วันเด็กวัยแห่งการฝันมุ่งการเรีนรู้เติมเต็มจินตนาการก้าวสู่ผู้ใหญ่วัยแห่งความหวังที่ท้าทายมุ่งวิสัยทัศน์พันธกิจ

สิ่งเร้า 5 องค์ประกอบ...จะเป็นตัวกำหนด ความใคร่อยากรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกต่างกัน 5 แบบ หรือเป็นที่เข้าใจว่า "พื้นฐานทางครอบครัว" หลายคนมองว่าคือฐานะด้านการเงินความรวยความจนซึ่งไม่ใช่ แต่เป็นความรักความอบอุ่นความเข้าใจ ต่างหากที่เปลี่ยนบุคคลิกลักษณะเรา ในแต่ละคน งั้นแสดงว่าคนเราจะทำความคิดใดๆ วิธีการใดๆ ด้วยแรงบันดาลใจในวัยเด็ก..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/dashboard/home#/posts/new

วันเด็กวัยแห่งการฝันมุ่งการเรีนรู้เติมเต็มจินตนาการก้าวสู่ผู้ใหญ่วัยแห่งความหวังที่ท้าทายมุ่งวิสัยทัศน์พันธกิจ


คำขวัญวันเด็ก
ความรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย (2544)
ความรู้ คู่คุณธรรม นำสู่อนาคต (2558)
Knowledge and moral get along to the future...
....
.....
.......ภาวะความเป็นพ่อแม่... ภาวะความเป็นผู้ใหญ่ ...ภาวะความเป็นเด็ก ...ภาวะทั้งสามนี้มีอยู่ในตัวเราตลอดเวลาเพียงแต่ว่า เราโตขึ้นหรือมีครอบครัวภาวะต่างๆก็จะมากหรือน้อยลงแตกต่างกัน แต่แน่นอนว่ามีอยู่ในจิตใจหรือพฤติกรรมเราอยู่ทั้ง3ภาวะ ...
....เป็นการตอบโจทย์ที่ว่า เหตุใดเด็กบางคนจึงมีภาวะความเป็นผู้ใหญ่สูงเพราะว่าตอนเด็กต้องรับผิดชอบตนเองและที่บ้านมาก ทำไมพี่คนโตถึงมีภาวะความเป็นพ่อแม่มากเพราะตอนเด็กต้องเลี้ยงน้องจนจิตใจอ่อนโยนเมตตากรุณามากนั่นเอง ผู้ใหญ่ก็คงเหมือนกันที่มีภาวะความเป็นเด็กเพราะตอนเด็กมีความประทัปใจสิ่งต่างในวัยเด็กมากเป็นพิเศษ เช่นเคยประสบความสำเร็จในด้านกีฬา พอโตขึ้นก็มักจะชอบออกกำลังกายแบบนี้เป็นต้น แม้กระทั่งวัยชราก็มีภาวะความเป็นเด็กได้เช่น ขี้เหงาเพราะเวลาว่างมาก หรือชี้น้อยใจคิดเอาเองว่าใครๆก็ไม่รัก จนมีการวิธีการหาคำถามนำต่างๆ ซึ่งคำตอบต่างๆที่เราได้ทำจะ แสดงออกของถึงระดับภาวะต่างๆ ออกมาให้เรารู้ถึงพฤติกรรมของเรา ให้เราเข้าใจพฤติกรรม วิธีคิดด้านจริยธรรม ของเราได้นั่นเอง....
....

........คุณธรรมในวัยเด็กก็คงเป็นเรื่องการถูกบังคับให้ ทำตาม ระเบียบ วินัยที่บ้านที่ รร.ก็เป็นกฏระเบียบที่หล่อหลอมพฤติกรรม (โตมาเริ่มเข้าใจในภายหลังว่า การกระทำตามระเบียบนั้น เป็นคุณประโยชน์ หรือ คุณธรรม) พอเราโตมาทำงาน การปฏิบัติงานในหน้าที่นำเราเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากขึ้น ความตรงไปตรงมา ไม่เลือกปฏิบัติ การรักษาคำสัตย์ที่ได้ตั้งปฏิธานต่อพ่อหลวง จึงสำคัญเพราะเกี่ยวข้องมีผลกระทบหลายกลุ่ม ความเที่ยง ตรง ซื่อ เป็นสิ่งที่ต้องตระหนักรู้ ซึ่งต้องฝึกการรู้จิต คือการควบคุมจิตใจทุกขณะๆให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความเที่ยงและความตรง ถือเป็นหน้าที่หลัก Core Competency ปฏิบัติงานด้วยความซื่อๆตรงๆจนเป็นเรื่องปกติวิสัย จนเป็นจริยวัตร ก็จะเกิด จริยธรรม คือการกระทำที่ตรงๆ เที่ยงตรง จนก่อให้เกิดข้อยุติ..ธรรม... ในการปฏิบัติงาน ความยุติธรรมเกิดที่ไหนก็จะเป็นที่พอใจต่อทั้งชาวบ้านและผู้ประกอบการ ก่อให้เกิดความสงบ และความร่มเย็นเป็นสุขก็เกิด ฉนั้นใครอยากทำงานด้วยความสุข... ก็ต้องเริ่มจากการทำงานด้วยความซื่อสัตย์ จนเป็นนิสัยอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้งกันนะครับ...ขอให้มีความสุขในการปฏิบัติราชการตามคำสัตย์กันทุกท่านครับ..โสตถิทัศน์_วันเด็กของวัยผู้ใหญ่_๒๕๕๘


