ไคเซ็น

ไคเซ็น เป็นวิธีหนึ่งในการแก้ปัญหา โดยแนวคิดว่าสิ่งที่ทำในปัจจุบันยังสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้

ไคเซ็น

Shigeo Shingo: Kaizen

พันเอก มารวย ส่งทานินทร์

[email protected]

6 มีนาคม 2558

บทความเรื่อง ไคเซ็น นำมาจากหนังสือเรื่อง Kaizen and the Art of Creative Thinking ประพันธ์โดย Dr. Shigeo Shingo ในปี ค.ศ. 1958 ได้รับการแปลจากภาษาญี่ปุ่น เป็นภาษาอังกฤษโดย Enna Products Corporation and PCS Inc. ในปี ค.ศ. 2007

ผู้สนใจเอกสารแบบ PowerPoint (PDF file) สามารถ Download ได้ที่ http://www.slideshare.net/maruay/shigeo-shingo-31606017

Kaizen

  • มาจากภาษาญี่ปุ่น คำว่า ไค แปลว่าเปลี่ยนแปลง เซ็น แปลว่าดี เมื่อแปลรวมกันได้ความหมายคือ การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หรือการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

Dr. Shigeo Shingo

  • เกิดที่เมือง Saga ประเทศญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 1909
  • จบการศึกษาจาก Saga Technical High School ได้รับปริญญาทาง Mechanical Engineer จาก Yamanashi Technical College
  • ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จาก Utah State University
  • ถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1990
  • แต่งตำราไว้กว่า 20 เล่ม และได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ 6 เล่ม คือ

1. A Study of the Toyota Production System

2. Revolution in Manufacturing: The SMED System

3. Zero Quality Control: Source Inspection and the Poka-Yoke System

4. The Sayings of Shigeo Shingo: Key Strategies for Plant Improvement

5. Non-Stock Production: The Shingo System for Continuous Improvement

6. The Shingo Production Management System: Improving Process Functions

Toyota Production System

  • Dr. Shigeo Shingo และ Taiichi Ohno ร่วมกันสร้างระบบ TPS (Toyota Production System) ในการพัฒนากระบวนการผลิต
  • TPS เน้นการเลื่อนไหลของการผลิตมากกว่าการสร้างผลผลิตให้มากที่สุดในทุกขั้นตอน
  • ผลพวงของ TPS ทำให้เกิดกระบวนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องคือไคเซ็น ( Kaizen) และลีน (Lean production process)
  • ซึ่งมีปรัชญาคือ ทันเวลา (Just-in-time philosophy)

Kaizen Purpose

1.มีมาตรฐานของการปฏิบัติการ (Standardize an operation)

2.วัดการปฏิบัติการที่เป็นมาตรฐาน คือวงรอบเวลาการปฏิบัติการและรายการสิ่งของที่ใช้ (Measure the standardized operation - find cycle time and amount of in-process inventory)

3.เปรียบเทียบค่าที่วัดได้กับค่าที่ต้องการ (Gauge measurements against requirements)

4.สร้างนวัตกรรมเพื่อทำให้ได้ตามที่ต้องการและเพิ่มผลผลิต (Innovate to meet requirements and increase productivity)

5.จัดทำเป็นมาตรฐานใหม่จากการปฏิบัติการที่ได้ผล (Standardize the new, improved operations)

6.ทำเป็นวงรอบอย่างต่อเนื่อง (Continue cycle ad infinitum)

Kaizen Principles

1. หลักการคิดวิเคราะห์ (Principles of Analytical Thinking)

2. การหาสาเหตุที่แท้จริง (Capturing Problems)

3. การสร้างความคิดในการพัฒนา (Idea Generation for Improvement)

4. วิวัฒนาการของการพัฒนา (Evolution of Improvement)

5. การเปลี่ยนความคิดเป็นหนทางปฏิบัติ (From Ideas to Reality)

6. การส่งเสริมแนวคิดการพัฒนา (Promoting Improvement Ideas)

1. หลักการคิดวิเคราะห์ (Principles of Analytical Thinking)

