ระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ (อาจารย์ สุภัชชา พันเลิศพาณิชย์)

ในฐานะแห่งศาสตร์การวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์จะต้องมีการดำเนินการตามแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ ที่ต้องใช้ศิลปะในการบริหารงานและกระบวนการแสวงหาองค์ความรู้..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/dashboard/home#/posts/583461/edit

ระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์

อาจารย์ สุภัชชา พันเลิศพาณิชย์

จากบทคัดย่อของ วรสิทธ์ิ เจริญพุฒบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ดได้เรียบเรียงไว้อย่างน่าสนใจว่ารัฐประศาสนศาสตร์ เป็นศาสตรประยุกต์ และมีความเป็นกึ่งอาชีพ ที่มุ่งเน้นศึกษาหาความรู้และข้อเท็จจริง ทางการบริหารงานขององค์กรภาครัฐ รวมถึงองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรและรัฐประศาสนศาสตร์ ยังสามารถรับเอาองค์ความรู้จากศาสตร์สาขาอื่น ๆ มาบูรณาการ ร่วมกันเพื่อพัฒนาการบริหารองค์การภาครัฐที่ผ่านรูปแบบที่เราเรียกว่า การวิจัยคือ กระบวนการค้นคว้าหาความรู้ที่เชื่อถือได้ชัดเจนโดยการศึกษาค้นคว้าอย่างรอบคอบ อย่างมีระบบ แบบแผน มีจุดมุ่งหมาย ไม่ลำเอียง ใช้หลักของเหตุและผล และมีการบันทึก รายงานออกมาอย่างรอบคอบระมัดและระวัง(www.tongchai.net78.net/Lesson/.../Lesson1.doc07)

จึงเห็นได้ว่า รัฐประศาสนศาสตร์ มีสถานภาพเป็นศาสตร์ (Science) แขนงหนึ่ง ซึ่งมีวิทยาการหรือความรู้ที่ต้องมีการจัดระเบียบที่เชื่อถือได้ และสามารถศึกษาหาความจริงได้ อย่างเป็นระบบและมีแบบแผนจะใช้วิธีการแสวงหาข้อเท็จจริง เพื่อการค้นพบ พิสูจน์ข้อมูลด้วยการศึกษาค้นคว้าทดลอง เพื่อหาความจริง เพื่อสร้างกฎเกณฑ์ สร้างทฤษฎีที่ถูกต้องขึ้นมาใช้(เฮอร์เบิรต เอ ไซมอน(Herbert A. Simon, 1960 : 14)แต่เนื่องจากหลักการทางรัฐประศาสนศาสตร์ส่วนใหญ่ เป็นหลักการทางการบริหาร ที่จำเป็นต้องอาศัย ปัจจัยอื่น ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง อาทิ เช่น ค่านิยม ความเชื่อพฤติกรรมของคน วัฒนธรรม ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์บริบททางการเมืองสังคม เศรษฐกิจ ที่มีผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของการบริหารได้ ดังนั้น ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จจึงต้องเป็นผู้มีฝีมือ มีความรู้ความสามารถ ทักษะในการทำงาน มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ มีคุณธรรมจริยธรรม จิตสำนึกที่จะทำงาน เพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ด้วยเหตุผลนี้ รัฐประศาสนศาสตร์ จึงมีความเป็นกึ่งวิชาชีพ (Quasi Professional) (พิทยา บวรวัฒนา, 2527 : 70)และในฐานะความเป็นศาสตร์ประยุกต์และกึ่งวิชาชีพ รัฐประศาสนศาสตร์ มีความจำเป็นต้องแสวงหาและสะสมองค์ความรู้ เพื่อนำมาพัฒนา และสั่งสมถ่ายทอดความรู้อย่างเป็นระบบตามแนวทางที่เรียกว่า การวิจัย (Research)

ด้วยเหตุผลที่ว่า รัฐประศาสนศาสตร์มีสภาพเป็นศาสตร์ประยุกต์ที่มิได้เป็นศาสตร์บริสุทธิ์แต่ก็มิใช่ศิลป เนื่องจากไม่อาจใช้ อารมณ์ความรู้สึก จินตนาการ และความสามารถส่วนบุคคล มาใช้ในการบริหารงานได้ทั้งหมด(หน้า๑๒๗แต่ในฐานะแห่งศาสตร์การวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์จะต้องมีการดำเนินการตามแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ ที่ต้องใช้ศิลปะในการบริหารงานและกระบวนการแสวงหาองค์ความรู้ ดำเนินไปตามระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ ที่อ้างอิงแนวคิดทาง