เรามาลองดู..ความเป็นมาของการจัดงานวันเด็กกัน...ครับ

วันนี้วันเด็กอดคิดถึง แดนเนรมิตไม่ได้ครับ เด็กๆเล็กๆเล่นโมโนเรล ตัวหนอน ถ้วยกาแฟหมุนพวงมาลัย บ้านผีสิง ขับเรือมอเตอร์ไฟฟ้า(น้าชายขับให้) โตน่อยก็ยานอวกาศประจัญบาน(คล้ายๆปลาหมึก) ล่องแก่ง(อันนี้จัดหลายรอบเปียกแล้วเปียกอีก) รถบัมพ์ รถไฟเหาะ(ไม่ตีลังกา) และไวกิ้ง(ผมนี่จับแน่นนั่งแถวหน้าระดับมหาลัยเรย ไม่อ้วกนะครับ)และรถไฟเหาะตีลังกา พวกหลังๆนี่ รอโตน่อยเรยครับ 555


แดนเนรมิต (อังกฤษ: Magic Land)

............ตัวแทนความฝันวัยเด็ก เป็นสวนสนุกกลางแจ้ง บนเนื้อที่ 33 ไร่ เยื้องกับศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ริมถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2518 มีเครื่องเล่นจากต่างประเทศกว่า 30 ชนิด ต่างจากสวนสนุกแฮปปี้แลนด์ ที่เปิดดำเนินการในช่วงเดียวกัน ซึ่งใช้เครื่องเล่นที่ล้าสมัยกว่า แดนเนรมิตมีความโดดเด่นที่ปราสาทเทพนิยาย ซึ่งตั้งอยู่ส่วนหน้าของพื้นที่ สร้างขึ้นตามแบบที่ผสมผสาน จากปราสาทเทพนิยาย ของสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ กับปราสาทนอยส์ชวานสไตน์ของเยอรมนี ภายในมีเครื่องเล่นต่างๆ อาทิ รถไฟเหาะ เครื่องเล่นรถไฟรางเดี่ยว เรือไวกิง ส่วนจัดแสดงสัตว์โลกล้านปี เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมีพาเหรดแฟนตาซี ซึ่งออกเดินไปตามถนนโดยรอบบริเวณ


นอกจากแดนเนรมิตยังเคยเปิดสวนสนุกที่ชั้น 8 มาบุญครองเซ็นเตอร์ และเลิกกิจการหลังเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ปี 2538-2540

………เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 แดนเนรมิตปิดให้บริการลงอย่างเป็นทางการ เนื่องจากหมดสัญญาเช่า ระยะเวลา 25 ปี ไม่สามารถต่อสัญญาเช่าได้ เนื่องจากในปัจจุบัน พื้นที่ของแดนเนรมิตกลายเป็นพื้นที่ในเมือ­ง พื้นที่น้อยไม่เหมาะกับการทำกิจการสวนสนุก เห็นได้จากสวนสนุกใหม่ๆ มักจะตั้งอยู่ในย่านชานเมือง รวมถึงต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ในการบำรุงรักษาเครื่องเล่นเดิม และการจัดหาเครื่องเล่นใหม่ นอกจากนี้ เจ้าของแดนเนรมิตยังมีกิจการสวนสนุกดรีมเว­ิลด์อีกแห่งหนึ่ง หลังจากนั้น เครื่องเล่นที่มีอยู่จึงถูกรื้อถอนไป(เครื­่องเล่นบางส่วนก็ถูกเอาไปใช้ในดรีมเวิลด์) ปัจจุบันยังคงมีปราสาทเทพนิยายตั้งอยู่หลั­งหนึ่ง และให้เช่าเปิดเป็นสนามแข่งขันรถ มอเตอร์ สปอร์ต แลนด์ โกคาร์ต (Motor Sport Land Go Cart) และกิจกรรมชมและเชียร์การแข่งขันฟุตบอลพรี­เมียร์ลีกในนัดพิเศษ

