๒๓/๑/๒๕๕๘

***************

ลองมาเปรียบเทียบหนูดู

อาหารยอดฮิตของชาวนาอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในช่วงฤดูหนาวคือ "หนู" วันนี้คุณแม่ยายห่อข้าวหนูย่างพร้อมกับแกงผักกาดกวางตุ้งใส่ไก่ ๒ ใส่ปิ่นโตให้ตั้งสองชั้น(ต๊อง) แบ่งกินเช้าบ้าง เอาไว้กลางวันบ้าง สิ่งที่สะดุดตาคือ "หนูย่าง" คุณแม่ตัวซื้อของญาติข้างบ้านที่ไปรับหนูนามาจากบ้านแฟนเขาที่นครสวรรค์ เขาบอกปีนี้ชาวบ้านไม่ได้ทำนาปรัง เลยพากันจับหนูนาขาย ได้หนูที่ลอกหนังครัวล้างสะอาดแล้วมาตั้งหลายกิโล เขานำมาขายให้โลละ ๑๐๐ บาท นำมาย่างเอง คุณแม่ตัวย่างหนึ่งวัน๒ เตา เหมาไป ๖ กิโล เป็นหนูรุ่นลูกตัวไม่ใหญ่นัก

สายนี้พอได้กินหนูเลยนึกถึงพระสูตรที่เคยผ่านตามาสมัยเมื่อเรียนอยู่ ชือสูตรว่า มูสิกาสูตร เป็นการอุปมาเปรียบเทียบบุคคลดั่งหนูหนูเป็นนะครับ ไม่ใช่หนูย่างดั่งภาพ พระพุทธองค์ทรงสอนและกำหนดหนูไว้ ๔ จำพวก คือ

หนูขุดรู แต่ไม่อยู่จำพวก ๑

หนูอยู่ แต่ไม่ขุดรูจำพวก ๑

หนูไม่ขุดรู ไม่อยู่จำพวก ๑

หนูขุดรูด้วย อยู่ด้วยจำพวก ๑

จำพวกแรก เปรียบเข้ากับบุคคลดั่งหนูขุดรู แต่ไม่อยู่ คือ บุคคลที่เล่าเรียนธรรม* แต่ไม่เข้าใจรู้เห็นตามความเป็นจริงว่าสิ่งนี้เป็นทุกข์ สิ่งนี้เหตุให้เกิดทุกข์ สิ่งนี้ความดับทุกข์ และสิ่งนี้คือทางให้ถึงความดับทุกข์

จำพวกที่ ๒ เปรียบเข้ากับบุคคลดั่งหนูอยู่แต่ไม่ขุดรูคือ บุคคลที่รู้เข้าใจและเห็นตามความเป็นจริงว่าสิ่งนี้เป็นทุกข์ สิ่งนี้เหตุให้เกิดทุกข์ สิ่งนี้ความดับทุกข์ และสิ่งนี้คือทางให้ถึงความดับทุกข์ แต่เขาไม่ได้เล่าเรียนธรรม(รู้ด้วยประสบการณ์ชีวิตจริง)

จำพวกที่ ๓เปรียบเข้ากับบุคคลดั่งหนูไม่ขุดรู ไม่อยู่ คือ บุคคลที่ไม่ได้เล่าเรียนธรรม และไม่เข้าใจรู้เห็นตามความเป็นจริงว่าสิ่งนี้เป็นทุกข์ สิ่งนี้เหตุให้เกิดทุกข์ สิ่งนี้ความดับทุกข์ และสิ่งนี้คือทางให้ถึงความดับทุกข์

จำพวกที่ ๔ เปรียบเข้ากับบุคคลดั่งหนูขุดรูด้วย อยู่ด้วยคือ บุคคลที่เล่าเรียนธรรมด้วย ทั้งเข้าใจรู้เห็นตามความเป็นจริงว่าสิ่งนี้เป็นทุกข์ สิ่งนี้เหตุให้เกิดทุกข์ สิ่งนี้ความดับทุกข์ และสิ่งนี้คือทางให้ถึงความดับทุกข์ด้วย

หันกลับมาพิจารณาตนเองอยู่ว่า เราอยู่ในจำพวกไหนนะ น่าจะอยู่ในหนูพวกแรก ที่ชอบศึกษาเรียนรู้ธรรม แต่ไม่เข้าใจโลกเข้าใจชีวิตตามความเป็นจริงว่าสิ่งนี้คือทุกข์ สิ่งนี้คือเหตุให้เกิดทุกข์ สิ่งนี้เป็นความดับทุกข์ และสิ่งนี้คือทางให้ถึงความดับทุกข์ รู้ เข้าใจแต่ทฤษฏี(ปริยัติ) แต่ไม่รู้นำมาปฏิบัติ มักจะปล่อยหรือไหลไปตามกระแสสังคม กระแสกิเลสเสียมาก ไม่สามารถยืนหยัดขัดขืน ฝืนความชอบใจในอารมณ์ ความโกรธ และความหลงได้สักเท่าไหร่เลย ดั่งเพลง ทั้งทั้งที่รู้ นั่นแหละ

การรู้ทันจิตไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องฝึกสติอยู่ตลอด ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่ทิ้งหลักยึดคือ "หนอ" เวลายืนก็ "ยืนหนอ ๆ" สติกำหนดที่รูปยืน เวลาเดินก็ "ขวาย่างหนอ" "ซ้ายย่างหนอ" สติอยู่ที่ "เท้า" เวลานั่งก็ "ยุบหนอ พองหนอ" สติอยู่ที่ท้องหรือลมหายใจเข้า-ออก เวลานอนก็ "นอนหนอ ๆ" สติกำหนดรูปนอน นอนแบบพระปางปรินิพพาน แบบนี้สืบเนื่องกันตลอดถึงจะพอรู้เท่าทัน "จิต" บ้าง ต้องทำบ่อย ๆ ฝึกบ่อย ๆ พอเราห่างเหินการปฏิบัติการฝึกก็จะเข้ารูปแบบ "อัตโนมัติ" ของปุถุชนคนธรรมดาตามเดิมอีก...

ว่าแล้วก็ขอตัวไป "ย่างหนู" ก่อน เอ๊ย!! ไม่ใช่ "ย่างหนอ" ที่วัดสักหน่อยก่อน ไปย่างดูว่า เขาทำกุฏิ ตีแบบชั้นบนกันไปถึงไหนแล้ว พอจะเริ่มโม่ปูนผสมปูนใหม่ได้อีกรึยัง

...

หมายเหตุ

ธรรม* แสดงไว้คือนวังคสัตถุศาสน์(คำสอนของพระศาสดามีองค์เก้า) ประกอบด้วย สุตตะ เคยยะ ไวยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ


ขอบคุณทุกท่านที่สนใจ ขอบคุณโกทูโนว์