัชญาและคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่เรื่องตายแล้วเกิดนี้เขาไม่รับ พระอาจารย์ก็ถามว่าทำไมถึงไม่รับ เขาบอกว่าเพราะเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ ท่านอาจารย์ชยสาโรแสดงความเห็นว่าการที่จะรับหรือไม่รับนั้นต้องพิสูจน์กันด้วยข้อมูลและสมมุติฐานที่ยอมรับได้ ไม่ใช่ตัดสินตามความรู้สึกของตนเอง

ท่านจึงเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังว่า เรื่องตายแล้วเกิดเรื่องนี้ อดีตท่านทูตลาวเล่าให้ฟังมาอีกทีว่า เมื่อครั้งท่านเป็นทูตอยู่ที่กรุงพนมเปญ ทูตรัสเซียเล่าว่า

วันหนึ่งมีหญิงชาวกัมพูชาอายุสามสิบกว่าๆมาที่สถานทูต พร้อมกับบุตรชาย 3 คน ยังเล็กๆอยู่ แต่คนโตอายุ 4ขวบ พูดภาษารัสเซียได้ชัดเจนมาก เธอเล่าว่าลูกคนโตรบเร้าอยู่ตลอดเวลาว่าไม่ใช่ลูก เขาเป็นคนรัสเซียอยากกลับบ้าน และน้องชายสองคนนี้ก็ไม่ใช่น้องแต่เป็นเพื่อน และยังบอกชื่อเขาเองเมื่อตอนยังเป็นคนรัสเซีย บอกบ้านและหมายเลขโทรศัพท์ได้ ท่านทูตไม่รู้จะทำอย่างไรก็เลยส่งข่าวเรื่องนี้กลับไปยังมอสโคว์ ให้ช่วยสืบค้นข้อมูลตามที่เด็กว่ามาดูว่าจะเป็นจริงหรือไม่

ก็ปรากฏว่ามีบ้านนั้นอยู่จริงๆตามที่เด็กบอก ทางบ้านนั้นบอกว่ามีลูกชายเป็นทหารถูกส่งไปประจำที่กัมพูชา ขณะขับรถจิ๊บก็ถูกกับระเบิด เสียชีวิตพร้อมกับเพื่อนอีก2 คน ใกล้ๆหมู่บ้านที่เด็กคนนี้เกิด

พระอาจารย์ชยสาโรเล่ามาถึงตรงนี้แล้วท่านก็บอกอาจารย์ท่านนั้นว่า สมมุตติฐานของท่านก็คือทหารสามคนที่ตายมาเกิดเป็นเด็กชายสามคนนี้ สมมุตติฐานของอาจารย์คืออะไร อาจารย์บอกว่าไม่รู้ ผมไม่เชื่อเรื่องงมงาย ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ ...... สรุปก็คืออาจารย์ท่านนี้ไม่เชื่อเรื่องตายแล้วเกิดโดยไม่มีสมมุตติฐาน แต่เชื่อว่าตัวเองเป็นนักวิทยาศาสตร์