แดนเนรมิต เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2518 - 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2543


แนวปรัชญาการเรียนรู้

ความถนัดและวิธีคิดในปัจจุบัน มีผลมาจากความต้องการที่ขาดในวัยเด็ก (ตรงกับทฤษฏีที่ว่าด้วยความกลัว)

ท่านหลวงวิจิตรวาทการ ท่านได้แบ่ง บุคคลิกลักษณะของมนุษย์เป็น 5 รูปแบบโดยเปรียบเทียบเป็นแม่น้ำ 5 สาย 5 บุคคลิก ซึ่งท่านเชื่อว่าสิ่งเร้าที่ต่างกันตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้บุคคลมีวิธีคิดและความถนัดที่ต่างกันในวัยทำงาน ทฤษฎีคือพ่อแม่และสื่งแวดล้อมในอดีตที่เราพบเจอนั้น เป็นตัวกำหนดวิธีคิด ความถนัด การเรียนรู้จนถึงการประกอบอาชีพเราในปัจจุบัน นั่นเอง มีประเด็นที่สำคัญคือ สิ่งเร้า ที่มีผลกระทบต่อเรา มีองค์ประกอบย่อย 5 องค์ประกอบได้แก่ 1. การมอบความรักความอบอุ่นของพ่อแม่ที่มีต่อเรา 2.ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยที่ได้รับจากพ่อแม่ 3. การแสดงความขัดแย้งทะเลาะกันของพ่อแม่ที่ทำให้ลูกสับสนในใจ 4. การแสดงออกเพื่อระบายความอึดอัดคับข้องใจในทางบวก 5.การแสดงออกเพื่อระบายสิ่งที่คับข้องใจในทางลบ

สิ่งเร้า 5 องค์ประกอบ

สิ่งเร้า 5 องค์ประกอบ...จะเป็นตัวกำหนด ความใคร่อยากรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกต่างกัน 5 แบบ หรือเป็นที่เข้าใจว่า "พื้นฐานทางครอบครัว" หลายคนมองว่าคือฐานะด้านการเงินความรวยความจนซึ่งไม่ใช่ แต่เป็นความรักความอบอุ่นความเข้าใจ ต่างหากที่เปลี่ยนบุคคลิกลักษณะเรา ในแต่ละคน งั้นแสดงว่าคนเราจะทำความคิดใดๆ วิธีการใดๆ ด้วยแรงบันดาลใจในวัยเด็ก

ตรงกับทฤษฎี่ที่ ว่ามนุษย์เรามักจะทำตามความรู้สึก ตามอารมณ์มากกว่าเหตุผล ฉนั้นถึงได้มีการกำหนดให้นักบิน ไม่ควรเปลี่ยนแบบเครื่องบินในการบินบ่อยๆ เพราะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน มนุษย์เรามักจะกระทำการต่างๆในแบบที่ตนทำบ่อยทำครั้งสุดท้ายได้ดีได้ไวกว่าแบบอื่นๆ เช่นเราขับรถญี่ปุ่นใช้มือขวายกเลี้ยว พอต้องมาขับรถยุโรปเพียงชั่วครั้งชั่วคราว โอกาสในการยกเลี้ยวโดยใช้มือขวายกก้านไฟสูงบ่อยกว่า ซึ่งรถยุโรปก้านเลี้ยวอยู่ที่มือซ้าย เพราะเรามักจะทำตามความเคยชิน ก่อนนั่นเอง นักบินถึงได้ถูกเคี่ยวเข็ญให้ไม่ทำตามความเคยชิน ให้คิดก่อนทำโดยพูดความคิดออกมาเรยให้นักบินผู้ช่วยได้ยินและตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งว่าทำดีไหม ควรทำไหม นั่นคือการ Cross Check จากนักบินผู้ช่วยนั่นเอง

