เป็นบันทึกต่อของการเข้าร่วมโครงการเวทีประชาเสวนา เรื่อง "สานพลังนักศึกษาเพื่อประเทศไทย" ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการอำนวยการจัดโครงการเวทีประชาเสวนาสานพลังนักศึกษาเพื่อ ปฏิรูปประเทศไทย สภาปฏิรูปแห่งชาติ ในระหว่างวันที่ ๑๙ - ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๗ ณ โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะครับ ท่านสามารถติดตามอ่านตอนที่ ๑ ได้ที่นี้ และตอนที่ ๒ ได้ที่นี้ ครับ
วันนี้กระผมจะเล่าถึงการบรรยายของท่านศาสตราจารย์นายแพทย์วันชัย วัฒนศัพท์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยของแก่น ซึ่งท่านให้เกียรติมาบรรยายในเรื่องของกระบวนการสานเสวนา การร่วมกันหาทางออกในการสานเสวนาด้วยวิธีสันติวิธีและการหาข้อตกลงร่วมกันปราศจากความขัดแย้งครับโดยอาศัย Presentation ของท่านมาประกอบบันทึกนี้ครับ
ในการบรรยายของท่านศาสตราจารย์นายแพทย์วันชัยได้เริ่มต้นให้พวกเราเห็นถึงคำว่า Leadership VS Leadershift ครับซึ่งท่านต้องการนำเสนอถึงความเป็นผู้นำที่จะนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Shift) ต่อกันด้วยกฎ กติกาในการสานเสวนาซึ่งมีกติกาต่างๆ ดังนี้ครับ
- มองอดีตเป็นบทเรียน มองไปข้างหน้า มาฝันร่วมกัน
- "ฟัง" กันอย่างตั้งใจ ไม่ชี้หน้าด่ากัน
- ใช้การระดมสมอง เสนอความคิดแล้ว ยังไม่ติ ตั้งแต่ต้น ให้ทุกคนมีโอกาส ได้แสดงความเห็นให้ได้มากที่สุดก่อน
- หากเห็นต่างให้จดไว้ว่าเห็นต่างเรื่องอะไร หรือถูกพาดพิงเรื่องอะไร รอจนถึง ลำดับที่ผู้ที่เห็นต่างหรือถูกพาดพิงจะต้องพูด ถ้าพูดทันทีจะกลายเป็นดีเบทหรือโต้เถียง ไม่ใช่สานเสวนา
- เห็นต่าง ไม่ต้องเป็นศัตรูกัน
- การตัดสินใจ ใช้ ฉันทามติ ไม่ยกมือ ถ้าไม่จำเป็น
ซึ่งกติกาเหล่านี้เป็นกติกาพื้นฐานสำหรับพวกเราที่ได้เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ เพื่อยึดถือปฏิบัติตลอดเวลาที่เข้าร่วมโครงการและนำไปใช้ในสถานศึกษาของตนครับ
จากนั้นท่านศาสตราจารย์นายแพทย์วันชัยได้บรรยายต่อในเรื่อง "ประชาธิปไตยแห่งการสานเสวนาหาทางออก" มีรายละเอียดโดยสังเขปดังนี้
- มีการเลือกผู้แทน แต่มีการตรวจสอบโดยประชาชนอย่างเคร่งครัด
- มีการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจ แต่ไม่ใช่ แค่ทำประชาพิจารณ์หลังจากตัดสินใจแล้ว ต้องมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น
- การมีส่วนร่วมที่ไม่ใช่เป็นแบบ "ทางการเขาสั่งมาว่า"
- เรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อประชาชน ต้องมา ประชาเสวนาหาทางออก ประชาชนมีสิทธ์ที่จะพูด มีเวทีที่ผู้มีอำนาจและประชาชนจะมาพบกันในเวทีประชาเสวนาและหาทางออกอย่างสม่ำเสมอ
- กระบวนการของประชาธิปไตยแห่งการสานเสวนาหาทางออก จึงเหมือนรวมเอาประชาธิไตยแบบตัวแทนกับ แบบมีส่วนร่วม แต่มีส่วนร่วมในลักษณะกระบวนการ การมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่จะหาทางออกในเรื่องยากๆ ร่วมกัน ใน เวทีที่มีกติกา ตัดสินใจโดยการมองอนาคต มองผลที่ตามมาทั้งข้อดีและผลที่อาจจะเกิดปัญหาตามมา และใช้ ฉันทามติในการตัดสินใจร่วมกัน
ในการหาคำตอบร่วมกันของระบอบประชาธิปไตยนั้นจะมีอยู่ ๒ รูปแบบด้วยกันได้แก่