วิทยาศาสตร์อย่างเคร่งครัดทำให้ระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ มีหลากหลายรูปแบบ แต่ที่นิยมใช้ในการวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ ได้แก่ 1) ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ 2)ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ 3) ระเบียบวิธีวิจัยเชิงผสมผสาน 4) ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม และ 5) ระเบียบวิธีวิจัยเชิงพยากรณ์อนาคต แต่ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับวิชา รัฐประศาสนศาสตร์คือ ความมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากวิชารัฐศาสตร์เพราะว่ารัฐประศาสนศาสตร์ให้ความสนใจเรื่องการศึกษาโครงสร้าง และพฤติกรรมของระบบราชการรวมทั้งยังเป็นศาสตร์ที่มีระเบียบและวิธีการศึกษาเป็นของตนเอง มีความแตกต่างจากศาสตร์การบริหารในเรื่องของการเป็นวิชาที่ศึกษาเรื่ององค์การของรัฐที่ไม่ได้แสวงหาผลกำไรเหมือนองค์การภาคธุรกิจเอกชน และเป็นวิชาที่สนับสนุนให้ องค์การของรัฐ มีโครงสร้างกลไก การตัดสินใจและพฤติกรรมของข้าราชการที่เกื้อกูลต่อการให้บริการสาธารณะ (นิโคลัส เฮนรี(Nicolas Henry} 1980 : 27)

กำเนิดรัฐประศาสนศาสตร์

รัฐประศาสนศาสตร์มีกำเนิดมาจาก ผลงานวิจัยของเทศบาลนครนิวยอร์ค ที่ได้พบอุปสรรคสำคัญของการบริหารงานสาธารณะ การงบประมาณ และการบริหารภาครัฐอื่นๆ สำนักวิจัยของเทศบาลนิวยอร์ค จึงได้ ขอความร่วมมือไปทางมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) ทำการจัดตั้ง Master of Public Administration Program เพื่อศึกษา การบริหารงานภาครัฐและต่อมา Maxwell School of citizenship and public affairs at Syracuse University ได้ มีการพัฒนาหลักสูตร MPA ตามมาในเวลาที่ใกล้เคียงกัน(Raymond W Cox III, 1997 : 7 อ้างถึง โดย บุญทัน ดอกไทสง 2553 : 2)

ความน่าสนใจในการศึกษารัฐประศาสตร์

๑.รัฐประศาสนศาสตร์แบ่งตามวัตถุประสงค์การวิจัย

การแสวงหาความรู้เพื่อให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปรากฎการณ์ทางรัฐประศาสนศาสตร์ มีแบบแผนทางวิทยาศาสตร์ จึงต้องอ้างอิงระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมเข้ามาประยุกต์ใช้การวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ สามารถแบ่งตามวัตถุประสงค์ ได้ดังนี้1) การวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) 2) การวิจัยประยุกต์ (Applied Research)

๒.รัฐประศาสนศาสตร์แบ่งตามลักษณะของการวิจัย ได้แก่1) การวิจัยเชิงพรรณา (Descriptive Research) 2) การวิจัยเชิงอธิบาย (Explainary Research)

๓.รัฐประศาสนศาสตร์แบ่งตามการจัดเก็บข้อมูลจะสามารถแบ่งประเภทของการวิจัย ได้เป็น1) การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research)และ2) การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)

การที่รัฐประศาสนศาสตร์จัดเป็นศาสตร์ประยุกต์ทางสังคม ที่ใช้ระเบียบวิธีวิจัย ทางสังคมศาสตร์มาดำเนินการแสวงหาความรู้ความจริงจึง มีความเป็นธรรมชาติของการวิจัย (Nature of Research)

ธรรมชาติของการวิจัย (Nature of Research)

