ข่าวนี้ ให้ความหวังว่า การทดสอบในระบบการศึกษาไทยจะค่อยๆ ลดจากมิจฉาทิฐิ สู่สัมมาทิฐิ ด้านการทดสอบทางการศึกษา

การทดสอบ หรือประเมินผลทางการศึกษา ต้องเน้นที่ "การประเมินเพื่อพัฒนา" มากกว่าการประเมินวัดผลได้ตก ดังที่ผมเคยบันทึกไว้ ที่นี่ คือต้องเน้นการประเมินเพื่อใช้เป็นข้อมูลป้อนกลับ (feedback) ให้นักเรียนพัฒนาการเรียนรู้ของตนเอง มากกว่าการประเมินเพื่อบอกผลได้-ตก

และการประเมินนั้น ต้องประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ต้องการให้ครบทุกด้าน ซึ่งใน บันทึกนี้ ระบุว่าต้องพัฒนาไปครบทั้ง ๗ เส้นทาง หรืออาจบอกว่าต้องพัฒนาครบทุกด้านของพหุปัญญา ไม่ใช่ประเมินเฉพาะด้านการเรียนวิชา อย่างในการทดสอบกลาง

การหลงใช้การทดสอบกลางเป็นหลัก จึงก่อผลเสียหายต่อคุณภาพการศึกษาไทยอย่างน่าตกใจ คือทำให้เกิดสภาพ "สอนเพื่อสอบ" (teach to test) ส่งผลให้นักเรียนเรียนแบบผิวเผิน เน้นท่องจำเป็นหลัก และที่ร้ายกว่านั้น ทำให้ครูและโรงเรียนไม่เอาใจใส่การฝึกฝนศิษย์ให้เป็นคนดี สร้างลักษณะนิสัยที่ดี ที่มีความสำคัญต่อความสุขความสำเร็จในชีวิตมากกว่าความรู้วิชาการ ดังระบุในหนังสือ เลี้ยงให้รุ่ง

ผมจึงมีความยินดีที่ทั้งรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการเข้าไปผลักดัน การลดน้ำหนักของการทดสอบกลาง กระจายความรับผิดชอบส่วนหนึ่งไปให้เขตพื้นที่และโรงเรียน

ผมขอเสนอให้กระจายความรับผิดชอบต่อไปให้แก่ครู หาทางส่งเสริมให้ครูสามารถประเมิน ความก้าวหน้าของการเรียนของศิษย์ และสามารถให้ constructive feedback แก่ศิษย์ ให้ศิษย์เกิดความมุมานะ และบรรลุผลการเรียนรู้ในระดับ mastery learning ได้ ตามที่ระบุในหนังสือ ประเมินเพื่อมอบอำนาจการเรียนรู้

และขอเสนอว่า ต้องดำเนินการระยะยาว เพื่อลดการประเมินส่วนกลางที่ประเมินนักเรียนเป็นรายคน ลงไปอีก จนในที่สุดมอบอำนาจให้โรงเรียนทั้งหมด โดยสำนักงานทดสอบทางการศึกษาเปลี่ยนหน้าที่ ไปพัฒนา และประเมินความแม่นยำในการประเมินของครู ทั้งส่วนที่เป็น formative assessment และ summative evaluation

หากทำตามแนวทางที่เสนอ คุณภาพการศึกษาไทยก็จะกระเตื้องขึ้น


วิจารณ์ พานิช

๒๑ พ.ย. ๕๗