  • คำนึงถึงหลักการแบ่ง โดยแบ่งกลุ่มออกเป็นทีละคู่ออกไปเรื่อย ๆ
  • มีปัญหาว่าถ้ามีความคลุมเครือไม่ชัดเจน จะแบ่งอย่างไร วิธีคือสร้างคำนิยามให้ชัดเจนขึ้น
  • เพราะวิธีการมองเรื่องต่าง ๆ ของคนเรามีความแตกต่างกัน การแบ่งทีละคู่แบบนี้ทำให้มองเรื่องต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น และเห็นตรงกัน
  • ถ้าเป็นเรื่องที่เกิดในอดีต ต้องมีระยะเวลากำกับตามลำดับด้วย
  • เป็นการมองตามเป็นจริง โดยไม่ใช้ความคิดการตัดสินว่าใช่หรือไม่ใช่ ถูกหรือผิด เพื่อบริหารจัดการได้ต่อไป

2. การหาสาเหตุที่แท้จริง (Capturing Problems)

  • หาปัญหาให้พบโดยการไม่ยอมรับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่าดีแล้ว (ตามความเคยชิน) เพราะทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาเปลี่ยนไป รวมถึงระยะเวลาที่ปัญหาเกิดขึ้นด้วย
  • พิจารณาให้ถี่ถ้วน อย่าพึ่งสรุปอะไรง่าย ๆ ต้องระบุปัญหาให้ชัดเจน หาสาเหตุรากเหง้าของปัญหาที่มี นั่นคือการตั้งคำถามว่า who, what, when, where, why, and how และมองให้เห็นภาพรวมของทั้งระบบด้วย นั่นคือเห็นป่าไม่ได้เห็นแค่ต้นไม้
  • การคิดวิเคราะห์ในการแก้ปัญหาคือแบ่งปัญหาออกเป็นส่วน ๆ ศึกษาแต่ละส่วน แล้วประกอบกลับอย่างมีเหตุผล ส่วนวิธีในการหาสาเหตุของปัญหานั้น คือให้ตั้งคำถาม เพราะเหตุใด (Why ?) ไปเรื่อย ๆ จนตอบต่อไปไม่ได้ ก็จะพบสาเหตุที่แท้จริงได้

3. การสร้างความคิดในการพัฒนา (Idea Generation for Improvement)

  • มีหนทางที่หลากหลายที่มุ่งไปสู่ยอดเขา
  • ดังนั้นการวางแผนการปรับปรุง ขึ้นกับวิธีการพัฒนาความคิด
  • มีการสร้างความคิดใหม่ ๆ
  • การเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกันคือหลักสำคัญที่สุดในการคิด

12 Steps of Idea Generation

1. การกำจัด (Eliminate) กระบวนการนี้หรือขั้นตอนนี้ไม่ต้องมีได้หรือไม่

2. เปลี่ยนมุมมอง (Perspective) เป็นมองจากมุมตรงกันข้าม และหาวิธีใหม่ที่ได้ผลดีกว่าเดิม

3. ดูความเบี่ยงเบน (Deviation) การจัดการกับส่วนย่อยที่มีผลเท่ากันกับจัดการเต็มจำนวน

4. การดัดแปลง (Adaptation) คือการปรับเปลี่ยนสิ่งที่เปลี่ยนได้ให้เข้ากันกับสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้

5. สัดส่วน (Proportion) การกำหนดขนาดที่พอดี คือถ้าใหญ่ไปก็ทำให้เล็กลง ถ้าเล็กเกินก็ขยายให้ใหญ่ขึ้น

6. การกระจาย (Distribution) เป็นการรวมสิ่งที่เหมือนกันไว้ด้วยกัน หรือใช้การแยกสิ่งที่แตกต่างกันออกไป

7. หน้าที่ (Functionality)เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยการดัดแปลงเครื่องมือให้เข้ากับงาน

8. เศรษฐกิจ (Economy) พยายามลดการเคลื่อนไหวหรือการเคลื่อนที่ของคนหรือสิ่งของ

9. ทิศทาง (Direction) ดูทิศทางการไหลของงานว่าเป็นแบบอนุกรม หรือเป็นแบบขนาน จึงจะเหมาะสม