- Vote-Centric Democracy
ซึ่งหมายความถึงประชาธิปไตยแห่งการออกเสียง ยกมือโหวต รวมถึงการใช้สิทธิในการออกเสียงแบบมีการนับคะแนน - Talk-Centric Democracy
ซึ่งหมายถึงประชาธิปไตยแห่งการสานเสวนา ไม่มการโหวต ไม่มีผู้แพ้หรือผู้ชนะ ทุกท่านจะได้พูดคุยกันและตกลงร่วมกัน
ซึ่งการรวมหาคำตอบแบบ Talk-Centric Democracy นั้นคือการทำงานร่วมกันฝ่าความเห็นที่แตกต่าง สู่การตัดสินใจเรื่องยากๆ (Working Through Dificult Decisions) พวกเราจะมองภาพอนาคตที่อยากจะเห็นด้วยกัน พูดคุยกันโดยบริหารความเห็นที่แตกต่าง จะไม่มีใครใหญ่กว่าใคร ทุกการตัดสินใจคือการตัดสินในร่วมกันครับ
โดยหลักการและวิธีทางปฏิบัติของ Talk-Centric Democracy คือการนั่งล้อมวงพูดคุยกัน ภายในวงเสวนาต้องรับฟังซึ่งกันและกัน หากมีความคิดเห็นที่แตกต่างควรจดบันทึกไว้ก่อนแล้วค่อยแสดงความเห็นที่แตกต่างออกมาเมื่อผู้พูดพูดจบครับ หรือที่เราเรียกว่า "ฉันทามติ"
ลำดับต่อมาท่านศาสตราจารย์นายแพทย์วันชัยได้บรรยายถึง "การฟังอย่างตั้งใจ" โดยมีรายละเอียดดังนี้
- ไม่พูดขณะฟัง
- สบตา
- พยักหน้า , ส่งเสียงเออ! ออ!
- PARAPHRASING (Substance + Feeling) การกล่าวทวน (เนื้อหาและความรู้สึก)
- Identify feeling พิจารณา "ความรู้สึก"
- Asses Intensity ประเมิน "ความรุนแรง" ของความรู้สึก
- Select appropriate "feeling" word เลือกความรู้สึกที่เหมาะสม
- Phrase the message เรียบเรียงคำพูดจากคำที่เลือก
- ถามคำถาม / ตอบคำถาม
ตรงนี้เราก็มีกิจกรรมร่วมกันคือให้พวกเราจับคู่กัน แล้วฟังคู่สนทนาของเราพูด จากนั้นให้เราได้ทวนข้อความที่เพื่อนเราพูดครับ สิ่งนี้ก็เป็นกิจกรรมที่ดี (จริงๆ แล้วครั้งแรกที่ผมได้ทำกิจกรรมรูปแบบนี้คือที่ค่าย Leadership Program ของมหาวิทยาลัยมหิดลครับ) ทำให้เราได้รับรู้ว่าคู่สนทนาของเรานั้นตั้งใจฟังเราขนาดไหนครับ
สำหรับบันทึกนี้จะเน้นหลักไปเรื่องของกระการปรับตัวก่อนเข้าสู่การสานเสวนาครับ ซึ่งจริงๆ แล้วท่านศาสตราจารย์นายแพทย์วันชัยได้บรรยายเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย (อย่างเช่น I-Message และ U-Message, Roberta's Rules of Order ซึ่งจะเรียบเรียงให้ท่านผู้อ่านทุกทท่านอีกบันทึกนึงครับ)
สำหรับผมแล้วการสานเสวนาหาทางออกเป็นสิ่งที่ดีและเป็นสิ่งที่ควรจะทำมากที่สุดเพื่อบริหารความขัดแย้งและจัดการให้มีประสิทธิภาพสูงสุดครับ ทุกองค์กร ทุกที่ ทุกคนต่างมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน การที่เราจะยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างได้นั้นคือการแสดงออกถึงความเป็นมนุษย์ที่ใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหา บ้านเมืองเราที่เกิดปัญหาขึ้นมาทุกวันนี้เพราะต่างฝ่ายต่างที่จะดึงดันและเชื่อมั่นในความคิดเห็นของตนเองไม่รับฟังซึงกันและกัน สิ่งที่พวกเราสามารถจะทำได้ในตอนนี้ คือการรับฟังและยอมรับในความเห็นที่แตกต่างกันให้ได้ ไม่จำเป็นต้องไปทำเพื่อใคร แต่เป็นการทำเพื่อประเทศชาติของพวกเราครับ ประเทศไทยจะรุดหน้าไปได้ไกลหากคนในชาติยอมรับซึ่งกันและกัน แตกต่างแต่ไม่แตกแยกครับ
สวัสดีครับ
ชญานนท์ ทัศนียพันธุ์
๒๓ มกราคม ๒๕๕๘