นิด้า ชูโต (2540:1)ได้กล่าวถึงธรรมชาติของการวิจัยว่า มีลักษณะใหญ่ ๆ 4 ประการ คือ (1) มีหลักฐานยืนยัน (evidence)โดยอาจเป็นหลักฐานเชิงทฤษฎีหรือหลักฐานเชิงประจักษ์ (empirical)จากการสัมภาษณ์ แบบสังเกตแบบสอบถาม (2) มีความตรง (Validity) ประกอบด้วยความตรงภายใน ( Internal Validity)คือ ความตรงของผลสรุปและการตีความหมายของข้อมูลกระบวนการที่ถูกต้อง และความตรงภายนอก (external validity) เป็นความตรงจาการอ้างอิงผลการวิจัย ไปสู่ประชากรเป้าหมาย(3) มีความเชื่อถือได้ (reliability) หมายถึง การวิจัยนั้นต้องสามารถตรวจซ้ำได้ (replicable) โดยนักวิจัยคนอื่น ๆ ในทุกขั้นตอน ภายใต้ สภาพเดียวกัน หรือคล้ายคลึงกัน ผลการวิจัยควรให้ผลตรงกันหรือใกล้เคียงกัน(4) มีกระบวนการที่เป็นระบบ (systematic) โดยมีลำดับขั้นตอนของกิจกรรมสืบเนื่องเชื่อมโยงกันเริ่มจากปัญหา การตรวจสอบข้อความรู้ การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ตาม วัตถุประสงค์กระบวนทัศนของการวิจัย (Research paradigm) ซึ่งเป็นแนวทางที่นักวิชาการใช้เป็นแนวทางความคิด กำหนดวิธีการที่ใช้ในการแก้ปัญหา และวิธีการที่ใช้ในการวิจัย (นิด้า ชูโต, 2545; Merriam, 1998 : 4-5) 1.ตาม กระบวนทัศนคติการวิจัยเชิงปฏิบัติฐานนิยม (Positivism)และ 2. กระบวนทัศปรากฎการณนิยม (Phenomenology หรือ phenolmenalism)

กระบวนทัศนของการวิจัย (Research paradigm)

1.การวิจัยเชิงปฏิบัติฐานนิยม (Positivism)

กระบวนทัศนคติการวิจัยเชิงปฏิบัติฐานนิยม (Positivism) เป็นแนวคิดจากการแสวงหาความจริงทางวิทยาศาสตร์กายภาพ เน้นการแสวงหาความจริงเชิงสาเหตุ (Perusal Effect) ด้วยการวิเคราะห์ จากหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นการเก็บข้อมูล การสังเกตหรือการทดลองการใช้ตัวแบบทางคณิตศาสตร์ใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ โดยมีเป้าหมาย เพื่อสร้างความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ และคำอธิบายความสัมพันธ์ดังกล่าวอย่างมีเหตุผลและ ต่อมาได้มีการศึกษา กระบวนการทัศนของการวิจัยในยุคหลังของการวิจัยเชิงปฏิฐานนิยม ที่เรียกว่า Post Positivism ซึ่งสามารถจัดกลุ่มได้ดังนี้ (1) กลุ่มธรรมชาตินิยม (naturalism) ที่นิยมทำการศึกษาวิจัยในสภาพปัญหาที่เป็นธรรมชาติ(2) กลุ่มนัยนิยม (Interpretivism) เป็นกลุ่มที่มุ่งหมายศึกษาความสำคัญของการวิจัย ด้วยการตีความ เพื่อเข้าถึงความหมายที่แท้จริงของสิ่งที่ทำการศึกษา (3) กลุ่มอรรถปริวรรตศาสตร์ เทวศาสตร์ ที่ทำการสืบค้น และตีความพฤติกรรมมนุษย์ และสถาบันต่าง ๆ ว่าเป็นไปด้วยเจตนา(๑๒๘)

2.กระบวนทัศปรากฎการณนิยม (Phenomenology หรือ phenolmenalism)

เป็นแนวคิดทางสังคมศาสตร์ ที่เน้นความสำคัญ ของการมีมุมมองรอบด้าน (holistic) ในบริบททางสังคม เพื่อสร้างความเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์แต่ละบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่อยู่รวมกัน โดยไม่แยกศึกษา ออกเป็นแต่ละส่วนหรือตัวแปรย่อย ๆ

จากแนวคิดกระบวนทัศนการวิจัยทั้งสองจะเห็นได้ว่า แต่ละมุมมอง มีการแสวงหาความรู้ความจริง แตกต่างกัน ในปัจจุบันมีการนำแนวคิดจากกระบวนทัศน์ทั้งสองแบบ มาสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิผล

ธรรมชาติของความรู้ความจริง หรือ ภววิทยา (ontology)

