ภาพยนตร์จากประเทศอิหร่าน ซึ่งนานๆ จะมีให้ชื่นชมกัน อาจด้วยเพราะการเมือง สังคม และศาสนา ทำให้การนำเสนอความคิด ผ่านการสื่อสารในทุกรูปแบบน้อยมาก แต่ THE SONG OF SPARROWS (ฝันไม่สิ้นหวัง) ก็กวาดรางวัล Berlin International และได้รับความสนใจจากคนมุมโลก
การนำเสนอถึงเรื่องราวชีวิตของครอบครัวยากจนในกรุงเตหะรานของประเทศอิหร่านครอบครัวหนึ่ง ประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูกสาวคนโต และลูกชายและลูกสาวคนเล็ก
ผมประทับใจหนังเรื่องนี้หลายเหลี่ยมมุม ถึงแม้ไม่ค่อยเข้าใจถึงบริบทประเทศนัก แต่หนังแสดงถึงความเป็นสากลของการมีชีวิตของมนุษย์ทำให้เข้าใจไม่ยาก การตีความของเนื้อเรื่องผ่านสัญลักษณ์ของคนดูแต่ละคน ที่หลากหลาย ทำให้หนังมีมิติมากยิ่งขึ้น
SPARROW หรือ นกกระจอก > พ่อของบ้านเป็นคนงานในฟาร์มเลี้ยงนกกระจอกเทศ แต่มีความสุขของพ่อต้องพังลง เมื่อวันหนึ่งนกกระจอกเทศตัวหนึ่งหลุดหายไปจากฟาร์ม ผลคือโดนไล่ออก นกกระจอก คงเป็นเหมือนความหวัง และอนาคตของทุกคนในบ้าน ความหวังช่างเปราะบางยิ่งนัก เหมือนสิ่งที่พ่อได้รับตอนออกจากงาน คือ ไข่นกกระจอกเทศที่ภายนอกแข็ง แต่ถ้ากะเทาะผิดพลาดก็ไม่สามารถรักษาฟองไข่ไปใช้ประโยชน์ได้อีก...
เครื่องช่วยฟัง > ลูกสาวคนโตหูหนวก ต้องอาศัยเครื่องช่วยฟัง แต่ได้ไปวิดน้ำจากบ่อน้ำร้าง เพื่อเอาน้ำเสียออก เพื่อจะเลี้ยงปลาทอง หวังให้ปลาออกลูกออกหลานมากมาย เพื่อจะได้ขายและร่ำรวย แต่หูฟังตกน้ำ เกิดเสีย แต่ถึงแม้ลูกสาวจะไม่ได้ยินคำพูดของพ่อ...แต่พ่อสามารถเข้าใจความรู้สึกของลูก...เป็นเรื่องที่น่าอบอุ่นนัก
บ่อน้ำร้างของหมู่บ้าน > เป็นเหมือนความหวังที่น่าดูถูกของคนทั่วไป เหมือนความหวังของบรรดาเด็กตัวเล็กๆ กับการต่อสู้กับสิ่งต่างๆ เพื่อความฝัน ถึงแม้คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับความฝันนั้น...
มอเตอร์ไซด์รับจ้าง > หลังจากตกงาน พ่อเกิดจับพลัดจับพลูระหว่างที่เดินทางไปซ่อมเครื่องช่วยฟังในเมืองให้ลูกสาว คนกลับคิดว่าเขาเป็นมอเตอร์ไซต์รับจ้าง จากการบ่ายเบี่ยงไม่ยอกรับในทีแรก แต่ทำไปทำมากลับมีรายได้งดงาม นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการดิ้นรนเลี้ยงปากเลี้ยงท้องในเมืองใหญ่ที่ทุกอย่างก็เพื่อครอบครัวที่เขาจำต้องรับผิดชอบ มอเตอร์ไซต์เป็นเหมือนพาหนะหรือเครื่องมือนำความหวัง ซึ่งมีทั้งคอยช่วยหลือประคับประครองความหวังและทำลายบั่นทอนความหวังหยุดลงดื้อๆ
ประตูเก่าๆ > ผมกำลังคิดว่า ผู้สร้างอยากให้คิดถึงอะไรนะ เพราะฉากนี้มันตรึงเวลาและตรึงใจมากๆ ประตูบานใหญ่สีน้ำเงินที่พ่อขอจากคนในเมือง แต่ลูกชายกลับยกให้เพื่อนบ้าน แล้วพ่อไปขอทวงคืน เอาเดินแบกกลับบ้าน ประตูสีน้ำเงินตัดกับผืนดินที่ผากแห้งสีดำเป็นภาพน่าจดจำมากๆ...อย่าเอาความหวังไปฝากไว้ที่ใคร...หรืออย่าให้ใครมาเปิดความหวังให้ไหมหนอ...
