เกาะเรือโยง

เกาะเรือโยง

แม่น้ำลพบุรีเป็นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยา ไหลแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดสิงห์บุรี ผ่านจังหวัดลพบุรีไปบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาอีก ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ช่วงยังไม่มีเขื่อนเจ้าพระยา ถนนหนทางยังไม่มีให้สัญจรสะดวกสบายอย่างสมัยนี้ แม่น้ำลพบุรี จึงเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญ เมื่อ 300 ปีเศษ ระหว่างปี พ.ศ.2209 - 2231 สมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนารายณ์มหาราช สถาปนาเมืองลพบุรีเป็นราชธานีแห่งที่ 2 พระองค์ทรงใช้แม่น้ำลพบุรีเป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินจากกรุงศรีอยุธยา มายังเมืองลพบุรีเป็นประจำ และเมื่อ 130 ปี ในปี พ.ศ. 2426 สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ยังได้ทรงใช้แม่น้ำลพบุรีเป็นเส้นทางเสด็จประพาสเมืองลพบุรี เขาสมอคอน และวัดไลย์ ในท้องที่อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี อีกด้วยนี่เป็นเหตุการณ์สำคัญที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้

เมื่อ 60 ปี ผ่านมาในปี พ.ศ. 2496 ผมยังเป็นเด็ก อายุ 13 ขวบ ฤดูน้ำหลากแม่น้ำลพบุรียังเป็นเส้นทางคมนาคมและขนส่งสินค้าที่สำคัญจากกรุงเทพมหานคร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจากจังหวัดสิงห์บุรีมายังจังหวัดลพบุรี พาหนะโดยสารสำหรับประชาชนทั่วไปคือเรือยนต์ และเรือเมล์เขียว เรือเมล์แดงสองชั้นวิ่งจากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มาสิ้นสุดที่จังหวัดลพบุรี พาหนะสำคัญที่ใช้ขนส่งสินค้าจำนวนมากคือเรือเอี้ยมจุ๊น เป็นเรือขนาดใหญ่ต่อด้วยไม้สำหรับขนถ่ายและบรรทุกสินค้าใช้เรือเมล์หรือเรือยนต์ พ่วงลากจูงทวนน้ำมาตามลำน้ำลพบุรีครั้งละไม่ต่ำกว่า 4-5 ลำ วิ่งไปอย่างเชื่องช้าตามลำน้ำลพบุรีที่ไม่กว้างนัก สินค้าสำคัญในยุคนั้นที่พอจำได้ คือ ปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้างจากกรุงเทพฯ จากมุงหลังคา เกลือทะเล จากจังหวัดสมุทรสาครและสมุทรสงคราม เฟอร์นิเจอร์เครื่องเรือน และสินค้าจำเป็นอื่นๆ จากกรุงเทพฯ สินค้าขาล่องก็คือข้าวเปลือก และพืชไร่ เป็นต้น

บ้านเกิดผมอยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องกับวัดโพธิ์งาม ตำบลโพธิ์เก้าต้น อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ยุคนั้นในฤดูน้ำหลากจะมีเรือโยงลากจูง วิ่งขึ้นล่องระหว่างกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยามาจังหวัดลพบุรีกันขวักไขว่ ในวัยเด็กผมมีเพื่อนวัย 13-14 ขวบ อยู่ 3 -4 คน เมื่อยามเลิกเรียนตอนเย็นเพื่อคลายเครียดจากการเรียนมา ต่างคนถอดเสื้อผ้าเหลือกางเกงใน ที่สมัยนั้นเรียกว่ากางเกงลิง ตัดเย็บด้วยผ้าธรรมดาติดกระดุมด้านข้าง มิใช่แบบผ้ายืดอย่างสมัยนี้ โดดน้ำว่ายไปเกาะเชือกเรือโยงที่แล่นผ่านมาให้เรือลากทวนน้ำขึ้นไปเป็นระยะทางประมาณ 400-500 เมตร แล้วลอยคอตามกระแสน้ำกลับมายังหน้าบ้านของตนเอง หรือหากมีเรือโยงสวนมาก็จะเกาะเชือกเรือโยงล่องกลับมา บางทีก็ลอยคอปล่อยมือจากเชือกเรือโยงมาปีนเกาะนั่งบนกาบเรือเพื่อพักแรงแขนที่โหนเชือกเรือโยง แต่ต้องคอยมองซ้ายขวาเพราะบางทีเจ้าของเรือเอี้ยมจุ๊นรำคาญ จะคอยเอาไม้เรียวไล่ตีไม่ให้ไปนั่งบนกาบเรือ