10. เปลี่ยนลำดับ (Rearrange) เป็นการเรียงลำดับการทำงานใหม่ ที่ได้ผลมากกว่าเดิม

11. เปรียบเทียบ (Comparison)ดูจากความเหมือนหรือความแตกต่าง

12. ออกแบบวิธีการทำงานใหม่ (Redefine) เพื่อเป็นการลดระยะเวลารอคอย

4. วิวัฒนาการของการพัฒนา (The Evolution of Improvement)

  • มนุษย์มีการวิวัฒนาการจากคนถ้ำสู่วิศวกรได้นั้น เครื่องมือถือว่าเป็นความก้าวหน้าของมนุษย์
  • ดังนั้นหลักการในการปรับปรุงเครื่องมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพมี 5 ข้อ

5 Improvement Principles

1. กลไกการทำงานกับเครื่องจักรกล (Mechanization and Motorization) เป็นการศึกษาการเคลื่อนที่ของวัสดุให้สอดคล้องไปกับเครื่องจักรกลในสายกระบวนการผลิต เพื่อลดความสูญเปล่า

2. การแบ่งงานกันทำ (The Division of Labor) ให้พนักงานทำงานหน้าที่เดียว แล้วส่งต่อให้ผู้อื่นทำส่วนอื่นต่อไป จนกระทั่งสำเร็จออกมาเป็นชิ้นงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

3. ประโยชน์สูงสุด (Optimization) ศึกษาการทำงานของมนุษย์เพื่อประสิทธิภาพ โดยจัดงานที่เหมาะสมให้เข้ากับความถนัดของแต่ละคน และออกแบบงานให้สอดคล้องกับความสามารถของมนุษย์ทั่วไปด้วย

4. ความสอดคล้อง (Synchronization) ในสายการผลิตระหว่างบุคลากรของฝ่ายต่าง ๆ ที่แบ่งหน้าที่กันทำงานจะต้องมีการประสานสอดคล้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้า

5. การทำงานอัตโนมัติ (Automation) เป็นการตัดสินโดยเครื่องจักรกล ด้วยกลไกการป้อนกลับของข้อมูล ทำให้การทำงานเป็นแบบอัตโนมัติ หรือบางกรณีก็ไม่จำเป็นต้องมีระบบป้อนข้อมูลกลับก็ได้ ข้อมูลป้อนกลับจากเครื่องมีประโยชน์สำหรับผู้ควบคุมดูแลในการบริหารจัดการผลผลิต

5. การเปลี่ยนความคิดเป็นหนทางปฏิบัติ (From Ideas to Reality)

  • ให้แยกความคิดเห็นที่เสนอมาออกจากการตัดสินว่าถูกหรือผิด เพราะการตัดสินเป็นการปิดกั้นความคิดในการพัฒนาเรื่องใหม่ ๆ
  • วิธีการฟันฝ่าการปิดกั้นความคิดคือ การลองผิดลองถูก เป็นขั้นการทดลองที่มีเหตุผลและมีขั้นตอนที่สมเหตุสมผล และไม่ถือว่าเป็นความผิดหากเกิดผิดพลาดขึ้นมา
  • เราอาจเจอ 10 คำคัดค้านซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์

The 10 Objections

1. การคัดค้านเพราะเป็นข้อยกเว้น (Objection Based on Exceptions) เนื่องจากไม่มีข้อมูลสนับสนุน

2. การคัดค้านเพราะความเห็นส่วนตัว (Nit-picking Objection) โดยยังไม่ได้ศึกษาถึงข้อดีข้อเสีย

3. การคัดค้านโดยการบิดเบือนหน่วยนับ (Unit Manipulation Objection) เพื่อให้ฟังแล้วดูดี

4. การคัดค้านเพราะได้ข้อมูลมาไม่ครบ (Objection Based on Incomplete Evidence) ยังศึกษาไม่ครบถ้วน

