เก็บตกวิทยากร (21) : เทา-งามสัมพันธ์ (ปฐมนิเทศในแบบฉบับ "รู้ตัวตน")

ผมไม่ได้บอกนิสิตว่า "เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม" เพราะวาทกรรมนั้นเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ว่า "ชุมชนเป็นห้องเรียน" อย่างชัดแจ้งอยู่แล้ว แต่ถามทักกับนิสิตว่า "ถ้าต้องเล่าความเป็นมหาวิทยาลัยมหาสารคามให้คนอื่นฟัง-นิสิตจะเล่าเรื่องอะไร" ผมตั้งประเด็นเช่นนั้น เพราะต้องการกระตุ้นให้นิสิตได้ทบทวน "ตัวตนของตนเอง" ทบทวนว่ารู้จักตัวเองแค่ไหน รู้จักมหาวิทยาลัยฯ แค่ไหน รู้วาระแห่งการเรียนรู้แค่ไหน

บันทึกนี้ ผมคงจะไม่พูดว่า "การปฐมนิเทศ" คือกระบวนการที่ยึดโยงกับระบบ PDCA อย่างไร และคงไม่พูดในทำนองว่า การปฐมนิเทศคือการนำนิสิตมารับฟังกฎกติกาข้อบังคับว่าด้วยการเข้าร่วมกิจกรรมที่กำลัง จะมีขึ้น

ด้วยเหตุที่ผมไม่ชอบนำวาทกรรมอันเป็นตัวชี้วัดใดๆ มาพูด หรือสื่อสารแบบตรงไปตรงมา แต่ถ้าจำต้องรับบทบาทหน้าที่เหล่านั้น ก็จะพยายามสื่อสารเนียนๆ ผ่านกระบวนการที่ต้องรับผิดชอบ

ในเวทีปฐมนิเทศนิสิตที่จะเข้าร่วมโครงการเทา-งามสัมพันธ์ ครั้งที่ ๑๘ เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๘ ก็เป็นไปในทำนองนั้น โดยที่ผมได้รับการเรียนเชิญไปช่วยทำหน้าที่เป็นวิทยากร-

แน่นอนว่าคนประเภทผม ไม่ใช่ทำงานตามตัวชี้วัด และคนประเภทผม ไม่ใช่คนที่จะบอก หรือสั่ง หรือสอนใครตรงๆ เสียทั้งหมด แต่มักทำตัวบ้าบอชอบซ่อน "มีด-กระบี่" ไว้ด้วยเสมอ





ผมเป็นใคร ?

งานครั้งนี้ ผมไม่พูด หรือฝากกับผู้ประสานงานอย่างตรงไปตรงมาว่าต้องให้จัดเตรียมอะไรให้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องที่เกี่ยวข้อง เพียงเพราะต้องการชั่งวัด/ประเมินผู้รับผิดชอบว่า "คิดอะไรแค่ไหน" เขาจะออกแบบการเรียนรู้ในครั้งนี้อย่างไร เขาจะคิดหรือเปล่าว่าเวทีดังกล่าว ผมในฐานะวิทยากรต้องใช้อะไรบ้าง เขาต้องเป็นผู้ช่วยฯ ผมหรือไม่

หรือเขามองว่าผมก็คนในองค์กร ไม่ใช่วิทยากร-

และที่สุดแล้ว ก็เป็นดังคาด ผมไม่ได้รับการถามทักว่าต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง ต้องเตรียมสื่ออะไรเป็นพิเศษไหม ต้องอาศัยใครมาช่วยเป็นวิทยากร หรือลูกทีมหรือไม่ !

ผมไม่เครียดหรอกนะครับ เพราะผมเจตนาที่จะซ่อนมีดซ่อนกระบี่ไว้เช่นนั้นจริงๆ ...




