ปรัชญาการใช้ชีวิตของผม (ที่อาจมีประโยชน์กับทุกท่าน)

ชีวิตผมใช้สองปรัชญาหลัก คือ ชีวิตที่พอเพียง และ อโมฆะบุรุษ ปนๆกัน อิอิอิอิอิอิอิ

***************************************************

ผมเน้นอยู่กับความจริง แบบจริงๆในปัจจุบัน และทำชีวิตให้มีคุณค่า มีการพัฒนาการที่ดีขึ้น ไม่เสมอตัว เกิดมาไร้คุณค่า หรือต่ำลงกว่าเดิม

ที่ผมขอใช้คำว่า ไม่เป็น "โมฆะ" ที่หาคำที่กินใจไม่ได้ เลยดัดคำปฏิเสธ ซ้อนปฏิเสธ เป็น "อโมฆะบุรุษ" ไปพลางก่อน จนกว่าจะหาคำใหม่ที่ตรงกว่า และชัดเจนกว่านี้

เพราะชีวิตของเราจริงๆ มิได้มีสาระอะไรมากมาย

มีเพียงปัจจัยสี่ ที่พอเพียง สำรองนิดๆ เผื่อฉุกเฉิน ก็พอแล้ว

ปัจจัยที่ใช้เปลือง และจำนวนมากที่สุด ก็อาหาร แต่ก็นิดเดียว

ผมทานอาหารวันละครั้ง นิดเดียวจริงๆ อยู่ได้สบายๆ

-----------------------------------------------

อาหารที่ดี มีคุณค่าต่อร่างกายและชีวิต แค่วันละหนึ่งจาน หนึ่งครั้ง ก็เพียงพอแล้วไม่ปล่อยให้มีการสะสมเกินความจำเป็น

แค่เผื่อว่า ถ้าบังเอิญเจ็บป่วย ไม่ได้กินอาหารสักหนึ่งถึงสองสัปดาห์ ก็ยังอยู่ได้ ที่คาดว่าน่าจะไม่เกิน 5 กก. น่าจะพอ

เกินนั้น ถือว่าเกินพอ ไม่จำเป็น และอาจจะเป็นปัญหาต่อการดำรงชีวิต

เสื้อผ้า ชุดหนึ่งก็อยู่ได้หลายปี มีใช้สลับกันตามความจำเป็นของชีวิต ฤดูกาล และการเข้าสังคม ก็พอแล้ว

ยารักษาโรค ก็ไม่ค่อยจำเป็น ไม่ต้องสะสม มีเท่าที่ใช้ประจำวันตามความจำเป็นเฉพาะหน้าก็พอแล้ว เก็บสะสมก็จะหมดอายุเปล่าๆ

ที่อยู่อาศัย ที่นอนก็นิดเดียว บ้านใหญ่ขนาดไหน ก็นอนนิดเดียวเท่าตัวเรา เพราะการนอนคือการจัดระบบของร่างกาย และทำลายสารพิษในระบบของการใช้ชีวิต ถ้านอนมากแสดงว่า ร่างกายต้องการการจัดระบบมาก หรือมีสารพิษมาก จึงควรพยายามจะไม่นอนเกินความจำเป็น

กินน้อยๆ นอนน้อยๆ ใช้น้อยๆ ทำงานมากๆ อยู่กับความจริง อย่างจริงๆ ทุกเรื่อง

การไม่ทำงาน แล้วอยู่ได้ คือมายา ชีวิตจริงต้องทำงาน

-------------------------------------------

คนโง่ โดนหลอกให้กินอาหารวันละสามครั้ง ห้าครั้ง เจ็ดครั้ง ก็มี

คนโง่โดนหลอกให้นอนนานๆ แถมหลอกว่าเป็นการ "พักผ่อน" เสียอีก ที่กลายมาเป็นข้ออ้างของคนขี้เกียจทำงาน

นักวิชาการโง่ๆ ก็สอนคนให้บริโภคเกินความจำเป็น พักผ่อนแบบไร้สาระ ทั้งๆที่เราสามารถ "พักผ่อน" ได้ตลอดเวลา โดยไม่เกี่ยวกับการนอนหลับ

