สวัสดีครับชาวBlog และลูกศิษย์ทุกท่าน
วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 ได้รับเกียรติจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้มีการประชุมกลุ่มย่อย ด้านเครื่องมือและกลไลที่สำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ความท้าทายสู่วิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดทำประเด็นยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ในช่วงปี พ.ศ. 2560-2564 ณ ห้องประชุมแมนดาริน ซีชั้น 1 โรงแรมแมนดาริน แมนเนจ บาย เซ็นเตอร์ พ้อยท์

สรุปโดยทีมงานวิชาการ Chira Academy
การประชุมกลุ่มย่อยด้านทรัพยากรธรรมชาติเรื่อง "ความท้าทายสู่วิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม"
วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 ณ โรงแรมแมนดาริน แมนเนจ บาย เซ็นเตอร์ พ้อยท์
กล่าวเปิดการประชุม
โดยนายพงศ์บุณย์ ปองทอง
รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นายพงศ์บุณย์ ปองทองรองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวสวัสดีและขอบคุณท่านผู้มีเกียรติทุกท่านที่มาร่วมการประชุมวันนี้
ความเป็นมาเรื่องการเตรียมการแผนยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ
ปัจจุบัน สผ.อยู่ระหว่างการจัดเตรียมการแผน 5 ปี ฉบับที่กำลังเตรียมการนี้อยู่ในแผนฉบับที่ 5 คือปี พ.ศ. 2560 – 2564 ซึ่งเป็นการเตรียมการในช่วง 2 ปีข้างหน้า เป็นการจัดทำแผนโดยตรงของ สผ. และแผนการพัฒนาของประเทศด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
ในปีพ.ศ. 2558 นี้จะเป็นการเตรียมการด้านการจัดทำแผนทั้งปี โดยจะดูถึงสถานภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร ดำเนินการอย่างไร และจะแก้ไขอย่างไร
การจัดประชุม Focus group ช่วงนี้เป็นช่วงที่ 2 ของการเตรียมแผน หลังจากประชุมเมื่อเดือนมกราคมแล้วได้มีการประชุมกลุ่มย่อย Focus Group 3 ครั้งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เรื่อง ความเป็นหุ้นส่วนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติการจัดการขยะของประเทศไทยสู่เส้นทางความยั่งยืน และการใช้เครื่องมือและกลไกที่สนับสนุนการปรับเปลี่ยนสู่วิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หลังจากนั้นในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2558 จะคุยทุกภาคส่วนทั่วประเทศและจะมาสรุปช่วง กรกฎาคม- สิงหาคม โดย Output ที่ได้จะเสนอต่อสภาพัฒน์ฯ แผนจัดการสิ่งแวดล้อมของชาติ และ สผ.
การอภิปรายเรื่อง "เครื่องมือและกลไกที่สนับสนุนการปรับเปลี่ยนสู่วิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม"
โดย 1. คุณสาวิตรี ศรีสุขกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
2. ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดำเนินรายการโดยดร.ฉัตรชัยอินต๊ะทา นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ สผ.
การประชุมกลุ่มย่อย"ความท้าทายสู่วิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม"
โดย คุณสาวิตรี ศรีสุขกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
ประเด็นที่เกี่ยวข้อง
Think Eat Saveกิน อยู่ รู้คิด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม วันที่ 5 มิถุนายน วันสิ่งแวดล้อมโลก
การศึกษาเรื่องคนและพฤติกรรม ประกอบด้วย
1.มีความรู้ที่ชัดแจ้งและซาบซึ้ง
2.มีความรักและหวงแหน
3.มีความวิตกห่วงใย
4.มีการปฏิบัติอย่างจริงจัง
KAP – Gap ( Knowledge Attitude Practice)
การเรียนรู้ เป็นการสร้างทุนภายใน จากการเรียนรู้ระดับปัจเจกบุคคลสู่ "สังคมแห่งการเรียนรู้" ประกอบด้วย
ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การนำเสนอ
- การขยายตัวทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี + เศรษฐกิจทุนนิยม
- พฤติกรรมของผู้บริโภค ใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือยและสร้างของเสียมากมาย
ข้อจำกัดของการใช้เพียงมาตรการกำกับและควบคุม
1.แหล่งกำเนิดมลพิษไม่มีแรงจูงใจให้ปรับปรุงกระบวนการผลิต (ตราบใดที่ปล่อยของเสียตามมาตรฐานที่กำหนด)
2.ขาดการส่งสัญญาณให้ผู้บริโภคทราบถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการใช้ผลิตภัณฑ์บางประเภท เมื่อมันกลายเป็นขยะและถูกจัดการไม่ถูกต้อง
3.กฎหมายขาดประสิทธิภาพ ข้อจำกัดด้านบุคลากร ความไม่เข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย บทลงโทษ ค่าปรับไม่รุนแรงพอที่จะให้ผู้ก่อมลพิษปฏิบัติตามกฎหมาย
3. เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์
•เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้สินค้าและบริการสะท้อนต้นทุนทางด้านสิ่งแวดล้อมตามหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle: PPP)
•เป้าหมาย คือ สร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ผู้ผลิต/ผู้บริโภคตระหนักถึงต้นทุนที่แท้จริงของทรัพยากรและผลกระทบภายนอก (external cost) ของกิจกรรมนั้น
•เปิดโอกาสให้เค้าตัดสินใจเองว่าจะดำเนินมาตรการหรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดมลพิษน้อยลงหรือไม่
ความสำคัญของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์
•Rio Declaration on Environment and Development (1992), Principle 16
"รัฐบาลประเทศต่างๆ ควรจะต้องส่งเสริมให้มีการรวมต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายทางสิ่งแวดล้อมเข้าไปในต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในการผลิตหรือการบริโภค และส่งเสริมการนำใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ โดยยึดถือหลักการว่า ผู้ก่อมลพิษจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในการทำให้เกิดมลพิษ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม และไม่ทำให้เกิดผลเสียต่อการค้าระหว่างประเทศและการลงทุน"
ข้อเสนอต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจสีเขียว
(UNEP, 2011)
การเพิ่มประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-Efficiency)
1.การจัดสรรรายจ่ายรัฐบาลเพื่อกระตุ้นภาคเศรษฐกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green-Stimulus Package)
2.การสนับสนุนให้เกิดตลาดของผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการจัดซื้อสินค้าสีเขียวของภาครัฐ (Greening of Markets and Public Procurement)
3.การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Investment in Green Infrastructure)
4.การฟื้นฟูและขยายระดับของทุนทรัพยากรธรรมชาติ (Restoration and Enhancement of Natural Capital)
5.การกำหนดราคาหรือต้นทุนที่เหมาะสมของทรัพยากร (Getting Prices Right)
6.การปฏิรูประบบภาษีเพื่อสิ่งแวดล้อม (Eco-Tax Reform)
ประเภทของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์