ครั้นถึงจังหวะที่ต้องทำหน้าที่เป็นกระบวนกร จึงถือโอกาสหยิกแซวในเรื่องเหล่านี้แบบขำๆ ตามแบบฉบับของผม เพื่อกระตุกต่อมคิดการบริหารจัดการ หรือการโยนคำถามให้ผู้เกี่ยวข้องทุกคนได้ถามทักว่า

  • "เขาเป็นใคร และผมเป็นใคร"
  • หรือกระทั่ง "เขามีทักษะการเป็นนักออกแบบการเรียนรู้แค่ไหน" จะได้รู้ "ต้นทุน" (ตัวตน) ว่ามีอะไรดีพอที่จะหนุนเสริมการเรียนรู้ของนิสิได้บ้าง –

หรือเอากันตรงๆ ก็คือ "มีสภาวะความเป็นโค้ช" กันแค่ไหน และมีสถานะใดในวาทกรรม "นักกิจกรรม-นักกิจการนักศึกษา-นักวิชาการศึกษา"




รู้ตัวตน : มีความหมายใดในเทา-งามสัมพันธ์


ด้วยความที่ว่าไม่ (ค่อย) มีใครประสานงานเรื่องกระบวนการที่ผมต้องขับเคลื่อนว่าอยากได้อะไรบ้าง ผมจึงปรับแต่งกระบวนการหน้างานแบบดิบด่วนผ่าน "บัตรคำ" ผ่านการ "เล่าเรื่อง" หรือกระทั่งผ่าน "คลิป-หนังสั้น" สลับไปมา เพื่อสร้างสรรค์บรรยากาศให้ดูมีชีวิตชีวา

ผมเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามง่ายๆ ประมาณว่า "ในมุมมองของนิสิต โครงการเทา-งามสัมพันธ์คืออะไร"

เบื้องต้น ผมใช้กระบวนการเชื้อเชิญให้แต่ละคนได้ "บอกเล่า" (แสดงคามคิดเห็น) หรือการสื่อสารสาธารณะร่วมกัน ผ่านการ "หยิกแซว หยิกหยอก" เป็นระยะๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการกล้าคิดการสื่อสาร- เสมือนละลายพฤติกรรมในแบบบันเทิงเริงปัญญาไปในตัว ถัดจากนั้น จึงให้แต่ละคนเขียนลงในบัตรคำอีกรอบ –




รู้ตัวตน : ทำไมต้องเทา-งาม (มีหมุดหมายใดในเทา-งาม)

เมื่อผ่านคำถามแรกไปแล้ว ผมก็เปิดประเด็นคำถามใหม่อีกรอบประมาณว่า "ทำไมต้องไปโครงการเทา-งามสัมพันธ์" หรือพูดเป็นภาษากวีหน่อยก็คือ "มีหมุดหมายใดในเทา-งาม" นั่นแหละ

ผมให้ความสำคัญกับคำถามนี้ไม่แพ้คำถามแรก เพราะเป็นการชวนให้แต่ละคนได้ทบทวน "หมุดหมายการเรียนรู้" ของตนเองอีกรอบ

การถามทักในเรื่องหมุดหมายเช่นนี้ จริงๆ ก็คือกระบวนการ BAR : Before Action Review ดีๆ นั่นแหละ เป็นการถามทัก หรือตรวจทานจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ของแต่ละคนในเชิงปัจเจกบุคคล เพื่อให้แต่ละคนได้ทบทวนตนเอง และนำพาเจตนารมณ์ของตนเองมาสื่อสารกับคนรอบข้างให้เข้าใจว่าตนเองกำลังคิดอะไร อยากได้อะไร พร้อมๆ กับการยึดโยงไปสู่การเรียนรู้จุดหมายหลักอันเป็นวัตถุประสงค์โครงการฯ ร่วมกัน