คนโง่โดนหลอกให้สะสมขยะ ทั้งในร่างกาย และนอกร่างกาย

ทุนนิยมหลอกคนให้ฟุ้งเฟ้อและสะสม ไร้สาระมากๆ

ตายแล้วเอาไปไม่ได้ ไม่รู้จะสะสมไปทำไม แค่พอมีพอใช้ก็พอแล้ว

-------------------------------------

ผมไม่กล้าคิดถึงระดับ "หลุดพ้น" หรอก อีกไกล

แค่ปล่อยวางได้บ้างก็บุญโขแล้ว บางอย่างก็ยังวางไม่ได้

ระบบครอบครัวยังเป็นภาระอยู่ ถ้าวางครอบครัวได้คงสบายกว่านี้เยอะ

ชอบคิดว่าตัวเราสำคัญสำหรับครอบครัว ไร้สาระมาก ที่จริง ถ้าไม่มีเราเขาก็อยู่ได้แน่ๆ

----------------------

น่าจะมาจาก "อวิชชา" ความหลงผิด อาจจะมีโมหะด้วย ต้องทำให้เป็น อโมหะ ก็คือ ปัญญา นั่นเอง

ผมว่าตัวเองชัดพอสมควร ทำตัวเป็นตัวอย่างชัดเจนทุกเรื่อง ยังบอกใครไม่ได้เลย

สรุปง่ายๆ อยู่กับความจริง แบบ จริงๆ

เข้าใจยากนะครับประโยคสรุป

แม้เข้าใจแล้ว การทำนั้นยากยิ่งกว่าเป็นร้อยเท่า

เหมือนกับการกินอาหารวันละครั้งก็เหมือนกัน

กว่าจะทำได้ นานทีเดียว

ปัญหาใหญ่อยู่ที่ระบบครอบครัวและสังคม

แค่ตัวเราเอง ง่ายมากๆ

อย่างพระวัดป่ายิ่งง่ายมากๆ ง่ายกว่าเราเป็นสิบเท่า

เพราะระบบสังคมสนับสนุน

ของเราตรงกันข้ามเลย

เรามีงานสังคม ต้องว่าตามเขา แล้วมาทดเอาทีหลัง

ผมยังต้องมีสังคม หรือยังแคร์สังคมก็ว่าได้

ที่จริง ไร้สาระมากคำนี้

จะแคร์ให้ได้อะไร ผมก็ยังสงสัย

แค่แสดงว่าเราให้ความสำคัญเขา เท่านั้นเอง ตลกจริงๆ อิอิอิอิอิอิอิอิ

เหมือนไปงานบุญ ถึงเวลาเขากิน เราก็กินด้วย อิอิอิอิ

แต่เราก็จะเว้นไม่กินจากบ้าน

คือต้องดูว่าสังคมให้อะไรเรา

ที่จริงก็ไม่ให้อะไรมาก แค่ "อัตตา" นิดหน่อย

เราแคร์เรื่องอื่นแทนก็ได้

ไม่ต้องเอาชีวิตเรา ทั้งชีวิตไปทิ้งกับคำว่า "สังคม" แบบนั้น

คือต้องดูความ "คุ้มค่า" เกิดมาทำไม จะทำอะไร ทำทำไม ไม่ทำได้ไหม ไล่ทีละขั้น ทีละข้อจะไม่มั่ว

ส่วนใหญ่เราจะมั่ว เอาอัตตาเข้ามานำทาง ล้มทั้งแผงเลย

ไม่ยาก แต่ อัตตา ทำให้มั่วเฉยๆ วางอัตตาไว้ แล้วความคิดเราจะชัดทุกเรื่อง

เช่น คนที่ไม่มีสารพิษในร่างกายไม่ต้องนอนก็ได้

(คล้ายๆกับเครื่องยนต์ที่ไม่ร้อน ไม่มีเขม่าหรือเศษโลหะสะสมในน้ำมันเครื่อง น้ำมันเครื่องเปลี่ยนได้ตลอด ไม่มีสิ่งอุดตันในระบบการทำงาน ไม่ต้องดับเครื่อง หรือพักเครื่องก็ได้)