•ค่าธรรมเนียม/ภาษีการปล่อยมลพิษ (emission charges/tax)
•ค่าธรรมเนียมการใช้ (user fees/charges)* (มีการนำมาใช้ในประเทศไทย)
•ค่าธรรมเนียมผลิตภัณฑ์ (product charges/taxes)
•ภาษีที่แตกต่างกัน (tax differentiation)* (มีการนำมาใช้ในประเทศไทย)
•ระบบมัดจำคืนเงิน (deposit-refund system)
•การซื้อขายสิทธิในการปล่อยมลพิษ (emission trading)
•การประกันความเสียหาย (liability insurance)
•มาตรการเงินอุดหนุน (subsidy) * (มีการนำมาใช้ในประเทศไทย)
เกณฑ์การพิจารณาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์
•ประสิทธิผล (effectiveness)
oประสิทธิผลด้านสิ่งแวดล้อม (environmental effectiveness)
oประสิทธิผลทางด้านต้นทุน (cost effectiveness)
•ประสิทธิภาพ (efficiency) บรรลุเป้าหมายด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด
•ความเสมอภาค (equity)
•ความยืดหยุ่น (flexibility)
ประสบการณ์ในการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทย
•กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม
oพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฯ พ.ศ. 2535
oพ.ร.บ. สาธารณสุข พ.ศ. 2535
oพ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิตและพ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527
•มีใช้เพียงบางตัวที่นำมาใช้ได้ง่าย ไม่ต้องออกกฎหมายใหม่
oUser charges
- ค่าบริการบำบัดน้ำเสีย, ค่าธรรมเนียมเก็บขน กำจัดมูลฝอย (ตอนนี้ เฉพาะเก็บขน)
- ค่าผ่านประตูเขตอุทยานฯ (entrance fees)
oTax differentiation ลด/ยกเว้นภาษีสรรพสามิตให้กับสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า
- น้ำมันไร้สารตะกั่ว, แบตเตอรี่ตะกั่วรีไซเคิล, รถจักรยานยนต์ 4 จังหวะ, เอทานอล,
- ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ตามอัตราการปล่อย CO2
oSubsidyลดภาษีนำเข้าเครื่องจักร/อุปกรณ์บำบัดมลพิษ
•มีความพยายามที่ใช้แบบสมัครใจ แต่อาจจะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก
oT-VET (Thailand-Voluntary Emission trading)มีแต่ผู้ขายเครดิต ตลาดไม่เกิดขึ้น
•มีงานศึกษาหลายชิ้นที่เสนอให้มีการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ แต่ไม่มีการผลักดันจริงจัง
•มีความพยายามในการออกกฎหมายเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ (ร่างพ.ร.บ.มาตรการการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ...) เสนอโดยกระทรวงการคลัง (เพื่อให้อำนาจทางกฎหมายในการนำเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาใช้ในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม) แต่ถูกตีกลับ
oคอมเม้นท์กฤษฎีกา: ขาดความชัดเจนในส่วนวิธีปฏิบัติในมิติต่างๆ, ข้อขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน (คลัง, สิ่งแวดล้อม) เรื่องความซ้ำซ้อนของกองทุนและคณะกรรมการ
oปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จ
- เจตจำนงทางการเมือง (นักการเมือง, ผู้บริหารระดับกระทรวง กรม สำนัก)
- ความเข้าใจหลักการของเครื่องมือเศรษฐศาสตร์
- การออกแบบร่างกฎหมายที่ละเอียด ชัดเจน
- การประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ปัญหา อุปสรรคในการนำเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาใช้ในประเทศไทย
•เครื่องมือที่กระทบกับประชาชนโดยตรง หน่วยงานไม่กล้าเสนอหรือนำมาใช้อย่างเต็มที่
oกรณีการจัดเก็บค่าบำบัดน้ำเสีย / ขยะมูลฝอย
- อัตราจัดเก็บต่ำมาก ไม่สะท้อนต้นทุนจัดการมลพิษ บ่อยครั้ง ไม่มีการจัดเก็บ (กระทบฐานเสียง)
หน่วยงานส่งเสริมอุตสาหกรรมและควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานเดียวกัน
oเลี่ยงการใช้มาตรการที่กระทบต้นทุนภาคอุตสาหกรรม (มักจะยกเหตุผลว่าจะกระทบการแข่งขันของประเทศ, กระทบประชาชน)
oเน้นมาตรการส่งเสริมให้ลดมลพิษเชิงสมัครใจมากกว่า แต่ impact จะเกิดน้อยกว่า เพราะคนทำดีน้อยกว่าคนทำไม่ดี (ขาดการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด, บทลงโทษต่ำ)
การขาดความตระหนักเรื่องต้นทุนสิ่งแวดล้อมของประชาชน ผู้บริหารของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักกฎหมายและนักการเมือง
oกรณีร่างพ.ร.บ.มาตรการการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม
oกรณีข้อเสนอของคพ./กทม.ให้รวมค่าบำบัดน้ำเสียในใบเสร็จค่าน้ำประปา
เงื่อนไขการนำเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ฐานความรู้
- โครงสร้างทางกฎหมาย
- ตลาดที่มีการแข่งขัน
- ศักยภาพในการบริหาร (ออกแบบ,ติดตาม,บังคับใช้)
- ความเป็นไปได้ในทางการเมือง
4. มาตรการทางสังคม/เชิงสมัครใจ (Social/Voluntary Measures)
ตัวอย่าง
oการจัดอันดับคนทำดี (ranking, rating) ให้รางวัล, เชิดชู
•ต่างประเทศ (สากล)
- Green University
- Greenpeace's Greener electronics
•ในประเทศ
- Green Industry (กอ.) 5 ระดับ
- Eco-industrial town (กนอ. /กรอ.)
oให้ข้อมูล สร้างพลังผู้บริโภค (green consumers)
•Public disclosure (ต้องมีกม.)
•การติดฉลากสิ่งแวดล้อม/ฉลากลดคาร์บอนบนผลิตภัณฑ์
ข้อสังเกต ข้อควรระวังมาตรการทางสังคม
•นำมาใช้ง่าย มีความเป็นไปได้ทางการเมืองสูง
•การเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นอย่างช้าๆ (เพราะเป็นการดำเนินการเชิงสมัครใจ)
•ต้องมีเกณฑ์ที่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบได้และควรผลักดันให้พัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
•มาตรการบางอย่าง ต้องอาศัยแรงสนับสนุน (ความตระหนัก) ของผู้บริโภค/ประชาชน (ฉลากเขียว, ฉลากลดคาร์บอน, เปิดเผยข้อมูลระดับมลพิษ) (ทำดีแต่ขายไม่ดี, คนส่วนใหญ่ไม่สนใจ ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม)
•การให้สิทธิประโยชน์เป็นแรงจูงใจ อาจซ้ำซ้อน ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางการแข่งขัน
5. ข้อเสนอแนะการใช้เครื่องมือ กลไกปรับเปลี่ยนสู่วิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
1. ใช้เครื่องมือแบบผสมผสาน (policy/instrument mix)
oกรณีกล่องโฟมบรรจุอาหาร
oรณรงค์อย่างเดียว ไม่ได้ผล
oผลักดันสองทาง
•สร้างจิตสำนึกเยาวชน (การศึกษา, ปฏิบัติจริง)
•ใช้ทั้งมาตรการบังคับและจูงใจกับประชาชนทั่วไป เริ่มจากผู้บริโภคระดับองค์กร (green procurement)
- ห้ามร้านค้าในองค์กร ใช้โฟม EPS บรรจุอาหาร
- สนับสนุนทางเลือก บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้
- บวกเพิ่มได้ 1-2 บาท
- ลดค่าเช่าที่ให้
2. การสื่อสารและทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (เรื่องพื้นฐานที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม knowledge & awareness ไม่เกิด)
•ภายในกรม: ผู้บริหาร, เจ้าหน้าที่
•ภายในกระทรวง: สผ., คพ., สส.