ระบบความเชื่อที่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มปฏิฐานนิยม กับกลุ่มหลังปฏิฐานนิยม สามารถนำไปสู่การแสวงหาความจริง ตามธรรมชาติของความรู้ความจริง หรือ ภววิทยา (ontology) ซึ่งจัดแบ่งตามกลุ่มได้ดังนี้คือ 1. กลุ่มสัจจนิยม (realism)เป็นกลุ่มที่มีความเชื่อว่า นักวิจัยและสิ่งที่ถูกวิจัย ต้องเป็นอิสระแก่กัน ผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้เป็นสองส่วน ที่ต้องแยกขาดจากกัน เนื่องจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับแหล่งข้อมูลอาจทำให้ เกิดอคติในการทำวิจัย 2. กลุ่มสัมพันธ์นิยมเป็นกลุ่มที่มีที่มีแนวคิดความเชื่อว่า นักวิจัยกับสิ่งที่ถูกวิจัยต้องมีปฏิสัมพันธ์กัน มีอิทธิพลต่อกันและกัน เพราะว่าผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ดังนั้น จึงนำไปสู่ ระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้ในการวิจัย

จากแนวความคิดดังกล่าว จึงนำไปสู่วิธีวิทยา ระเบียบวิธีทางการวิจัยสองรูปแบบ ได้แก่ วิธีวิจัยเชิงปริมาณ และวิธีวิจัยเชิงคุณภาพซึ่งมีความแตกต่างจึงนำไปสู่การสร้างกรอบความคิดของการวิจัยโดยเริ่มจาก การออกแบบการวิจัย (Research Design) ลักษณะข้อมูลที่ใช้ในการวิจัย ลักษณะโครงการการวิจัย วัตถุประสงค์ของการวิจัย วิธีการจัดเก็บข้อมูล การพิจารณาเรื่องของความเที่ยง การพิจารณาเรื่องของความตรง วิธีการวิเคราะห์และแปลความหมายของข้อมูล(หน้า๑๒๙) (ใส่ในบทนำการออกแบบแนวคิดการวิจัย)

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ(หน้า๑๓o-๑๓๑)

การวิจัยเชิงปริมาณ

การวิจัยเชิงคุณภาพ

การออกแบบการวิจัย

-เน้นการวิจัยเชิงตัดขวาง

(Cross-Sectional design)

-ไม่ให้ความสำคัญกับมิติทางประวัติศาสตร์

-ใช้การวิจัยแบบทดลองแท้จริง

-ใช้การวิจัยแบบกึ่งทดลอง

-ใช้การวิจัยแบบไม่ทดลอง

-เน้นการศึกษาแบบตามยาว (Longitudinal study) และ

การมองภาพปรากฎในลักษณะภาพรวม (holistic)

-ใช้การวิจัย กรณีศึกษาเดียวกับระยะยาว หรือใช้พหุกรณีหรือการศึกษาเปรียบเทียบ

การวิจัยเชิงปริมาณ

การวิจัยเชิงคุณภาพ

ลักษณะข้อมูล

แจงนับได้

ข้อมูลสถิติต่าง ๆ

ข้อมูลเกี่ยวกับโลกทัศน์ ความรู้สึกนึกคิด

ข้อมูลแจงนับได้

ข้อมูลสถิติต่าง ๆ

ประวัติชีวิต

วัตถุประสงค์

เน้นการหาความถูกต้องของสิ่งที่ปรากฎอยู่เป็นรูปธรรม ไม่เน้นสิ่งที่เป็นนามธรรม ความรู้สึกนึกคิด

ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบส่วนที่เป็นนามธรรมของมนุษย์ คือ ความรู้สึกนึกคิด ความสัมพันธ์ของสิ่ง

เหล่านี้กับสภาพแวดล้อมของมัน

วิธีการเก็บข้อมูล

ให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูลด้วยการใช้แบบสอบถาม

เน้นการสัมผัสข้อมูลของผู้วิจัย การเก็บข้อมูลเน้นการ

ก่อให้เกิดความเข้าใจ ใช้การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม

การส้มภาษณ์แบบเจาะลึก การชักนำ การกล่อมเกลา การฟังอย่างตั้งใจ

ลักษณะโครงการ

ทำในลักษณะโครงการขนาดใหญ่ได้

อาจไม่สามารถทำในลักษณะโครงการขนาดใหญ่

ความเที่ยงและความเชื่อมั่น

ใช้การคำนวณเพื่อหาความเที่ยง โดยการใช้สูตร

ของ Kinder Richardson และ Cronbach

ใช้วิธีการสามเส้า (Triangulation) ที่ประกอบด้วย

-ข้อมูลสามเส้า ได้แก่ การตรวจสอบข้อมูล เวลา สถานที่

บุคคล

-ผู้วิจัยสามเส้า การตรวจสอบด้านผู้วิจัยที่ต่างกัน แต่ให้

ข้อมูลสอดคล้องกัน

-ทฤษฎีสามเส้า การตรวจสอบทฤษฎีใช้ทฤษฎีต่างกัน

การตีความจะแตกต่างกันหรือไม่

-วิธีวิทยาสามเส้า ใช้วิธีการที่หลากหลาย ข้อมูลแตกต่าง

กันมากน้อยเพียงใด

-ใช้การทดลองซ้ำๆหลายครั้ง

-ใช้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบ

ความตรง

ความตรงเชิงเนื้อ หา

ความตรงเชิงโครงสร้าง

ความตรงเชิงพยากรณ์

นิยมใช้ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ

การตีความจะต้องเข้าใจสภาพและความหมายที่แท้จริง

ข้อมูลทางสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ ปรากฎการณ์หรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอยู่ในบริบท

การวิเคราะห์ข้อมูล

และการตีความ

ใช้สถิติบรรยายและสถิติอ้างอิง

อาจใช้เพียงสถิติบรรยาย เพื่อประกอบการวิเคราะห์

และการตีความข้อมูลแบบความเข้าใจ ให้ความสำคัญต่อ

บริบทของพื้นที่ วิถีชีวิต วัฒนธรรม ของผู้ให้ ข้อมูล

สามารถวิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวโยงกับทฤษฎีเพื่อให้ความหมาย

การนำผลการวิจัยไปอ้างอิง

ให้ความสัมพันธ์กับการนำผลวิจัยไปอ้างอิงในมุมกว้าง

สนใจที่จะทำความเข้าใจสิ่งที่วิจัยอย่างลึกซึ้ง

มองเห็นภาพหลายแง่มุมแต่ไม่สนใจการนำไปอ้างอิง

ในมุมกว้าง

จากตารางเปรียบเทียบ ดังกล่าว จะเห็นความแตกต่างของการออกแบบการวิจัยทั้งสองแบบ ในความเป็นจริง การวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ ไม่ได้มีการออกแบบการวิจัย เพียงการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปริมาณเท่านั้น แต่ยังมีการวิจัยในลักษณะผสมผสาน (Mixed Research Methodology) การวิจัยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research)รวมถึงการวิจัยแบบ R2R ซึ่งนิยมใช้กันมากในการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทางการแพทย์

กล่าวโดยสรุป การวิจัยเชิงคุณภาพ มีแนวความคิดมาจากนักปรัชญากลุ่มปรากฎการณ์นิยม (Phenomenologist) กลุ่มธรรมชาตินิยม (Nationalist)และกลุ่มสร้างสรรคนิยม (Constructivist) บนพื้นฐานความเชื่อว่า "ความรู้เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ให้ความสำคัญกับความหมาย และความรู้สึกนึกคิดที่มนุษย์มีต่อสภาพแวดล้อมทางสังคม วัฒนธรรม และบริบทต่าง ๆ เป็นการสัมผัสจริง ข้อมูลที่ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเลขเชิงปริมาณเสมอไป แต่เป็นข้อมูลที่มีระบบคุณค่า (Values) ผูกติดอยู่ (จิตราภา กุณฑลบุตร Fox itReader PDF สืบค้น 2 ก.ค. 2555)

การออกแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ

การออกแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ พอสรุปได้ด้วยเหตุผลดังนี้ 1. ปรากฎการณ์ทางสังคมที่มีลักษณะเป็นพลวัต (Dynamic) หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์ จะไม่หยุดนิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเช่น การเข้าไปเก็บข้อมูลในสนามหรือในชุมชน 2. ปรากฎการณ์ทางสังคมที่มีลักษณะเป็นพัฒนาการทางประวัติศาสตร์(Histological development) สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากเหตุและผล (Cause and effect) เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ย่อมมีสาเหตุและความเป็นมาของแต่ละเหตุการณ์ อาทิเช่น การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย 3. ปรากฎการณ์ทางสังคมหรือสภาพการณ์ทางการบริหาร มีลักษณะไม่มีแบบแผนที่ตายตัว (Non-organized pattern) การวิจัยตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เป็นการตั้งสมมติฐานจากสิ่งที่มีอยู่รอบ ๆ ตัว

สรุปได้ว่า เราจะเลือกออกแบบการวิจัยในเชิงคุณภาพในการศึกษาวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ เมื่อต้องการศึกษาปรากฎการณ์ทางสังคม หรือสภาวการณ์บริหาร จากสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติเพื่อนำมาทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณาการวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์แบบสร้างข้อสรุป การวิจัยเชิงคุณภาพจะมุ่งเน้นในลักษณะสำคัญที่แตกต่างจากงานวิจัยประเภทอื่น ๆ ได้แก่