วันหนึ่งผมเกาะเชือกโยงเรืออยู่ท้ายเรือยนต์ที่ลากจูงมากับคู่หูทั้ง 4 คน ทวนน้ำขึ้นไปเหนือบ้านได้ประมาณ 400 เมตร เพื่อนหัวหน้ากลุ่มให้อาณัติสัญญาณปล่อยมือละจากเชือกโยงเรือล่องลอยคอตามน้ำกลับบ้าน ปรากฏว่ากระแสน้ำพัดพาตัวผมเข้าไปประทะเข้ากับท้องเรือเอี้ยมจุ๊นอย่างแรง ทำให้เกิดอาการสำลักน้ำจะจมน้ำ เพื่อนทั้งสามคนเห็นอาการไม่ดี ต่างเข้าประคองปีกตีกรรเชียงเข้าฝั่ง ประคองเลาะลัดริมตลิ่งกลับมาบ้าน มานอนแผ่อยู่หน้าบ้าน แม่ผมกลับจากขายของที่ตลาดกลับมาบ้านเห็นพอดี เข้ามาถามสาเหตุ เพื่อนผมปากไม่ดีดันเล่าความจริงให้แม่ผมฟัง แม่เกิดบันดาลโทสะที่เล่นเสี่ยงความตายในแม่น้ำซึ่งแม่เคยบอกห้ามหลายครั้งแล้ว หันหาแขนงไม้ไผ่ใกล้มือได้ ฉุดข้อมือผมลุกขึ้นหวดก้นผมไม่ยั้ง เพื่อนๆ ผมเปิดกันแนบไม่เหลียวหลังมาดูผมกันเลย แม่ตีผมจนเหนื่อยหมดแรงทั้งที่ผมนุ่งกางเกงในตัวเดียว ไม้เรียวจึงสัมผัสเนื้อที่ก้นและโคนขาแตกเป็นแนวเลือดไหลซิบๆ ผมร้องโอดโอยเสียงดังลั่น คุณตาผมซึ่งอยู่บนบ้านได้ยินเสียงผมซึ่งเป็นหลานคนโปรดต้องลงมาห้ามปราม โดยตะโกนว่า "มึงจะฆ่าลูกหรือตีลูกกันแน่ว้า" แล้วมาจูงมือประคองผมขึ้นไปบนบ้าน จัดการอาบน้ำเช็ดตัว ประแป้ง ทายาสมุนไพรรักษาบาดแผลจากไม้เรียว ตาเอาผมไปนอนอยู่ด้วย 7 คืน ได้สิทธิพิเศษลาโรงเรียน 1 สัปดาห์ เพื่อนๆ ทั้ง 3 คน ทั้งเคยมาวิ่งเล่นที่บ้านผมเป็นประจำต่างหายหน้าไปหมดอยู่พักใหญ่เพราะกลัวฝีปากแม่ไม่กล้าเข้าหน้าแม่ผม ผมเข็ดที่แม่ตี เมื่อแผลถูกตีเพราะเกาะเรือโยงหายแล้ว ผมไม่มีโอกาสว่ายน้ำเกาะเรือโยงได้อีกเพราะเริ่มสิ้นฤดูน้ำหลาก ปีต่อมาผมเริ่มแตกเนื้อหนุ่มแล้วจึงหาเกมเล่นอย่างอื่นต่อไปไม่ขอเล่นเสี่ยงตายในลำน้ำอีก

ขณะนี้ผมอายุ 73 ปี ยืนเกาะอยู่กับราวสะพานคอนกรีต ข้ามแม่น้ำลพบุรี ที่ท่ายายตูบ เยื้องวัดโพธิ์งาม ตำบลโพธิ์เก้าต้น บ้านเกิดของผมยามเย็น เหม่อมองขึ้นไปตามลำแม่น้ำลพบุรี ยามนี้ลำน้ำลพบุรีเหลือน้ำติดอยู่ก้นแม่น้ำไม่มากนัก ท้องน้ำเต็มไปด้วยผักบุ้งผักตบชวา สองฝั่งเต็มไปด้วยป่าพง ป่าอ้อ เพราะน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไม่มีโอกาสหลากเข้ามาให้เต็มฝั่งเจิ่งนองเหมือนแต่เก่าก่อน โอกาสเช่นนั้นจะไม่มีเหลือให้พบเห็นอีกแล้ว เนื่องจากมีเขื่อนเจ้าพระยากักกั้นน้ำไว้ เพื่อป้อนน้ำไหลเข้าคลองชลประทานฝั่งซ้ายและขวาให้ชาวนาได้ทำนาในทุกฤดูกาล จิตใจถวิลหวนคิดถึงภาพในอดีต มาคิดดูที่แม่เคยตีผมอย่างเอาเป็นเอาตาย ผมสำนึกคิดได้ว่าเพราะด้วยความรัก ท่านตีประชดความตายของผม หากผมจมน้ำตายไปจริงๆ ท่านก็คงจะกอดศพผมร่ำไห้ เมื่อรอดมาได้ตีประชดเสียให้เข็ดหลาบ ส่วนพ่อผมเป็นพ่อค้าพืชไร่ ขึ้นล่องไปกับเรือจากลพบุรีไปกรุงเทพฯ เป็นประจำในฤดูน้ำหลากและพาหนะรถยนต์ในฤดูแล้ง ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับลูกชาย 2 คนและลูกหญิง 3 คน แต่พ่อกับแม่ของผมได้ส่งพวกผมทั้ง 5 คน เรียนจนจบการศึกษาในกรุงเทพฯ มีงานทำมีหลักฐานมั่นคงทุกคนส่วนผมเดนตายจากเกาะเรือโยง ได้มีโอกาสเรียนกฎหมายจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยอาศัยพักวัดชนะสงคราม เขตพระนคร จบแล้วกลับมาประกอบอาชีพเป็นทนายความอยู่ที่บ้านเกิดจังหวัดลพบุรี จนกระทั่งถึงขณะนี้

สมหมาย ฉัตรทอง

-----------------------------


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สมหมาย ฉัตรทอง



ความเห็น (0)