•ระหว่างกระทรวง*(ไม่อาจอาศัยกลไกที่เป็นทางการ "คณะกรรมการ" เพียงอย่างเดียว) :คพ. – กรอ. – กรมอนามัย
•ส่วนกลางกับท้องถิ่น
•ส่วนกลาง ภาคเอกชน ท้องถิ่น ภาควิชาการ
3. การสร้างเครือข่ายนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม – จัดทำชุดความรู้ ข้อเสนอปฏิรูป สื่อสารสาธารณะ ต.ย. หลักสูตร Economics of Climate Change
ดร.ฉัตรชัย อินต๊ะทา
สังคมเราต้องการการกระตุ้นจากภาคส่วนต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย โครงการสร้างองค์กรต่าง ๆ ต้องได้รับการประสานงานเพิ่มเติมต่อไป
ร่วมแสดงความคิดเห็น
1. จาก สนง.นโยบายและแผน กระทรวงคมนาคม ได้กล่าวถึงสิ่งแวดล้อมที่พูดถึงนั้นได้นำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันใช่หรือไม่ นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ออกมานั้นกระทบกับประชาชนหรือไม่ เพราะเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลา ยกตัวอย่างกระทรวงคมนาคมได้มีการจัดทำแผน 10 ปี เพราะว่าเรื่องการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไม่สามารถสร้างเสร็จภายใน 5 ปี เนื่องจากต้องมีการศึกษาเรื่องการรับรู้ประชาชน ผลกระทบ ฯลฯเช่นเดียวกับด้านสิ่งแวดล้อม ที่กระทรวงทรัพย์ฯ วางแผน จึงอยากให้มองในระยะยาวคือ 10 ปีด้วย
ประชาชน รัฐบาล ผู้ประกอบการ ทุกคนต้องมองที่ Growth ของประเทศ แล้วให้หันมาดูปัญหาสิ่งแวดล้อมของไทย ควรต้องวางแผนให้มีความชัดเจนว่าอีก 10 ปีจะเป็นอย่างไร
2. จากสำนักงานจราจรเรื่องนโยบายและเครื่องมือที่กล่าวมาดีแล้ว แต่ในเรื่องจิตสำนึกยังขาด 3 ส่วน เพราะ
1) สังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์อย่างพื้นที่ต่าง ๆ มีปริมาณให้ใช้เพียงพอหรือไม่ซึ่งถ้าไม่พออาจเกิดการแก่งแย่งในพื้นที่ เนื่องจากยินยอมให้คนอื่นมาใช้พื้นที่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลเสียด้านสิ่งแวดล้อมตามมา
2) หน่วยงานภาครัฐ สนับสนุนทุกอย่าง ประชาชนไม่มีความรู้สึกต้องจ่ายเงินเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม
3) คนไทยยังไม่เจอจุดวิกฤต เช่น ถ้าทางรัฐปล่อยให้เน่าเสียจะเกิดอะไรขึ้น ประชาชนอาจคิดว่าต้องมีการจ้างรถเอกชนมาขนขยะ ซึ่งอาจต้องจ่ายเงินราคาสูง ก็สามารถทำให้คนตระหนักในการดูแลสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเนื่องจากต้องจ่ายเงินเพื่อดูแล
3. เป็นทูตตาวิเศษรุ่นแรก ทำงานมา 24 ปี โครงการตาวิเศษเป็นที่สนใจได้เพราะกรุงเทพฯ ในช่วงนั้นเป็นเมืองที่ติดอันดับขยะเยอะที่สุดในโลก คนในกทม.จึงอยากลบภาพลักษณ์ที่ไม่ดีทางด้านนี้ ประกอบกับการโฆษณาตาวิเศษจำนวนมาก
การสร้างจิตสำนึกมีหลายมาตรการ
- ช่องทางการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อมยังขาดข้อมูลเรื่องเศรษฐกิจ สังคม กับสิ่งแวดล้อม ที่เป็นส่วนสำคัญในการเริ่มต้น และขับเคลื่อนสังคมเราต้องหันกลับมามองที่คุณค่าที่เกิดขึ้นมากกว่ามูลค่าที่ต้องเสียไป
-ในมุมมองอุตสาหกรรม มีคนล็อบบี้ยีส เรื่องภาษีอุตสาหกรรม มีกระบวนการคุมกำเนิดอยู่ แต่ไม่สามารถบังคับใช้ให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้ง ๆ ที่กฎหมายดีมาก
เครื่องมือแรกคือการสร้างความเข้าใจ ทำอย่างไรให้คู่มือถูกต้องและสามารถนำมาใช้ในการปฏิบัติได้จริง ทุกคนสร้างเครื่องมือในการแยกขยะ มีเยอะมากแต่จะเอาอันไหนเป็นตัวหลัก ให้เอาเครื่องมือที่มีอยู่มาใช้อย่างจริงจัง และทำให้สำเร็จ
ตัวอย่างเช่น การเข้าถึงเรื่องการคัดแยกขยะมีการคัดแยกถ่านไฟฉายที่ใช้หมดแล้วจะไปทำอย่างไร สิ่งนี้คือมาตรการง่ายๆ แต่ไม่มีทางออก เช่น ถ่านไฟฉายทุกก้อนเอาไปทิ้งที่ไหน แม้ว่ารวบรวมอย่างดีแล้ว แต่จะเอาไปทิ้งที่ไหน
เอากล่องนมเปลี่ยนเป็นหลังคา อาจให้แต่ละส่วนช่วยด้านสิ่งแวดล้อมก่อนส่งไปที่ศูนย์รีไซเคิลอย่างเดียว อย่างเช่นให้ครัวเรือนเอาน้ำล้างกล่องนม ก่อนนำไปรีไซเคิล ถ้าทุกคนส่งต่อกล่องนมโดยทำความสะอาดกล่องนมตัวเอง จะเป็นการจัดการเพื่อลดปริมาณขยะแล้วส่งต่อเป็นวัตถุดิบอีกทีหนึ่ง
ต้องสร้างความรู้ และความเข้าใจให้ประชาชนทั่วไปด้วยเนื่องจากหลายคนไม่เข้าใจว่ามีเพียงบางสิ่งเท่านั้นที่จะใส่ในโรงคัดแยกได้
สรุปคือ อยากให้เอาสิ่งที่มีอยู่แล้วทำให้สำเร็จ และส่งเสริมให้คนที่ทำดีอยู่แล้วมีแรงและทำต่อ
ดร.ฉัตรชัย อินต๊ะทา
อยากให้ ที่ประชุมได้ลองดูต้นแบบของโครงการตาวิเศษที่ทำสำเร็จ และเรื่องการนำกล่องนมและกล่องโฟมไปล้าง ก่อนคัดแยกขยะ
ทาง สผ. ได้มีการจัดทำแผน 20 ปี มีการบังคับใช้ปี 2540 – 2559 เช่นกัน ขณะนี้อยู่ในช่วงยกร่าง แผนระยะยาว 20 ปี ซึ่งจะถอดเป็นแผนระยะสั้น 4 ปี มี 5 แผน
4. เวลาพูดถึงเรื่องกลไกหรือกระบวนการ หน่วยราชการมักมองถึงสิ่งที่ทำให้เกิดความรุนแรงด้านสิ่งแวดล้อมมากที่สุดคือกลุ่มทุนและส่วนใหญ่ที่ราชการแตะเรื่องสิ่งแวดล้อมจะแตะประเด็นที่ Soft และเย็น เนื่องจากทำงานสบายใจและง่าย แต่การแตะประเด็นที่ร้อนและเป็นประเด็นเร่งด่วน หน่วยราชการจะพยายามเลี่ยง
ตัวอย่างที่ อเมริกา ฯถ้าโรงงานอุตสาหกรรมตั้งขึ้นเขาจะวิเคราะห์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในพื้นที่ได้บ้าง และจะทำการรายงานต่อสาธารณะชนให้ทราบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นดังนั้นสิ่งที่อยากให้กระทรวงทรัพย์ฯ ทำคือการ Check and Balance และให้ชุมชนมีส่วนร่วมทางด้านสิ่งแวดล้อม แต่ที่พบคือชุมชนต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว เช่น กฟผ.จะสร้างโรงไฟฟ้าที่กระบี่ พบว่าชุมชนได้เดินไปหาที่ รมต. กระทรวงท่องเที่ยวฯ เอง ซึ่งผลที่ตามมาก็แค่บอกว่าจะตามเรื่องให้ ซึ่งถ้ากระทรวงทรัพย์ฯ แตะมือกับชุมชนที่เกี่ยวข้องเพื่อดูแลเรื่องวิถีชีวิตในพื้นที่ได้จะดีมากการดูแลมี 3 เรื่องที่ทำได้ คือ
- ช่วยเหลือด้านองค์ความรู้
- การสื่อสารสาธารณะ
- กระบวนการยุติธรรม เวลาสู้จะมีสมาคมโลกร้อน ฟ้องศาลปกครอง แต่อยากให้หน่วยงานรัฐไปช่วยชุมชนที่จะต่อสู้ให้มากขึ้น
อาจารย์ทำนอง ดาศรีได้กล่าวถึงสิ่งที่ต้องทำคือต้อง Quick win และอยากให้มีอนุกรรมการด้านสิ่งแวดล้อมด้วย และควรมีการทำวิจัยประกบไปด้วย
คุณสาวิตรี ศรีสุข