เพื่อเพิ่มความเข้าใจของท่านผู้อ่าน จะได้ยกตัวอย่างบุคคลิก 1 ใน 5 แบบให้เห็นชัดเจนมากขึ้น เช่น เมื่อวัยเด็กคนที่ได้รับความอุ่น ความเข้าใจต่อการรักที่มีต่อเขาได้ดี การสอนแบบมีเหตุมีผล ไม่ใช่ว่าให้กลัว แต่ให้ระมัดระวังสิ่งต่างๆ โดยทำให้เข้าใจว่าถ้าทำอย่างนั้นผลไม่ดีจะเกิดอย่างไร อันตรายจะเกิดอย่างไร เขาใจก็จะเย็น เป็นคนมีเหตุมีผล มีเวลาพินิจพิเคราะห์สิ่งใดๆได้อย่างไม่รีบร้อน มีความคิดเป็นนักวิทยาศาสตร์ มีการตัดสินใจในพื้นฐานแห่งความเป็นจริง เพราะเชื่อว่าทุกอย่างเกิดจากการเรียนรู้ และมีความรักซึ่งเกิดจากความเข้าใจ จึงพยายามทำความเข้าใจโจทย์ ที่ตนเองเจอ ลองสู้ด้วยตัวเองก่อน อย่างนี้ ทำให้เมื่อเป็นผู้ใหญ่ เขาจะมีวิธีคิดเป็นเหตุเป็นผล เชื่อมั่นในตนเอง ในความรู้ที่ตนมี โตขึ้นก็มักจะถนัดหรือได้ทำงานในวงการวิชาการ วงการราชการ ทหาร ตำรวจ นิติกร ทนายความ แพทย์ วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ อะไรประมาณนี้ซึ่งท่านหลวงวิจิตรฯได้ทำคำถามเป็นร้อยๆข้อให้แต่ละท่านตอบ แล้วจัดคำถาม ที่เกี่ยวของกันไว้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งเมื่อท่านตอบคำถามในท้ายที่สุดแล้ว คำถามจะนำท่านไปจัดให้เข้าหมวดหมู่ ในทั้งหมด 5 แบบนั่นเอง

แล้วเราต่างกัน 5 แบบมาร่วมใช้ชีวิต ชอบพอแต่งงานกันแล้วจะทำความเข้าใจกันอย่างไร ของท่านหลวงเมื่อคนสองคนมาปฏิสัมพันธ์กันเริ่มมีการติดต่อสื่อสาร เริ่มมีการวิเคราะห์ในสิ่งเดียวกัน จึงสามารถวิเคราะห์หรือมองกันได้แตกต่างกัน พูดง่ายๆคนที่จบการศึกษามีวิธีคิดแบบวิศวกร กัยคนที่จบสถาปนิก ล้วนมองอรรถประโยช์ในสิ่งต่างๆได้แตกต่างกัน วิศวกรมองความคงทนเสถียรภาพในการใช้งานยาวนาน สถาปนิกมองถึงความสะดวกในการใช้งานเป็นหลัก ซึ่งต้องค่อยๆพบกันครึ่งทาง ให้ได้ดีที่สุดในทั้งสองด้าน หรือไม่เอียงไปทางหนึ่งทางใด นี่คือตัวอย่างง่ายๆว่า แต่ละบุคคลจะมีวิธีคิดอยู่บนพื้นฐานความรู้ที่ตัวเองถนัด แต่เอามาผสมกลมกลืนกันไปได้ อย่างนี้ชีวิตมีรสชาด และมีสีสรร ลงเอยด้วยความเข้าใจ เป็นที่สุดของการอยู่ร่วมกันเรยนะครับ

ยกตัวอย่างอีกสักแบบ เช่น แพทย์อยู่กับแพทย์มีวิธีคิดคล้ายๆกัน มีการตัดสินใจอยู่ในพื้นฐานเดียวกัน อย่างที่ Tune กันตรงได้ง่าย อย่าลืมว่าถ้าเฉพาะทางก็ต้องฟังเค้าก่อนเพราะเรารู้แต่ก็ไม่ได้ลึกแบบ Expert Level เชี่ยวชาญ หรือทรงคุณวุฒิ ศาสตราจารย์ ก็ต้อง Tune กันเล็กๆน้อยๆ ปรับกันไปอย่างนี้ครองชีวิตร่วมกันได้อยู่แล้ว แต่อาจจะขาดสีสรรหน่อยตรงที่ ไม่ค่อยมีอะไรแตกต่าง หวือหวา เข้ามาผัสสะเพราะทั้งคู่เจอมาเห็นมา ด้วยประสบการณ์ที่คล้ายกันไปหมดครับ