แน่นอนครับ- ไม่มีกระบวนการแปลกใหม่แทรกเสริมเข้ามาในวาระประเด็นคำถามที่สองนี้ ผมยังใช้กระบวนการเดิมอย่างไม่เขินอาย นั่นก็คือ ถามทัก ชวนพูดชวนจา สลับไปมากับการ "โยนไมค์" และจบลงด้วยการให้ขีดเขียนลงในบัตรคำอีกรอบ เพื่อนำไปประมวล และนำกลับมาแจ้ง (ป้อนกลับ) ให้รับรู้ร่วมกัน





รู้ตัวตน : มีความหมายใดใน มมส

ถัดจากนั้น ก็ถึงห้วงเวลาสำคัญ นั่นคือกระบวนการย้ำเน้นถึงแนวทางของการไปสู่การเรียนรู้ในเวที "เทา-งามสัมพันธ์" ครั้งที่ ๑๘ ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นเจ้าภาพฯ

แทนที่ผมจะปฐมนิเทศด้วยการให้แง่คิดเกี่ยวกับแนวทางของการเรียนรู้โดยหยิบประเด็น ๙ ข้อคิดการไปค่าย มาสื่อสาร หรือสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อให้นิสิตได้ตระหนัก หรือมีเครื่องมือในการไปเรียนรู้ ผมกลับหยิบจับเอาแค่ประเด็นเดียวมาทำกระบวนการ นั่นก็คือ "รู้ตัวตนโครงการ"

การรู้ตัวตนโครงการฯ ในมุมของผมไม่มีอะไรซับซ้อนมาก เอาง่ายๆ เลยก็คือ รู้ว่าตนเองจะไปทำอะไร ทำที่ไหน ทำเพราะอะไร ทำอย่างไร เพื่ออะไร ...ฯลฯ

หากแต่ครั้งนี้ผมบิดมุมอันเป็นประเด็นมาเจาะจงอย่างสั้นๆ ว่า "รู้ตัวตนในที่นี้ หมายถึง รู้ว่าตนเองมีอะไรดี"




ผมไม่ได้บอกนิสิตว่า "เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม" เพราะวาทกรรมนั้นเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ว่า "ชุมชนเป็นห้องเรียน" อย่างชัดแจ้งอยู่แล้ว แต่ถามทักกับนิสิตว่า "ถ้าต้องเล่าความเป็นมหาวิทยาลัยมหาสารคามให้คนอื่นฟัง-นิสิตจะเล่าเรื่องอะไร"

ครับ-ผมตั้งประเด็นเช่นนั้น เพราะต้องการกระตุ้นให้นิสิตได้ทบทวน "ตัวตนของตนเอง" ทบทวนว่ารู้จักตัวเองแค่ไหน รู้จักมหาวิทยาลัยฯ แค่ไหน รู้วาระแห่งการเรียนรู้แค่ไหน –

โดยส่วนตัว ผมก็คิดเองนะว่าเป็นคำถามง่ายๆ เป็นคำถามท้าทายราวกับพุ่งหอกลงไปทะลายกำแพงบางอย่าง เป็นคำถามที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนให้เห็นว่า "จริงๆ แล้วนิสิตมีอะไรดีพอที่จะเอาไปแลกเปลี่ยนกับคนอื่น" ดีๆ นั่นเอง

ใช่ – ถ้าไม่รู้ตัวเอง ก็ยากยิ่งไม่ใช่ย่อยที่จะไปเรียนรู้คนอื่น ไม่ต้องรู้ตัวเองมากมาย แต่ก็ขอให้มีทุนบางอย่าง (มีข้อมูลบางอย่าง) ไปแลกเปลี่ยนกับคนอื่น มิใช่กรวงๆ ไปแบบสายลมแสงแดด...

ในอนาคตเมื่อนิสิตเข้าใจ ผมเชื่อว่าเขาจะทำงานในองค์กรต้นสังกัดได้เป็นอย่างดี เพราะนี่คือกระบวนการเรียนรู้ตัวตนของตนเอง

ครับ, นี่คือกระบวนการปฐมนิเทศแบบง่ายๆ แบบบ้านๆ ในแบบฉบับของผม ---



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (0)