สิ่งที่กรมฯ ทำงานได้คือการเรียนรู้มากมายที่มาจากชุมชน ได้พบปะชุมชนหลายพื้นที่ สิ่งหนึ่งคือองค์ความรู้ไม่ได้ถูกยอมรับอย่างเป็นทางการนี่เป็นประเด็นสำคัญในการสร้างกลไกการมีส่วนร่วม ดังนั้นจะทำอย่างไรให้องค์ความรู้ในชุมชนเข้ามาอยู่ในกระบวนการจัดการของประเทศด้วย
การจัดการสิ่งแวดล้อมนอกจากเริ่มต้นจากตัวเราแล้วต้องมีการรวมพลังทางสังคมที่สามารถผลักดันบางเรื่องได้ด้วยเนื่องจากปัจจุบันมีปัญหามากมายที่ต้องแก้ไขกลไกทางสังคมอย่างเดียวไม่พอ ต้องใช้กฎหมายมาด้วยบางพื้นที่สามารถใช้กฎหมายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ได้ เช่น คุณสมชาย เป็นผู้ว่าฯ นายกเทศมนตรี สามารถสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้โดยเน้นการเรียนรู้ร่วมกันในชุมชน มีกลไกเครื่องมือที่ใช้ให้เกิดประโยชน์อยู่ในพื้นที่ด้วย ไม่ใช่ออกมาตรการให้เสร็จเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างให้เกิดความเป็นธรรมและประโยชน์กับชุมชนได้อย่างแท้จริง
ตลอดระยะเวลา 30 ปีของการทำงานในการสร้างจิตสำนึก คิดว่าพื้นที่ที่ควรให้ความสำคัญ คือคนที่ทำงานในองค์กรต่าง ๆ จะสามารถดึงมาเป็นพันธมิตรได้อย่างไร ไม่ใช่การทำงานที่มุ่งไปที่ภาครัฐอย่างเดียวต้องดึงหลายภาคส่วนมาด้วย ให้สามารถบอกได้ว่าสังคมไทยควรไปทิศทางไหนเพื่อเป็นประโยชน์ของประเทศชาติ
ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี
ได้อยู่ในยุคตาวิเศษเช่นเดียวกัน คิดว่าโครงการตาวิเศษเป็นสิ่งที่ช่วยในการสร้างจิตสำนึกจริง อยากให้ปลูกฝังตั้งแต่เยาวชน ให้มองว่าเป็นหน้าที่ของเราทุกคน ทั้งระดับ ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย
การประชุมกลุ่มย่อย เพื่อระดมความคิดเห็นเชิงลึกต่อการใช้เครื่องมือและกลไกที่สำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อการปรับเปลี่ยนสู่วิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ดำเนินรายการโดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
นอกจากให้ความเห็นว่าแผน 5 ปีควรจะเป็นอย่างไรอยากให้คำนึงถึงการวางแผนร่วมกัน ทำอะไรบ้างที่มีความแตกต่างแต่มีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ ควรให้มีการ Debate ว่าจะมีอะไรบ้างก่อนที่จะร่างสู่แผนที่ 12
การร่างแผนต้องคิดถึง End ด้วยว่าสามารถทำให้เกิดความเป็นรูปธรรมได้หรือไม่ ต้องเน้นเรื่องความต่อเนื่อง ต่อเนื่อง และต่อเนื่อง
อยากให้การถกเถียงกันในวันนี้ นอกจากเป็นการให้ข้อมูลจากหน่วยราชการต่าง ๆ แล้ว อยากให้แต่ละคนการคิดแบบ Creativity หรือ Innovation ที่ทำให้เกิดมูลค่าจริง ๆ อย่าง Value Added , Value Creation , Value Diversity คือนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง
ครั้งแรกเป็นการประชุม 120 คน ได้แบ่งให้ทำ Workshop กลุ่มละ 2 ชั่วโมง และนำเสนอ แต่ละกลุ่มได้มีเวลา Workshop และนำเสนอComment ค่อนข้างมาก มี 7 กลุ่ม ใครสนใจ Search ไป Chiraacademy.com ได้ ในการประชุมครั้งนั้น ได้เสนอทฤษฎี 2 R's คือ เวลาทำอะไรเกี่ยวกับแผน ต้องให้ทันต่อเหตุการณ์ สถานการณ์ข้างนอกและข้างในเป็นอย่างไร อย่ากระจายมากเกินไป อะไรที่ Relevance กับแผน และควรเน้นเรื่องการจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ การประชุมในครั้งที่ 1 ดีตรงที่ได้ทำ SWOT Analysis คือมีทั้งข้อดี ข้อเสียพบว่าเราเก่ง External Environment แต่เราอ่อนแอใน Internal Environment อ่อนเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์ เรื่อง Silo Base เรื่องการทำงานร่วมกัน เรื่อง Capacity Buildingดังนั้น เส้นทางที่เดินต้องหันมาดูว่า Capacity ทำได้หรือไม่
ครั้งที่ 2 เราพูดเรื่องหุ้นส่วน อะไรเป็นจุดอ่อนราชการต้องไปเติม คนต้องมี Honors , Mutual Respect, Trust คนที่อยู่ในราชการต้องปรับตัว ปรับ Mindset และต้องทำให้เป็น Professional ต้องทำตัวเป็นมาตรฐานสากล ต้องมีภาวะผู้นำ ต้องมีทุนทางจริยธรรม ความโปร่งใส ธรรมาภิบาล
วิธีการทำงานของกระทรวงทรัพย์ฯ ยังขาดทฤษฎี 3 ต คือต่อเนื่อง ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง อยากให้ทุกคนมีอารมณ์ในการปะทะกันทางปัญญาเพื่อให้เกิดพลังขึ้นมา
ศักยภาพมนุษย์อยู่ข้างใน เราต้องเค้นศักยภาพออกมา
ต้องให้เขาเป็น Eco Partner
ครั้งที่ 3 เน้นเรื่องขยะการประชุมเรื่องขยะ มีการหารือกันมาก เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ มีการพูดเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มาก การร่างแผนอย่าดาวกระจาย ต้องมียุทธศาสตร์ อุปสรรคจะแก้อย่างไร และใครเป็นคนทำ ตัวละครมีใครบ้าง และใครจัดการ Network อันนี้
Execution หมายถึง ในแผนใหม่ ประเด็นที่ตกลงกัน ควรมีโปรเจคบางตัวระดับ Micro ที่สามารถเสนอได้ ข้าราชการไม่มีความสามารถในการเอาชนะอุปสรรคมหาศาล ต้องวางตัวละครที่พร้อมที่สามารถเอาชนะอุปสรรคร่วมกันเป็น Ladder Theory
ก่อนจบบ่ายสามให้เน้นที่ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสังคมการเรียนรู้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำยากที่สุด ควรเน้นเรื่องการปะทะกันทางปัญญา
อาจารย์ทำนอง ดาศรี ได้กล่าวถึงประเด็นในวันนี้คือ
1. เครื่องมือหรือกลไกที่มีอยู่มีอะไรบ้าง
2. อุปสรรคมีอะไรบ้าง
3. จะแก้ไขอย่างไร
ร่วมแสดงความคิดเห็น
1. จากสำนักงานกองทุน ได้กล่าวถึงการมองด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหมดนั้นมองสิ่งแวดล้อมโดด ๆ หรือไม่ อยากให้สิ่งแวดล้อมไปเชื่อมโยงกับสุขภาพ และเศรษฐกิจด้วย จะช่วยทำให้คนมีส่วนร่วมมากขึ้น
- การบังคับใช้กฎหมาย เรื่องการทิ้งขยะ เป็นการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ควรสร้างจิตสำนึกไปด้วย การมองสิ่งแวดล้อมอย่างเดียวจะลำบาก
- เรื่อง Partnership และหุ้นส่วน สนับสนุนให้ท้องถิ่นทำงานเรื่องสุขภาวะ สิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นหนึ่ง หลายท้องถิ่นที่สำเร็จ จะไม่มีขยะหน้าบ้าน เลยมีการแยกขยะเปียก โดยมีถังหมักในบ้านและจะเอาไปวางหน้าบ้านเฉพาะตอนรถขนขยะมา สิ่งที่อยากให้หน่วยงานรัฐสนับสนุนคือการให้แต่ละส่วนสามารถนำไปทำเองได้
- ความรู้ในการจัดการขยะ จะแบ่งแยกอย่างไรให้ชาวบ้านรู้ ถังขยะที่ออกแบบมีหลายแบบมาก ทำแบบเดียวได้หรือไม่ ถ้าทุกที่ใช้แบบเดียวกันหมดเป็นการสร้างการเรียนรู้ไปด้วย