เด็กๆ กับปลาทอง > เมื่อพ่อบาดเจ็บจากของของหนักๆ ที่ทับลงมาจากการรื้อของเก่าๆ ในบ้าน เด็กๆ จึงมีโอกาสได้ทำงานขนกระถางต้นไม้ และดอกไม้ จนมีเงินซื้อปลาทองนับพันตัว และแอบซุกซ่อนไว้ในรถ แต่ถังเกิดรั่วและแตก ทำให้ปลาทองเกลื่อนพื้นถนนที่ร้อน จึงกวาดปลาทั้งหมดที่กำลังจะตายลงท่อระบายน้ำ หมดแล้วกับการได้ปลามาเลี้ยงที่บ่อน้ำร้าง...ระหว่างทางบนรถกระบะเก่าๆ เด็กๆร้องไห้ แต่บทเพลงพ่อที่ขับกล่อมปลอบโยน ทำให้เด็กๆ ยิ้มและมีความหวังขึ้นอีกครั้ง
พระอัลเลาะห์ > ทุกคนในเรื่องมีความศรัทธากับพระอัลเลาะห์มากๆ ทั้งเรื่องดีหรือเรื่องร้าย นึกถึงและระลึกถึงเสมอๆ
การปล่อยนกออกจากหน้าต่างกระจก > ระหว่างพ่อฟักฟื้น มีนกตัวหนึ่งบินกระแทกหน้าต่างหลายครั้ง จนทำให้พ่อตื่น และเปิดหน้าต่างให้นกตัวนั้นโบยบินสู่โลกกว้างอีกครั้ง
การกลับมาของนกกระจอกเทศตัวนั้น > เพื่อนมาหาที่บ้าน บอกว่า นกกระจอกเทศตัวนั้น ได้กลับมาที่ฟาร์มแล้ว พ่อได้นึกถึงภาพของท่วงท่าการร่ายรำที่งดงามของนกกระจอกเทศ
<< เป็นภาพยนตร์ที่น่าจดจำและลึกซึ้งมากๆ อบอุ่นกับเรื่องราวของชีวิตของคนธรรมดา...เพราะผมดูไปยิ้มไปร้องไห้ไป ทำให้คิดว่า ผมลืมช่วงเวลาที่เป็นเด็ก ทำให้มองผ่านความหวังความฝันที่ยิ่งใหญ่ของลูก...จริงๆแล้ว ลูกรักผมและผมก็รักลูก ลูกและผมต่างมีความหวัง ความหวังเบ่งบานและพังทลายได้ หายไปและกลับคืนมาได้ แต่เราต้องไม่หยุดหวัง เปิดโอกาสให้ความฝันและหัวใจได้โบยบินสู่โลกกว้างอีกครั้ง>>

ลึกซึ้งมากๆ จริงค่ะ อ่านรีวิวของคุณหมอแล้วรู้สึกว่าตนเองใจล่องลอยไปชัวครู่ คิดถึงชีวิตผู้คนอีกหลาย ๆชีวิตที่เรารู้จักและแคร์
คนเราควรมีความฝันและความหวังเสมอนะคะ Shasing dream, finding hope.
สุดยอดจริงๆจ้า
ตัวละครทุกๆๆ คน มีเรื่องราว....ที่สอน ...ให้ข้อคิด .... เตือนใจ ดีมากๆๆนะคะ
ขอบคุณค่ะ
เป็นหนังที่น่าดูมาก
ขอบคุณที่แนะนำครับ