5. การคัดค้านโดยไม่เข้ากับบริบท (Out-of-context Objection) ทำให้เกิดการเข้าใจผิด

6. การคัดค้านเรื่องไก่กับไข่ (Chicken or Egg Objection) เป็นปัญหาโลกแตก ไม่มีประโยชน์

7. การคัดค้านแบบติเรือทั้งโกลน (Tadpole Objection) เป็นการคาดการณ์แบบเลวร้ายล่วงหน้า

8. การคัดค้านแบบปิดหูปิดตา (Crossed-eye Objection) คือขอปฏิเสธไว้ก่อน อ้างโน่นอ้างนี่

9. การคัดค้านแบบวนเวียน (Rotary Objection) ออกนอกเรื่องนอกราว คนละเรื่องราวกัน

10. การคัดค้านไม่ตรงประเด็น (Evasive Objection) ตอบไม่ตรงคำถาม

Hear Objections Out

  • ในการปฏิบัติเมื่อถูกคัดค้านคือ เราต้องไม่เข้าไปเป็นคู่กรณีขัดแย้งโดยตรง
  • การแสดงออกได้คือ การยอมรับว่าเป็นความคิดของเขา
  • การที่ถูกคัดค้านเป็นการแสดงว่า การเสนอความคิดของเรายังไม่ดีพอ
  • เมื่อประเมินคำคัดค้านแล้ว สมควรแสดงออกในข้อเสนอแนะ มากกว่าจะพูดคัดค้านแบบตรง ๆ อีก
  • เมื่อทำการแก้ไขโดยการให้ข้อมูลตามความเป็นจริงมากขึ้น หรือปรับคำพูดใหม่ในเรื่องเดียวกัน ส่วนใหญ่จะออกมาดี

6. การส่งเสริมแนวคิดการพัฒนา (Promoting Improvement Ideas)

  • การกระตุ้นให้เกิดความกระตือรือร้นในการเปลี่ยนแปลง เพราะบุคลากรมักคิดว่าสิ่งที่ทำในปัจจุบันดีอยู่แล้ว
  • วิธีหนึ่งคือการนำเสนอแนวคิดที่ยังไม่สมบูรณ์ คือได้คะแนนแค่ร้อยละ 90 แล้วเปิดโอกาสให้บุคคลอื่นมีส่วนร่วมเสนอแนวคิดที่ทำให้ออกมาได้สมบูรณ์ด้วย
  • แต่ความเข้าใจเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดการลงมือ ยกเว้นมีการชักชวนให้ลงมือปฏิบัติ

True Value of Improvement

  • คุณค่าที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงนั้นในช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลง อาจทำให้ผลผลิตลดลง
  • จะต้องไม่ย่อท้อมีความอดทน โดยการให้ความรู้ความเข้าใจและชักชวนให้ทำ
  • จนเมื่อบุคลากรมีความมั่นใจในระบบใหม่แล้ว มีการปฏิบัติตามแนวทางใหม่ที่วางไว้
  • ผลผลิตจึงจะได้ผลมากกว่าเดิม

สรุป

  • ไคเซ็น เป็นวิธีหนึ่งในการแก้ปัญหา โดยแนวคิดว่าสิ่งที่ทำในปัจจุบันยังสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ มีแนวคิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน คือ เริ่มต้นด้วยการระบุปัญหาอย่างระมัดระวัง มีจุดประสงค์ในการแก้ปัญหาอย่างรอบคอบ อย่าใช้ความคิดเห็นตัดสินถูกผิดระหว่างการระดมความคิด เพราะวิธีแก้ปัญหามีได้หลายหลาก อย่าเพิ่งรีบสรุปถึงสาเหตุปัญหาทันที
  • และมีวิธีการในการนำแนวคิดไปสู่วิธีการปฏิบัติ นั่นคือการสอนให้บุคลากรสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง ด้วยการคำถาม และโค้ชบุคลากรด้วยการคิดอย่างเป็นระบบสร้างสรรค์ 12 ข้อ

****************************************

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Work Process



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

คนญี่ปุนคิดเก่ง

เวลาคิดจะคิดจนจบกระบวนความ เห็นรูปธรรม นำไปใช้ได้จริง