- ในช่วง 2-3 ทศวรรษ คนตื่นตัวมากขึ้น อยากให้สนใจอย่างนี้จะทำอย่างไร
2. เครื่องมือกลไกที่มีอยู่มีอะไรบ้าง ถ้าพูดถึงแผน 6 ปี ต้องมองไปที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย
- เรื่องสิทธิเสรีภาพ หมายถึงมีข้อพันธะในเรื่องกฎหมายที่รัฐต้องทำและประชาชนเรียกร้องได้
- สิทธิในการรับฟังข่าวสาร เน้นเรื่องการเข้าถึงข้อมูลและข่าวสาร
- สิทธิชุมชนที่โยงกับสิ่งแวดล้อม ชุมชนมีส่วนร่วมฟื้นฟูและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กิจกรรมใดที่มีผลกระทบอย่างรุนแรงต้องประเมินเรื่องสิ่งแวดล้อม จะต้องดำเนินการอย่างเป็นอิสระการประเมินเรื่องผลกระทบทางด้านยุทธศาสตร์ หรือ SIA เป็นร่างที่คณะกรรมการยกร่างคิดอยู่ว่าจะทำ
- การปฏิรูปมีในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ต้องมีกลไกการปฏิรูปที่ต้องมีเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่ในนั้น มีคณะกรรมการสมัชชาพลเมืองเรื่องการปฏิรูป และในพื้นที่ ดังนั้น บทบาทกระทรวงทรัพย์ ฯ ที่ดูแลรักษามีแน่นอน ขึ้นอยู่กับการพิจารณาและการเปลี่ยนแปลงเจรจาต่อรอง
ตัวภูมิทัศน์มีกลไกใหม่ ๆ พอสมควร มีกลไกในการเสนอการปฏิรูปโดยเอามาตรการทางเศรษฐศาสตร์มาแค่ไหน และจะปรับใช้อย่างไรให้ดูที่กลไกการปฏิรูปด้วย
ข้อเสนอคืออะไร โดยส่วนบุคคล อยากเห็น Mission หรือพันธกิจที่เป็นเหมือนหน่วยงานที่เข้มแข็งในการดูแลสิ่งแวดล้อม ถ้าพันธกิจเห็นชัด บทบาทใน 5-6 ปีข้างหน้าเข้มแข็งและเป็นหลักได้จะทำให้สังคมมีอนาคต
3. การทำงานสิ่งแวดล้อมจะเชื่อมไปที่ส่วนเศรษฐกิจของกรมฯ ด้วยแต่ทรัพยากรธรรมชาตินับวันเริ่มเสื่อมโทรมลงเรื่อย ๆ สิ่งที่ทำไปสร้างความเสียหายอย่างไร สังคมโลกให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงควรเชื่อมไปกับสังคมและเศรษฐกิจด้วย พยายามนำทรัพยากรธรรมชาติไปผูกกับเศรษฐกิจ กับสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมกับสังคมได้เช่นเดียวกัน
4. จากสภาพัฒน์ ฯ ในฐานะที่ทำแผนใหญ่ เรื่องปัญหาน่าจะเป็นเรื่องการขับเคลื่อนให้ประสบความสำเร็จ ทางด้านสิ่งแวดล้อมที่สภาพัฒน์ฯ พบว่า
- มีการแทรกแซงทางการเมืองซึ่งมีอิทธิพลกับนโยบายของเราทำให้ควบคุมได้ยาก
- ภาครัฐใช้เครื่องมือกลไกบริหารจัดการแบบแยกส่วนจึงทำให้เกิดความซ้ำซ้อน แต่ปัจจุบันเริ่มมีงบบูรณาการแล้วจึงอาจแก้ไขได้ในระดับหนึ่ง
- กฎหมายมีจำนวนมาก การใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ก็มีอิทธิพลเหมือนกัน
ประชาชน มีการ Survey ว่าหลักเศรษฐศาสตร์มีเครื่องมือที่ช่วยเรื่องจิตสำนึกหรือไม่พบว่าคนมีความยินดีที่จะจ่ายเพื่อช่วยสิ่งแวดล้อมแต่ปัญหาคือไม่มีความสามารถในการจ่าย ทุกคนอยากจ่ายหมด แต่ไม่มีเงินจ่ายด้านการประปามีต้นทุน ถ้าจะผนวกกับน้ำดีก็มีต้นทุนเช่นกันการเก็บเงินค่าสิ่งแวดล้อม จึงควรคิดให้ดี เพราะไม่สามารถทำได้ทั้งหมด
การสร้างจิตสำนึกพูดมาหลายแผนแล้วแต่ไม่พร้อม สิ่งที่จะแก้เรื่องจิตสำนึก ผู้นำต้องมีความเข้มแข็ง อะไรเป็นปัจจัยความสำเร็จ หรือความล้มเหลวในการพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมสิ่งที่พบว่าเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมไม่สำเร็จ ปัจจัยอย่างหนึ่งคือรายได้ พบว่าประชาชนจะเป็นห่วงเรื่องปากท้องเป็นเรื่องแรกก่อนถึงค่อยมาดูด้านสิ่งแวดล้อม
สิ่งที่ได้จากการลงพื้นที่ เทศบาลประสบความสำเร็จเกิดจากผู้นำเป็นตัวผลักดันอีกตัวหนึ่งคือกรรมการหมู่บ้าน การสร้างจิตสำนึกตั้งแต่เด็ก ในปัจจุบันต้องยอมรับว่าขยะมีค่า สามารถทำเงินได้เรื่องทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องการจัดการที่ดิน น่าจะเป็นปัญหามากกว่าส่วนเรื่องขยะตามแนวของ คสช. น่าจะจัดการได้
ดร.จีระหงส์ลดารมภ์
สถานการณ์ในการร่างแผนครั้งนี้เน้นปฏิรูป ตราบใดที่รัฐบาลเป็นมืออาชีพไม่เน้นการเลือกตั้งต้องรีบฉกฉวย และหาประเด็นที่เด่นชัด เพราะเข้าไป สปช. หรือ สนช. จะหลายประเด็นมาก
การเข้าอาเซียนครั้งนี้จะช่วย ได้เยอะถ้าเอา Benchmarking ของประเทศในอาเซียน เช่น หลวงพระบางและให้เอาจริงกับผู้นำท้องถิ่นให้มีบทบาทได้ สร้างทุนมนุษย์ที่เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง เช่นความรู้ ทัศนคติ คุณธรรม จริยธรรม ภาวะผู้นำ การมีแผนให้อยู่ที่การนำไปปฏิบัติ อย่าส่งแผนขึ้นหิ้ง
5. สิ่งแวดล้อมเรื่องสุขภาพและเศรษฐกิจ ใน 5 ปีนี้อยากให้เน้นเรื่องการจัดการขยะ และการใช้ขยะ
ก.ทรัพย์ฯ กำลังผลักดันเรื่องค่าจัดการสิ่งแวดล้อมไปด้วย
6. คุณสินชัย กล่าวถึงวิถีชีวิตของเรา พบว่าปัจจุบันมีวิธีในการจัดการสิ่งแวดล้อมเยอะมาก ควรเสนอให้เป็นวิถีที่เป็นโมเดล จากการทำทูตตาวิเศษปี 2533 สร้างเครือข่ายในการดูแลสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ อยากให้คนไทยคิดโมเดลที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันแล้วจัดการประกวด เพราะปัจจุบันโฆษณาเน้นการบริโภค บริโภค และบริโภค อยากให้มองโมเดลแบบโค้ชคือ เช่นคน 1 คน ทิ้งขยะ 1 กก. ต่อวัน แล้วจะช่วยอะไรได้บ้าง อาจมีการคิดต่อยอดคิดรูปแบบ เปลี่ยนวิธีที่คนอื่นบอกแล้วเปลี่ยนเป็นวิถีชีวิตให้ทำเป็นจริงเป็นจัง ให้เป็นวินัย ตัวอย่างเช่น คสช.เปิดเพลงสามัคคีทุกวัน เป็นตัวอย่างที่ดีเพราะเป็นพื้นฐานในสิ่งที่สังคมขาดอยู่
ประชาชนต้องมีความเป็นครู คลัง ช่าง หมอ ให้สอนสิ่งที่เป็นอยู่ให้กับลูกคุณระบบทุนนิยมสอนให้คนทิ้งศักยภาพคนไปเรียนหนังสือความจริงแล้วเราต้องเป็นทุกอย่างให้ได้เช่น คลัง จะจัดการเงินเองอย่างไร จะจัดการ Stock อย่างไรช่าง เรียนรู้ที่จะซ่อมสิ่งของเอง ไม่ใช่ซื้อของใหม่
สรุปคือ ถ้าทุกคนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมหมด แต่จะช่วยดูแลหรือไม่ ทำอย่างไรให้ทุกคนเริ่มที่ตัวเอง
ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ในแผนครั้งนี้ต้องเป็นแผนซึ่งผนึกกำลังของตัวละครแล้วมีคนเข้าไปบริหารจัดการ Network อันนี้คือ Mutual Respect , Quality ,Trust จะทำอย่างไรให้ต่อยอด อยากให้บรรยากาศแบบนี้ Continue
ต้องคิดเป็น วิเคราะห์เป็นและ Concern ในเรื่องนี้
If you have good idea , turn idea into action
ความสำเร็จคือความภูมิใจมหาศาล ให้เปลี่ยนพฤติกรรมของคนในสังคม
7. เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ถ้าโดยสมัครใจภาคเอกชน ประชาชนคนไม่ค่อยอยากจ่าย ภาครัฐจะจัดการอย่างไรคือบริหารจัดการเองหรือออกกฎเป็น Regulator ให้ภาคเอกชนจัดการ โจทย์คือทำอย่างไรให้ภาคเอกชนหรือธุรกิจตระหนักในเรื่องนี้
ต้องสร้างให้อยู่ในห่วงโซ่ของการผลิตสินค้า ให้เอกชนตระหนักในการจ่ายภาษีสิ่งแวดล้อม ทำอย่างไรให้เอกชนตระหนักถึงต้นทุนตรงนี้ อยากให้มีเครื่องมือในการกำหนดกฎระเบียบหรือ Regulation ต่าง ๆ
คุณสาวิตรี ศรีสุข
ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่พบ ต้องไปดูว่าต้นตอคืออะไร ปัญหาเรื่องอุปสรรคผังเมือง และการใช้ที่ดินที่มีประสิทธิภาพ ประชาชนมีปัญหาเรื่องการใช้ทรัพยากรที่ขัดกัน มีการปรับเครื่องมือที่เรียกว่าการประเมินผลยุทธศาสตร์ให้มีการสะท้อนในแผน 5 ปี จะช่วยลดความขัดแย้งในพื้นที่ต้องมีการย้อนไปคุยกันในระดับยุทธศาสตร์ด้วยซึ่งเป็นประเด็นสำคัญหลักใน 5 ปีข้างหน้า
การบังคับใช้กฎหมายและเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ทำไมมีเครื่องมือกลไกมากพอสมควร แต่ปัญหาอุปสรรคเกิดเนื่องจากอะไร คือโครงสร้างองค์กรจำนวนบุคลากรและเทคโนโลยีต่าง ๆควรมีการพิจารณาโครงสร้างองค์กร หรือรูปแบบองค์กรที่รองรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
การจะปรับเป็นอะไรต้องมีการคุยกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะใส่กับข้อมูลองค์กร หรือฐานข้อมูลที่สนับสนุน แต่ประเทศไทยข้อมูลมีปัญหาทุกคนไม่อยากทำข้อมูลแต่อยากใช้ข้อมูล
อยากให้มองในมิติของเอกชน และปรับให้เหมาะสม
การแสดงความคิดเห็นช่วงบ่าย
1. SEA (Strategic Ethical Assessment) ถ้ามองให้ชัดเจน รูปแบบการดำเนินงานเหมือนกับEastern Seaboard ผู้แทนคือรมต.กระทรวงฯ สำรองคือปลัดกระทรวงฯมาปี 2540 เรามองในเรื่องปัญหาการขนส่งจากช่องแคบมะละกาพบว่าต้นทุนการขนส่งสูงมากอีกเรื่องคือการขุดคลองคอดกระ มีเรื่องการทำเขื่อนยกระดับน้ำอยากให้ประเทศไทยเป็น Center ในทะเลสาบสงขลาการเกิดปัญหาร่องน้ำตื้นเขิน อยากให้มีการผนวกกับแผนพัฒนาพลังงาน 20 ปี
เราจะทำเรื่อง Land width เขียน TOR ทำท่าเรือที่ปากปาราและให้ศึกษาโครงการที่ทำร่วมกับที่มาเลเซีย ขนานกับทำท่อแก๊ซที่สงขลา
การขนส่งน้ำมัน ปตท. ถ้าจะส่งผ่านจากตะวันตกที่ช่องแคบมะละกา มาที่ตะวันออกค่าขนส่งสูงกว่าการขนส่งทางรถไฟ
การดูเรื่อง Transport Cost ให้ของบประมาณปี 59ดูว่า SEA มีครบทุกมิติคือ เศรษฐศาสตร์ สังคม สิ่งแวดล้อม
2. คุณกิตติพงศ์จากสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา กำลังทำแผนระดับที่ 12 ในเรื่องแผนอุดมศึกษาปัจจุบันฉบับที่ 11 ที่เปลี่ยนแปลงจากอดีตคือจากที่ให้มหาวิทยาลัยออกแบบหลักสูตรได้ แต่แผนใหม่จะเป็นนโยบายที่ควบคุมมหาวิทยาลัยอีกที เชิญมหาวิทยาลัยประชุม สร้างการเปลี่ยนแปลงให้นักศึกษาและบอร์ด ปรับปรุงหลักสูตร 4-5 ปี ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ อาจให้ปี 1 มีวิชาเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม กองทุนสิ่งแวดล้อม การจัดการสิ่งแวดล้อมแต่ละชุมชนอยากให้ตัวอย่างแต่ละชุมชน ท้องถิ่น ศึกษา เพื่อนำสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ อย่างเช่น ภาคเหนือจะทำอย่างไรให้คนในชุมชนรู้ว่ามีสิ่งแวดล้อมอะไร แล้วเกิดความตระหนักรู้ การทำสิ่งใดก็ตามต้องไม่กระทบกับรายได้ที่มีอยู่ การสร้าง Model ชีวิตประจำวันอาจเสนอให้เป็น Model ในลักษณะครอบครัวเลยได้หรือไม่ เช่น ครูสอนอะไรให้เด็กที่ทำงานมีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ต้องเริ่มที่ตัวเอง และเริ่มจากองค์กรตัวเองด้วยอย่างเช่น วัยรุ่นมี Smart Phone สามารถดึงคนกลุ่มนี้มาสร้างกระแสเพื่อเปลี่ยนวิถีชีวิตของวัยรุ่นได้หรือไม่ อยากให้การศึกษามีหลายรูปแบบจะได้เปลี่ยนวิถีชีวิตได้
3. ตัวแทนจากหอการค้าแห่งประเทศไทย ปัญหาและอุปสรรคน่าจะเป็นในเรื่องการบังคับใช้ ภาพอนาคตอยากให้มีเครื่องมือในการจัดการสิ่งแวดล้อมที่สามารถบังคับใช้ได้
ปี 2020 ควรดูเครื่องมือในการลดก๊าซเรือนกระจก
ควรมีเครื่องมือในลักษณะความร่วมมือ เช่น ตลาดหลักทรัพย์ ต้องทำรายงานเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนมาตรการที่ออกโดยไม่ได้เชิญภาครัฐ จะมีอิทธิพลมากในอนาคต จะมีอิทธิพลให้เอกชนปรับตัวมากกว่าเครื่องมือที่ออกโดยรัฐโดยตรง
ตัวอย่าง ขวดน้ำพลาสติกเมื่อดื่มเสร็จ สามารถหยอดใส่ตู้ไปรษณีย์ สามารถนำไป Recycle ปรับได้ตลอด
การคิดอะไรก็ได้ที่นอกกรอบเพื่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้น
สถาบันวิจัยการคลังพบว่าภาคเอกชนมีความกังวลว่าเงินที่เก็บไปจะบริหารจัดการอย่างไรให้โปร่งใส การเก็บภาษีในอัตราที่เท่ากัน อาจไม่เกิดความยุติธรรม
4. คุณรุ่งนภา จากโครงการ Eco based คุณปิยทิพย์ได้พูดเรื่องการนำแผนมาปรับใช้เรื่องดูแลสิ่งแวดล้อมในชุมชน
ชุมชนจะอยู่ด้วยตนเองและจัดตั้งกองทุนดูแลระบบนิเวศจะทำอย่างไร สภาพัฒน์ฯได้นำแผนไปสู่การลงพื้นที่ แต่เมื่อชุมชนดูว่าแผนไม่ตรงกับเขาอาจทำให้แผนตกไปได้เป็นต้น การสร้างให้ชุมชนหรือท้องถิ่นเข้าใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผ่านมายุทธศาสตร์ทำแผนเกิดจากภาครัฐเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับไม่สามารถนำไปใช้ได้
5. จากสภาหอการค้าเครื่องมือที่นำไปใช้ส่วนใหญ่มักเหวี่ยงแหทั้งหมด เอกชนขนาดใหญ่สามารถเอาเครื่องมือไปเชื่อมโยงในการติดต่อค้าขายให้ได้ข้อได้เปรียบมากขึ้น แต่เอกชนขนาดเล็กอาจอยู่รอดลำบากดังนั้นการออกแบบเครื่องมือควรเน้นการออกแบบแบบที่ไม่เหวี่ยงแหให้ดูว่าเหมาะสมกับประเภทใดบ้างจะทำให้การจัดการงบประมาณที่มีจำกัดมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การสร้างจิตสำนึก ทำเป็นเรื่อง ๆ ในเรื่องที่สำคัญ
การศึกษา การส่งเสริมเรื่องสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญมากน้อยขนาดไหน ต้องสร้างความตระหนักและให้เรียนรู้อย่างจริงจัง ควรให้มีการสอนและวัดผลที่ชัดเจนเพื่อห้เยาวชนเติบโตเป็นเยาวชนที่ดีในอนาคต
ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ขอขอบคุณตัวแทนจากอุดมศึกษา ฝ่ายสผ. ควรเชิญตัวแทนจากอุดมศึกษา และสถาบันการศึกษาด้วยสร้าง Awareness ให้สังคมทั่วไป อยากให้ สผ.คิดเรื่อง กศน. ด้วย
