ประโยคแรกที่ข้าพเจ้า.... เขียนลงสมุดฉีกที่ข้าพเจ้าชื้อมาเพื่อใช้แทนไดอารี่ส่วนตัวเล่มนี้นั้น เป็นสมุดฉีกที่บันทึกความทรงจำบางอย่างเก็บไว้ นับจากวันนี้วันที่ 12 มีนาคม 2558 จนถึงวันที่ 16 มีนาคม 2558 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าใจจดจ่อ...ที่จะได้ชื่นชมบารมี พระอริยะสงฆ์องค์หนึ่งของเมืองไทย.....[พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธฺโร ซึ่งท่านได้มีเมตตารับตัวข้าพเจ้าไว้เป็นศิษย์ ..ศิษย์ที่มีครู]

..

..

สมุดบันทึกเล่มนี้ไม่มีราคาค่างวดอันใด เป็นเพียงสมุดฉีกธรรมดา.... ธรรมดา...... เล่มหนึ่งเท่านั้น

หากแต่ว่า....ปลายปากกาที่ข้าพเจ้าจรดลงไปบนแผ่นกระดาษของสมุดฉีกเล่มนี้ต่างหาก....ที่กลับมีค่าอนันต์

สำหรับชีวิคคนคนหนึ่ง ทีีจะได้มีโอกาสกราบนมัสการตัวท่านและชื่นชมบารมีของท่าน แม้น...เพียงสักครั้งเดียวในชีวิตก็เป็นบุญเป็นกุศลมากพอแล้ว

..

..

ปลายปากกาที่ข้าพเจ้าได้เขียนย้ำลงไปในสมุดฉีกเล่มนี้ นั้นมีความว่า....

"คนเราที่เกิดมานั้น มีกรรมเป็นแดนเกิด การได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้น เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว"


เพราะเหตุใด!! ข้าพเจ้าจึงเขียนเช่นนี้

นั้นเป็นเพราะว่า.....การที่ใครสักคนหนึ่ง จะได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นมันยากเย็นแสนเข็ญนัก

เมื่อได้เกิดมาแล้ว จะต้องทำสิ่งใดบ้างละ!! เพื่อให้สมกับที่เกิดมาเป็นมนุษย์...มนุษย์ที่ใช้ชีวิตหนึ่งนี้ ให้สิ้นไปบนโลกนี้

..

ชีวิตที่เกิดมานี้.... จำเป็นนักที่ต้องแสวงหาสิ่งดีงามเข้ามาในชีวิตไว้ให้มาก...ให้มากเท่าที่ชีวิตหนึ่งพึงกระทำ

..

หาไม่เช่นนั้นแล้ว .... ในยามที่เราหมดเรี่ยวแรงลงไป เราจะเศร้าโศรกเสียใจ ที่ ไม่สามารถจะทำสิ่งดีงามต่าง ๆ ในชีวิตได้

การเศร้าโศรกและเสียใจในวันนั้น...เป็นสิ่งที่เราเรียกคืนกลับมามิได้แล้ว

..

วันคืนล่วงเลยผ่านไปเราทำประโยชน์สิ่งอันใดให้เกิดขึ้นกับโลกใบนี้บ้าง

...

ความลุ่มหลงในอบาย.... ความไม่ใส่ใจในการสร้างความดีงาม นั้นเป็นเพราะเราได้ละเลย... เพิกเฉย สิ่งมีค่าต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต และปล่อยให้หลุดมือไปโดยเปล่าประโยชน์อย่างน่าเสียดาย

..

วันนี้ที่ข้าพเจ้าบันทึกเกริ่นนำไว้ .....ในสมุดฉีกเล่มนี้

ข้าพเจ้าจะได้พบปาฎฺิหาริย์สิ่งใดบ้าง ณ ดอยอินทนนท์แห่งนี้

...

และทุกหยดหมึกที่เขียนไว้

ข้าพเจ้าจะเก็บมันไว้ เล่าให้ลูกหลานฟัง ยามใดที่ข้าพเจ้าได้แก่ชราลง

มันคือความสุขที่อยู่หนือความสุข

ณ ปั้นปลายชีวิต .....ที่ใครสักคนควรแสวงหามิใช่หรือ?