โครงการเวทีประชาเสวนา เรื่อง "สานพลังนักศึกษาเพื่อปฏิรูปประเทศไทย" (ตอนที่ ๓)

เป็นบันทึกต่อของการเข้าร่วมโครงการเวทีประชาเสวนา เรื่อง "สานพลังนักศึกษาเพื่อประเทศไทย" ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการอำนวยการจัดโครงการเวทีประชาเสวนาสานพลังนักศึกษาเพื่อ ปฏิรูปประเทศไทย สภาปฏิรูปแห่งชาติ ในระหว่างวันที่ ๑๙ - ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๗ ณ โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะครับ ท่านสามารถติดตามอ่านตอนที่ ๑ ได้ที่นี้ และตอนที่ ๒ ได้ที่นี้ ครับ

วันนี้กระผมจะเล่าถึงการบรรยายของท่านศาสตราจารย์นายแพทย์วันชัย วัฒนศัพท์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยของแก่น ซึ่งท่านให้เกียรติมาบรรยายในเรื่องของกระบวนการสานเสวนา การร่วมกันหาทางออกในการสานเสวนาด้วยวิธีสันติวิธีและการหาข้อตกลงร่วมกันปราศจากความขัดแย้งครับโดยอาศัย Presentation ของท่านมาประกอบบันทึกนี้ครับ

ในการบรรยายของท่านศาสตราจารย์นายแพทย์วันชัยได้เริ่มต้นให้พวกเราเห็นถึงคำว่า Leadership VS Leadershift ครับซึ่งท่านต้องการนำเสนอถึงความเป็นผู้นำที่จะนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Shift) ต่อกันด้วยกฎ กติกาในการสานเสวนาซึ่งมีกติกาต่างๆ ดังนี้ครับ

  1. มองอดีตเป็นบทเรียน มองไปข้างหน้า มาฝันร่วมกัน
  2. "ฟัง" กันอย่างตั้งใจ ไม่ชี้หน้าด่ากัน
  3. ใช้การระดมสมอง เสนอความคิดแล้ว ยังไม่ติ ตั้งแต่ต้น ให้ทุกคนมีโอกาส ได้แสดงความเห็นให้ได้มากที่สุดก่อน
  4. หากเห็นต่างให้จดไว้ว่าเห็นต่างเรื่องอะไร หรือถูกพาดพิงเรื่องอะไร รอจนถึง ลำดับที่ผู้ที่เห็นต่างหรือถูกพาดพิงจะต้องพูด ถ้าพูดทันทีจะกลายเป็นดีเบทหรือโต้เถียง ไม่ใช่สานเสวนา
  5. เห็นต่าง ไม่ต้องเป็นศัตรูกัน
  6. การตัดสินใจ ใช้ ฉันทามติ ไม่ยกมือ ถ้าไม่จำเป็น

ซึ่งกติกาเหล่านี้เป็นกติกาพื้นฐานสำหรับพวกเราที่ได้เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ เพื่อยึดถือปฏิบัติตลอดเวลาที่เข้าร่วมโครงการและนำไปใช้ในสถานศึกษาของตนครับ

จากนั้นท่านศาสตราจารย์นายแพทย์วันชัยได้บรรยายต่อในเรื่อง "ประชาธิปไตยแห่งการสานเสวนาหาทางออก" มีรายละเอียดโดยสังเขปดังนี้

  • มีการเลือกผู้แทน แต่มีการตรวจสอบโดยประชาชนอย่างเคร่งครัด
  • มีการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจ แต่ไม่ใช่ แค่ทำประชาพิจารณ์หลังจากตัดสินใจแล้ว ต้องมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น
  • การมีส่วนร่วมที่ไม่ใช่เป็นแบบ "ทางการเขาสั่งมาว่า"
  • เรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อประชาชน ต้องมา ประชาเสวนาหาทางออก ประชาชนมีสิทธ์ที่จะพูด มีเวทีที่ผู้มีอำนาจและประชาชนจะมาพบกันในเวทีประชาเสวนาและหาทางออกอย่างสม่ำเสมอ
  • กระบวนการของประชาธิปไตยแห่งการสานเสวนาหาทางออก จึงเหมือนรวมเอาประชาธิไตยแบบตัวแทนกับ แบบมีส่วนร่วม แต่มีส่วนร่วมในลักษณะกระบวนการ การมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่จะหาทางออกในเรื่องยากๆ ร่วมกัน ใน เวทีที่มีกติกา ตัดสินใจโดยการมองอนาคต มองผลที่ตามมาทั้งข้อดีและผลที่อาจจะเกิดปัญหาตามมา และใช้ ฉันทามติในการตัดสินใจร่วมกัน