การสร้างให้ทุกคนเรียนรู้ อาจสร้างเป็นหลักสูตรเล็ก ๆ ก็ได้
เรื่อง Social Media คนที่อยู่ในราชการทำอย่างไรถึงได้มี Awareness ด้านนี้
การจัดการเครื่องมือต่าง ๆ ต้องทำอย่างต่อเนื่องและเมื่อมีอุปสรรคต้องทำให้สำเร็จ
6. พบว่ามีหลายหน่วยงานนำเอาโรงเรียนเป็นเป้าหมาย ทางก.ศึกษาธิการ และสพฐ.ได้มีการพูดคุยกันว่ามีช่องทางที่จะเข้าไปได้ เช่นวิชาหน้าที่พลเมืองซึ่งโรงเรียนสามารถนำไปปรับประเด็นการเรียนรู้ได้ด้วย ควรมีการมองเครื่องมือ กลไก และการเปลี่ยนวิธีการสอน
7. เรื่องโรงเรียน โครงการตาวิเศษได้ออกงานกับโรงเรียนเยอะ สิ่งที่ตาวิเศษทำคืออบรมครู และสร้างเครื่องมือให้คุณครูทำไมไม่บูรณาการโปรเจคเป็น 1 โครงการ จะสามารถช่วยผ่อนเบาภาระ และเป็นเครื่องมือในการสอน
8. จากสภาความมั่นคง กลไกและเครื่องมือในการทำให้คนอยู่อย่างไรให้อย่างยั่งยืน ปัญหาการใช้กลไกมาจากปัจจัยภายนอก ตอนเริ่มคิดกลไกออกมานั้นได้มองปัญหาได้ถูกจุดแต่เริ่มหรือมีความละเอียดเพียงพอหรือไม่
เป้าหมายทำอย่างไรให้คนอยู่กับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ต้องให้สิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และเป็นผลประโยชน์ส่วนหนึ่งของชีวิต มีปัญหาและอุปสรรคอย่างไรที่ทำให้การแก้ปัญหาไม่สำเร็จ
1. Self Awareness ทำอย่างไรให้ตัวเองรอดด้านสังคม การขาดความรู้ ตราบใดที่ปากท้องยังไม่กินอิ่มนอนหลับ สิ่งแวดล้อมจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่คิดถึง ควรมีการสร้างการมีส่วนร่วมกับภาครัฐ
2. Self Interest มองว่าสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นผลประโยชน์ส่วนหนึ่งของเขา ต้องทำให้เขามองว่าสิ่งแวดล้อมจะทำให้เขามีกินมีใช้ตลอดชีวิต
3. Awareness /Interest ไทยไม่เคยตกในภาวะคับขัน และสภาพภูมิประเทศ มีส่วนทำให้คนไทยมองทุกอย่างอย่างสบาย สามารถแก้ไขได้
4. การมองเรื่องเศรษฐกิจและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่ใช่ก้อนเดียวกัน ทุกคนต้องมองอะไรที่เห็นผลระยะสั้นมากกว่าระยะยาวต้องปรับทั้งโครงสร้าง
ปัญหาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม อาจไม่มีความรู้เพียงพอ ขาดการประสานงาน และคอรัปชั่นหรือไม่
ภาคเอกชน ต้องมาดูว่าอะไรเป็นตัวสนับสนุนให้ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมคือ Profit ?
NGOs หรือ สถาบันวิจัย ไม่สามารถร้องต่อนโยบายได้สำเร็จ ต้องหาสิ่งที่เขาสามารถทำร่วมกับรัฐบาลได้ ต้องให้ NGOs Support
การมีส่วนร่วมของประชาชน
ประชาชนไม่มีความรู้ด้านวิชาการจึงอาจให้มีการนำกลไกไปเสริมได้
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สำคัญที่สุดเพราะมนุษย์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำอย่างไรให้เกิด Trend Eco Society
คนรุ่นใหม่จะทำอะไรที่เขามีสวนร่วมในการสอดแทรกสิ่งต่าง ๆ
9. พบว่าคนที่มีจิตสำนึกจริง ๆ ไม่อยู่ในพื้นที่ทำให้เขาคิดว่าเขาใช้ไปเรื่อย ๆ ไม่เกิดปัญหา จ่ายภาษีก็จ่ายไป
ดร.จีระเดชดิสกะประกาย
มองว่า สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี เดินกันคนละทาง ถ้าเอาสามสิ่งมารวมกันจะแก้ปัญหาได้ส่วนหนึ่ง
คนจากสิงคโปร์มองว่าทำไมไม่ขุดที่ปากท่อแทนคอคอดกระ
ต้องสอนเด็กควบคู่กับสอนผู้ใหญ่
ปัญหาท้องถิ่นกับส่วนกลางสำคัญ ส่วนกลางควรมองท้องถิ่นให้เยอะๆ คิดสลับไปสลับมา นวัตกรรมอยากให้มีเยอะขึ้นเราจะทำอย่างไรให้เป็นเรื่องเป็นราวเหมือนแต่ก่อน ความโปร่งใสขึ้นกับการเล่าเรื่องให้น่าสนใจให้มีการประชาสัมพันธ์ท้องถิ่นให้เป็นเรื่องเป็นราว
ปัญหาความเจริญขึ้นกับ NGOs เป็นสำคัญต้องมองทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
ประเทศไทยต้องการนักคิดถ้าได้นักวิชาการเอาไปปรับปรุงให้ไปรอดจะดีมาก
10. ทางจักรยาน 8 กม. ระยอง จันทน์ ตราดและท่าอากาศยานเป็น 1ใน 5 เพื่อการออกกำลังกายและนันทนาการแต่ต่อไปจะมีการทำสิ่งแวดล้อมเพื่อการจราจร
คุณวรวุฒิ โตมอญ
เรื่องการใช้เครื่องมือ คำถามคือตอนนี้มีเครื่องมือที่ดีครบถูกต้องแล้วหรือยังเราสังเคราะห์ปัญหาประเทศไทยครบถ้วนสมบูรณ์หรือยัง
การพัฒนาเครื่องมือ การสร้างจิตสำนึกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบุคคล เรามีตัวอย่างแล้วหรือยัง วิธีการที่จะบอกให้คนรุ่นใหม่ รับรู้รับทราบและปฏิบัติ มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่คนรุ่นใหม่ทำ วิธีการสื่อความหมายให้คนรุ่นใหม่ปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมกับสังคมนั้น ๆ มีอะไรบ้าง
เครื่องมือและกลไกที่ใช้ เรื่องที่เกี่ยวกับประเทศไทยและที่เกี่ยวข้องกับนานาชาติ เครื่องมือและกลไกที่นำไปใช้น่าจะมีกระบวนการที่ไม่เหมือนกัน
ด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมมี 2 เรื่องใหญ่คือ เรื่องการป้องกัน และรักษา เครื่องมือและกลไกก็ควรสอดรับกับการป้องกันและการรักษา การแยกแยะที่ทำให้เครื่องมือที่จะใช้ในแต่ละประเภทง่ายขึ้นเหมาะกับแผนระยะสั้นคือปี 60-64
สิ่งที่ทำให้กับสังคมคือมาตรฐานสอดรับกับสังคมไทยหรือไม่
การพูดถึงประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ เวลาวิเคราะห์ปัญหาการออกแบบประเทศ ทำไมมาเลเซียมีเลนส์มอเตอร์ไซด์ มาตรฐานการสร้างถนนในแบบไทยควรมีเลนส์สำหรับมอเตอร์ไซด์หรือไม่
การนำองค์ความรู้ที่มีอยู่เปลี่ยนเป็นสาระงานอาจมีการ Sub Contract ไปให้ภาคเอกชนทำ ที่ผ่านมาไทยแบ่งแยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นส่วนตัว และสาธารณะจะผสมกันไม่มีความชัดเจน และเมื่อไหร่ที่เห็นว่าเป็นสาธารณะจะมองว่าเป็นของภาครัฐ จึงไม่ได้มีการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพย์สินส่วนกลาง ไม่ได้สร้างชุมชนรุ่นใหม่ให้มีจิตสาธารณะฝากประเด็นเรื่องสาธารณะและการเป็นเจ้าของอยากให้มีการทบทวน
ด้านการคมนาคม มีความชัดเจน กำหนดให้รถช้าชิดซ้าย ทางแก้ปัญหาคือตัดเวทีตำรวจ
ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี
จะทำอะไรให้ถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยสอดแทรกประเด็นเรื่องสาธารณะ SEA มีปัญหาเรื้อรังคือความไม่เข้าใจกันระหว่างภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น NGOs ที่ยากในการทำงานได้