ระยะเวลานอนคือระยะเวลาที่ใช้ในการกำจัดสารพิษ ถ้าเราตื่นมาสดชื่น ปกติ แสดงว่าสารพิษหมดแล้ว

อย่าไปเชื่อตำรากระจอก หลอกให้คนขี้เกียจ

นอนให้พอ แต่อย่านอนมาก

กินให้พอ แต่อย่ากินมาก

ใส่เสื้อผ้าให้พอ และพอเหมาะ แต่อย่าใส่มาก

กินยาให้พอ ให้ถูกโรค ถูกอาการ เท่าที่จำเป็นจริง แต่อย่ากินมาก อย่าหลอกตัวเอง

สี่อย่างนี้คือ ชีวิตที่พอเพียง

สงสัยอะไรก็ ไปตรวจสอบด้วยหลักธรรมชาติ ไม่มีอะไรเหนือธรรมชาติ

ถ้าเราทำทุกอย่างมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิ จะไม่มีคำว่าเหนื่อย หรือเพลีย

----------------------------------------------------

สมบัติ มีแค่ไว้ใช้ตามความจำเป็น เกินนั้นไม่รู้จะเอาไว้ทำอะไร

ทำบุญทำกุศลดีกว่า ที่เรานำไปได้ และทำให้ชีวิตไม่เป็นโมฆะ

ไม่สะสม เพราะไม่มีประโยชน์ รกบ้าน

เพราะผมนับถือการปฏิบัติมากกว่า

ผมเชื่อกฎแห่งกรรมมากกว่า ผมจึงตั้งใจทำกรรมดีไว้ก่อน

เพราะผมมาจากครอบครัวชาวนายากจน ไม่มีนา เลยต้องมาหาซื้อนาทำเอง เลี้ยงตัวเองได้ ดูแลครอบครัวได้

และ ผมตระหนักชัดเจน หลังจากการปฏิบัติว่า..... นาคือฐานชีวิตที่แท้จริงของคน

ผมไม่มีมรดกแม้แต่บาทเดียว มีแค่หนึ่งสมอง กับสองมือ ทุกสตางค์คือหยาดเหงื่อแรงงานของผม แบบ 100%

ผมจึงสนุกกับชีวิต และไม่แคร์ใคร พยายามเปลี่ยนเงิน และทุกอย่างในชีวิตให้เป็นความรู้ เพื่อพัฒนาชีวิต ไม่ให้เป็น "โมฆะ"

อย่างอื่นจะเอาไว้ทำไม

ตายก็เอาไปไม่ได้

55555555555555555555555555555555555555555555555555

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความรู้เพื่อชีวิต



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

เข้ามาอ่านบันทึกดีมีสาระกินใจดีครับ

เขียนเมื่อ 

ผู้มีประสบการณ์การใช้ชีวิตจริง ย่อมเห็นสัจมรรค อย่างที่อ.ว่า และสัจทัศน์ในตัวเอง ตามกฎธรรมชาติ เป็นแม่แบบ พ่อแบบที่ใครจะเอาไปปรับใช้ได้ ขอบคุณครับ

เขียนเมื่อ 

Though I also think that we will go (to the our next life) with nothing (materialistically), I often wonder if 'good kamma' we accumulate through our life will 'condition' our better chance for a better next life. Is this our deeper 'lobha' remaining after common lobha has been observed and overcome?

ขอบคุณสำหรับปรัชญาในการใช้ชีวิตครับอาจารย์ ผมได้แง่คิดหลายอย่างจากบันทึกนี้เลยครับ ผมก็มาในแนวเดียวกับอาจารย์ ได้เห็นแนวทางที่อาจารย์เขียนเล่าก็ได้ความมั่นใจมากขึ้นว่าตัวเองมาไม่ผิดทางครับ

ปล. อาจารย์เขียนในลักษณะผู้เรียนรู้กับชีวิตอย่างนี้ผมกลับชอบและเคารพในความคิดของอาจารย์มากกว่าบางคนที่แสดงตัวเหมือนกับผู้หลุดพ้นแล้วที่เราเห็นในสื่อมวลชนครับ คน (และพระ) เหล่านั้นผมกลับมองด้วยความสงสัยมากกว่าความคิดที่จะเรียนรู้จากเขาครับ