ในการหาคำตอบร่วมกันของระบอบประชาธิปไตยนั้นจะมีอยู่ ๒ รูปแบบด้วยกันได้แก่

  1. Vote-Centric Democracy
    ซึ่งหมายความถึงประชาธิปไตยแห่งการออกเสียง ยกมือโหวต รวมถึงการใช้สิทธิในการออกเสียงแบบมีการนับคะแนน
  2. Talk-Centric Democracy
    ซึ่งหมายถึงประชาธิปไตยแห่งการสานเสวนา ไม่มการโหวต ไม่มีผู้แพ้หรือผู้ชนะ ทุกท่านจะได้พูดคุยกันและตกลงร่วมกัน

ซึ่งการรวมหาคำตอบแบบ Talk-Centric Democracy นั้นคือการทำงานร่วมกันฝ่าความเห็นที่แตกต่าง สู่การตัดสินใจเรื่องยากๆ (Working Through Dificult Decisions) พวกเราจะมองภาพอนาคตที่อยากจะเห็นด้วยกัน พูดคุยกันโดยบริหารความเห็นที่แตกต่าง จะไม่มีใครใหญ่กว่าใคร ทุกการตัดสินใจคือการตัดสินในร่วมกันครับ

โดยหลักการและวิธีทางปฏิบัติของ Talk-Centric Democracy คือการนั่งล้อมวงพูดคุยกัน ภายในวงเสวนาต้องรับฟังซึ่งกันและกัน หากมีความคิดเห็นที่แตกต่างควรจดบันทึกไว้ก่อนแล้วค่อยแสดงความเห็นที่แตกต่างออกมาเมื่อผู้พูดพูดจบครับ หรือที่เราเรียกว่า "ฉันทามติ"

ลำดับต่อมาท่านศาสตราจารย์นายแพทย์วันชัยได้บรรยายถึง "การฟังอย่างตั้งใจ" โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. ไม่พูดขณะฟัง
  2. สบตา
  3. พยักหน้า , ส่งเสียงเออ! ออ!
  4. PARAPHRASING (Substance + Feeling) การกล่าวทวน (เนื้อหาและความรู้สึก)
    • Identify feeling พิจารณา "ความรู้สึก"
    • Asses Intensity ประเมิน "ความรุนแรง" ของความรู้สึก
    • Select appropriate "feeling" word เลือกความรู้สึกที่เหมาะสม
    • Phrase the message เรียบเรียงคำพูดจากคำที่เลือก
  5. ถามคำถาม / ตอบคำถาม

ตรงนี้เราก็มีกิจกรรมร่วมกันคือให้พวกเราจับคู่กัน แล้วฟังคู่สนทนาของเราพูด จากนั้นให้เราได้ทวนข้อความที่เพื่อนเราพูดครับ สิ่งนี้ก็เป็นกิจกรรมที่ดี (จริงๆ แล้วครั้งแรกที่ผมได้ทำกิจกรรมรูปแบบนี้คือที่ค่าย Leadership Program ของมหาวิทยาลัยมหิดลครับ) ทำให้เราได้รับรู้ว่าคู่สนทนาของเรานั้นตั้งใจฟังเราขนาดไหนครับ

สำหรับบันทึกนี้จะเน้นหลักไปเรื่องของกระการปรับตัวก่อนเข้าสู่การสานเสวนาครับ ซึ่งจริงๆ แล้วท่านศาสตราจารย์นายแพทย์วันชัยได้บรรยายเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย (อย่างเช่น I-Message และ U-Message, Roberta's Rules of Order ซึ่งจะเรียบเรียงให้ท่านผู้อ่านทุกทท่านอีกบันทึกนึงครับ)

สำหรับผมแล้วการสานเสวนาหาทางออกเป็นสิ่งที่ดีและเป็นสิ่งที่ควรจะทำมากที่สุดเพื่อบริหารความขัดแย้งและจัดการให้มีประสิทธิภาพสูงสุดครับ ทุกองค์กร ทุกที่ ทุกคนต่างมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน การที่เราจะยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างได้นั้นคือการแสดงออกถึงความเป็นมนุษย์ที่ใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหา บ้านเมืองเราที่เกิดปัญหาขึ้นมาทุกวันนี้เพราะต่างฝ่ายต่างที่จะดึงดันและเชื่อมั่นในความคิดเห็นของตนเองไม่รับฟังซึงกันและกัน สิ่งที่พวกเราสามารถจะทำได้ในตอนนี้ คือการรับฟังและยอมรับในความเห็นที่แตกต่างกันให้ได้ ไม่จำเป็นต้องไปทำเพื่อใคร แต่เป็นการทำเพื่อประเทศชาติของพวกเราครับ ประเทศไทยจะรุดหน้าไปได้ไกลหากคนในชาติยอมรับซึ่งกันและกัน แตกต่างแต่ไม่แตกแยกครับ

สวัสดีครับ

ชญานนท์ ทัศนียพันธุ์

๒๓ มกราคม ๒๕๕๘

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การเข้าร่วมโครงการต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)