มีข้อเสนอว่าต้องมีหน่วยงานเจ้าภาพเป็นหน่วยงานกลางทำ SEA ได้ มีการเอาข้อมูลวิชาการมามองให้รอบด้าน
ประชาชน จิตสำนึก แก้ยาก บางครั้งถ้าแยกคนในสังคมเป็นกลุ่มต่างหาก และผลักดันให้คนมี Potential ก่อนทำก็จะสามารถทำได้ง่ายขึ้น
ดร.จีระหงส์ลดารมภ์
โจทย์แรกคือฟัง Stakeholder ต่าง ๆ เห็นว่า 4 ครั้งเห็นชัดว่าถ้าทำแบบเดิมจะตอบโจทย์ได้ต้องถามว่าเราเกิดมาเราทำไปเพื่ออะไร มีเป้าหมาย Purpose , Progress อย่างไร แผนชาติ 5 ปี แผนกระทรวงทรัพย์ ฯ ก็ต้องมี ให้เอาแผนเหล่านั้นไปปฏิบัติและเลือกอะไรที่ Relevance ตรงกับสถานการณ์ที่แท้จริง
สิ่งแรกที่เห็นชัดคืออย่าทำทุกเรื่อง เราควรจะเลือกอะไรบ้าง อย่าทำเรื่องที่แคบ ๆ ให้กระเด้งไปที่สุขภาพ เศรษฐกิจ สังคมด้วยดีหรือไม่
บทบาทของชุมชนตั้งแต่ประชาชน อบต. อบจ. เทศบาล ถ้าเอาจริงอะไรที่ทำดีอยู่แล้วก็สนับสนุนต่อไป มีอะไรที่สามารถทำเป็นคลัสเตอร์ ได้
ครั้งแรกทำเรื่อง SWOTครั้งที่สองเน้นเรื่อง Partnership ครั้งที่สามเน้นเรื่องขยะ มาครั้งนี้เรื่องกลไก
อาจารย์ทำนอง ดาศรี
เครื่องมือต้องมีการแก้ไขสังคม จะมีการลงโทษอย่างไรกฎหมายอย่างเดียวไม่เพียงพอเรื่องการบริหารจัดการยังไม่เพียงพอ
การสร้างแรงจูงใจ
การประชาสัมพันธ์ ทำไมไม่มีเรื่อง Social Marketing เรื่องการพัฒนาคน มีหลายระบบ มีครู ช่าง การออกแบบคนให้ชัดเจนว่าควรให้คนมีหน้าตาอย่างไร
เรื่องเด็กต้องทุกชั้น ทุกระดับให้ทุกระดับเดินไปในทิศทางเดียวกัน
การพัฒนาคนต้องต่อเนื่อง ต่อเนื่องและต่อเนื่อง
มาตรการเรื่องเทคโนโลยี ต้องทำอย่างไร
นวัตกรรม ยังไม่ชัดเจน จะทำอย่างไร การร่วมกันให้ข้อมูล มีส่วนร่วมต่าง ๆ
ผอ.ธัญชนิต ตัณฑ์ศรีสุโรจน์
ที่ประชุมในวันนี้พบว่านโยบาย แผนมาตรการต่าง ๆ ยังมีที่ไม่ถูกหยิบไปใช้ให้เกิดมีประสิทธิภาพ ทำอย่างไรที่จะอุดช่องว่างและให้เกิดประสิทธิภาพขึ้น ทำอย่างไรปรับวิถีชีวิตตนเอง
ทำไมไม่ทำโครงการเล็ก ๆ ขึ้นมาก่อน แผนไม่ถูกขับเคลื่อนจะทำอย่างไร ให้เอาโครงการเล็ก ๆ เป็นต้นแบบดีหรือไม่และขับเคลื่อนให้เห็นผลต้องกลับไปนั่งคิด วิเคราะห์ และสังเคราะห์
ผมมีโอกาสได้ร่วมงานกับกลุ่มนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มา 4 ครั้ง เพื่อรับฟังความคิดเห็นเพื่อร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ดังนี้
ครั้งที่ 2: 6 กุมภาพันธ์ 2558 การประชุมกลุ่มย่อย ด้านทรัพยากรธรรมชาติเรื่อง ความเป็นหุ่นส่วนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ในช่วงปี พ.ศ. 2560-2564
อ่านต่อได้ที่:https://www.gotoknow.org/posts/585582
ครั้งที่ 3: 9 กุมภาพันธ์ 2558 การประชุมกลุ่มย่อย ด้านสิ่งแวดล้อม เรื่อง การจัดการขยะสู่เส้นทางความยั่งยืน เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ในช่วงปี พ.ศ. 2560-2564
อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/585583
ครั้งที่ 4: 16 กุมภาพันธ์ 2558 การประชุมกลุ่มย่อย ด้านเครื่องมือและกลไกที่สำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ความท้าทายสู่วิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดทำประเด็นยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ในช่วงปี พ.ศ. 2560-2564
อ่านต่อได้ที่:https://www.gotoknow.org/posts/586194
ได้พบข้าราชการของกระทรวงทรัพย์และกระทรวงอื่นๆ กว่า 200 คน
บางคนมาต่อเนื่อง 3 ครั้ง มีนักวิชาการและนักธุรกิจไม่มากนัก เจ้าหน้าที่กทม.มาบ้างแต่ไม่ครบ กลัวว่าการทำทั้ง 4 ครั้ง จะมีข้อมูลที่มีประโยชน์แต่ไม่สามารถไปสู่การปฏิบัติได้ และประโยชน์ต่อประเทศชาติไม่มากนัก
เน้นไปที่หน่วยงานในกรุงเทพฯเป็นหลักซึ่งน่าจะเน้นต่างจังหวัดมากหน่อยแต่หวังว่าจะได้กระจายไปต่างจังหวัดทุกๆภาคที่หลัง แต่ควรจะมีการแลกเปลี่ยนระหว่างส่วนกลางและต่างจังหวัดในเวทีที่กรุงเทพด้วย
ได้เห็นว่ากระทรวงทรัพย์เป็นกระทรวงที่สำคัญมาก การนำไปปฏิบัติให้ได้ผลโดยเน้นให้เอาชนะอุปสรรคต่างๆที่มีมากมาย จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
จุดแรกที่ได้เห็นก็คือข้าราชการกระทรวงทรัพย์ มี Technical Skill ลักษณะเป็น Science based สูง รู้เรื่องวิทยาศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมดีมาก
ดูแลเรื่องป่าไม้ ทรัพยากรทางทะเล และรักษาส่งเสริมให้ประเทศเป็นสังคมสีเขียว ซึ่งเป็นหน้าที่หลักแต่ทำสำเร็จ แต่เมื่อมีโอกาสได้สัมผัสก็เลยรู้ว่า กระทรวงนี้มีภารกิจมากแต่ขาดการบริหารจัดการ
การบริหารความหลากหลายและขาดภาวะผู้นำ ขาดการบูรณาการของศาสตร์และขาดการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานกันเอง (Silo) ขาดการเรียนรู้เพื่อจัดการกับการเปลี่ยนแปลง
ขาดการค้นหาตนเองและเพิ่มศักยภาพขององค์กร มองช่องว่าง Gap ไม่ออก เช่น การทำ SWOTวันแรก เน้นเฉพาะ External environment แต่ไม่ได้ดู Internal environment คือ เข้าใจ What แต่ไม่เข้าใจ Why หรือ Why not กระทรวงไม่ใช่มหาวิทยาลัย จึงจะต้องเน้นการทำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้ได้ผลเรื่องการมีมาตราการต่างๆที่จะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด น่าจะเป็นจุดแตกต่างของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 เพราะ ช่วงร่างยังปราศจากนักการเมืองอาชีพยังไม่มีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน มีบรรยากาศเรื่องการปฏิรูป แต่ที่สำคัญข้าราชการของกระทรวงจะต้องเข้าใจว่าหน้าที่ ที่สำคัญคือ สร้าง Trust หรือศรัทธาให้แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า ได้แก่
และมีการหยิบยกความหุ้นส่วนระหว่างตัวละครต่างๆ สิ่งที่ต้องทำให้ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง และต่อเนื่อง และกัดไม่ปล่อย เพื่อให้เกิดความสำเร็จซึ่งอาจจะต้องอดทนและเข้าใจในวิธีการต่างๆ โดยสร้างกลุ่มตัวละครเหล่านั้นให้ทำให้ได้ผลสูงสุด ซึ่งอาจจะขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้
การขยายผลต่อเนื่อง เช่น
ส่วนใหญ่ระดับ Macro คือ แผน 12 ของสภาพัฒน์ฯ ก็ต้องเดิน แต่แผนย่อยของกระทรวงต้องมี เพื่อให้เกิดความสำเร็จ แต่ Mindset ของข้าราชาการต้องปรับให้รองรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างศรัทธา (Trust) และ ข้าราชการมีตำแหน่ง แต่ต้องมีผลงานด้วย