ทุกแบบล้วนมีจุดสำคัญร่วมกันอยู่อย่าหนึ่งคือ กาละเทศะ รู้อารมณ์ รู้พูด รู้ฟัง รู้อ่านใจ เคยมั้ยเวลาอยู่กับคนๆหนึ่งแล้วบางทีไม่ต้องพูดอะไรกันมาก มองตาก็รู้ใจ ยังไม่ทันจะเอ่ยปากสิ่งที่ต้องการก็เอามาให้อยู่จะฉกหน้าแล้ว นี่อะไรที่กล่าวมาก็สู้รูปแบบนี้ไม่ได้หรอกครับ เพราะทฤษฎีความคิดมันอยู่ในหัว แต่การกระทำเป็นการแสดงให้เกิดความรู้สึกมากกว่าอย่างเราเคยโกรธใครมากๆ พอเขารู้ตัวมาขอโทษ หรือทำดีกับเรานานๆ เวลาก็ช่วยทำให้ใจอ่อน แต่ไม่ใช่อ่อนแอยอม แต่เป็นการนิ่งมีสติ คิไตร่ตรองเรื่องที่เกิดแล้วเปิดใจยอมรับ เรามักจะยกโทษให้เขา เข้าใจในความแตกต่าง ยอมรับในความแตกต่างถ้าหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจต้องใช้เวลา รอให้ใจเย็นลงจะทำให้เราเรียบเรียงความคิดให้เป็นระบบมากขึ้น ใช้อารมณ์ลดลง ความคิดในภายหลังแลดูเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น

เพราะว่าตัวเองรู้สึกตอบสนองต่อวิธีคิดแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ละบุคคลจึงมีวิธีการคิดที่ต่างกัน สรุปว่าทุกแบบใช้วิธี Tune ปรับตัวปรับวิธีคิด ลองเอาวิธีคิดของเค้ามาคิดต่อ อ้อก็เข้าท่านี่นา เพราะมันช่วยให้......แบบนี้ ทำให้ เข้า ใ จ ว่า หัว ใจ เค้า คิดอะไร อย่างนี้เป็นการปรับที่ลงตัวและสมเหตุสมผลครับ เหมือนเพลงคาราบาวที่ร้องว่า เอาดวงใจของเขาใส่ดวงใจของเรา แล้วจะรู้ว่าเขา คิดกับเรายังไง นั่นเองครับ

เรื่องความน่าจะเป็น หรือโอกาสที่คนที่มีบุคคลิกลักษณะที่แตกต่างกัน 5 แบบ(สมมติ A1-A5 , B1-B5) มาเจอกัน 2 คน(นายAนางฺB) นั้น วิธีการที่คนสองคนจะคิดตรงกัน นั้นเป็นไปได้

ทั้งหมด A1 A2 A3 A4 A5 เจอกับ B! B2 B3 B4 B5 ผมลองจับคู่ดูนะ A1B1 A1B2 A1B3 A1B4 A1B5 รวม 5 แบบ แล้ว B1A2 B1A3 B1A4 B1A5 รวม 10 แบบ B2A2 B2A3 B2A4 B2A5 รวม 14 แบบ B3A2 B3A3 B3A4 B3A5 รวม 18 แบบ B4A2 B4A3 B4A4 B4A5 รวม 22 แบบ B5A2 B5A3 B5A4 B5A5 รวม 26 แบบ นั่นคือ 1n ยกกำลังr = 1+5^ยกกำลัง2 = 1+25 = 26 วิธีที่เป็นไปได้ที่จะแตกต่างกันครับ เมื่อเป็นไปได้ 26 รูปแบบ ถ้าอย่างนั้น โอกาสที่จะเจอคนที่คิดเหมือนกันมีแค่ A1B1 A2B2 A3B3 A4B4 A5B5

5 แบบในทั้งหมด 26 รูปแบบ คิดเป็นแค่ 5/26 = 25% เอง อย่างเพื่อนร่วมรุ่นเรา 50 คนๆที่จะคิดเหมือนเรา แค่ 13 คน เป็นเพศเดียวกันไปแล้ว 2 เหลือ 11 คนราศีชงกันอีก 4 เหลือ7 มีแฟนแล้ว 5 เหลือ 2 ใจร้อนไปหน่อยอีก 1 เหลือ 1 ดันรสนิยมด้านอาหารไม่เหมือนกัน หมดตัวเลือกเราพอดี เฮ้อ!!!

รู้แบบนี้ เราก็ไม่ต้องไปหา ใครที่จะต้องสนองตอบความรักความเข้าใจ เราทั้งหมดทั้งใจสิแล้วครับนะ ไปต่อกันเรยครับ Click..

..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/412546


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การจัดการความรู้ KM Knowleage Management



ความเห็น (0)