การศึกษาภาพรวมแบบบริบท ของปรากฎการณ์ที่เลือกศึกษาอย่างรอบด้านและเจาะลึก สามารถรวบรวม ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลขนาดเล็กไม่เน้นปริมาณกลุ่มข้อมูลขนาดใหญ่ มีระยะเวลาการศึกษาที่เจาะลึกและยาวนาน เนื่องจากต้องศึกษาหาความเข้าใจในสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางสังคมทางการบิหารเพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้งทุกแง่มุม การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพให้ความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกลุ่มตัวอย่าง และใช้ แนวคิด ทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ ทฤษฎีทางรัฐประศาสนศาสตร์ อาทิ เช่น ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่ ทฤษฎีนโยบายสาธารณะ ทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์ เป็นเครื่องนำทางในการเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลแต่ไม่เน้นการทดสอบทฤษฎีการวิจัยเชิงคุณภาพ มุ่งสร้างทฤษฎีและสมมติฐาน จากข้อมูลที่รวบรวมได้ ที่เรียกว่า Grounded theory การวิจัยเชิงคุณภาพสามารถแยกข้อมูล และการวิเคราะห์ที่มาจากระบบความคิด ความเชื่อ และการให้ความหมายของปรากฎการณ์จากมุมมองของกลุ่มตัวอย่างที่ทำการศึกษา ออกจากข้อมูล และการวิเคราะห์ของผู้วิจัย จึงสามารถทำให้ผลการวิเคราะห์สะท้อนความเป็นจริงทางการบริหารและสภาวะของชุมชนรวมถึงสังคมได้มากที่สุด(หน้า๑๓๓) ตัวอย่างของการออกแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ สุภัชชา พันเลิศพาณิชย์ศึกษาเรื่อง พระสงฆ์กับการเมืองท้องถิ่น กรณีศึกษา เทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงราย พ.ศ.๒๕๕๖มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาท

พระสงฆ์ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองท้องถิ่นในเขตเทศบาลนครเชียงราย(หน้า๖)วิธีการศึกษากระทำโดย

วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เอกสารและสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informant) ผลการวิจัยพบว่าพระสงฆ์ในเขตเทศบาลนครเชียงรายมีส่วนร่วมในงานที่เกี่ยวข้องด้านศาสนาวัฒนธรรมประเพณีและมีความสนใจและมีส่วนร่วมทางการเมืองระดับท้องถิ่นและระดับชาติมาตลอดและไม่เห็นด้วยที่พระสงฆ์ควรมีสิทธิเลือกตั้งเพราะว่าถ้าพระสงฆ์มีสิทธิเลือกตั้งก็ไม่ต่างอะไรกับชาวบ้านส่วนจากการสัมภาษณ์ผู้นำชุมชุนส่วนใหญ่พบว่าพระสงฆ์ควรมีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งนี้เพราะว่าจะช่วยคัดกรองคนดีเข้าสภาได้ประชาชนศรัทธาพระสงฆ์เหมือนเดิมเนื่องจากมีสิทธิ์เลือกตั้งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนต่อพระสงฆ์(หน้า๖๓)

การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research)

การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เป็นวิธีค้นหาความรู้และความจริง โดยเน้นที่ข้อมูลเชิงตัวเลข การวิจัยเชิงปริมาณจะพยายามออกแบบวิธีการวิจัยให้มีการควบคุมตัวแปรที่ศึกษา ต้องจัดเตรียมเครื่องมือรวบรวมข้อมูลให้มีคุณภาพ จัดกระทำสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องให้เป็นมาตรฐาน และใช้วิธีการทางสถิติช่วยวิเคราะห์และประมวลข้อสรุป เพื่อให้ เกิดความคลาดเคลื่อน (Error) น้อยที่สุด (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธ์ิ : 2549)

วัตถุประสงค์ในการออกแบบการวิจัยเชิงปริมาณการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) มีวัตถุประสงค์ที่จะพยายามให้คำอธิบาย ปรากฎการณ์ทางวิทยาศาสตร์ โดยพยายามใช้แนวที่

เรียกว่า ปฏิฐานนิยม (Positivism) การอธิบายปรากฎการณ์จึงเป็นการนำเสนอเชิงตัวเลข ทางสถิติ เช่น ร้อยละของประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความพึงพอใจ เป็นต้น

ลักษณะของข้อมูลการวิจัยเชิงปริมาณ1) วิธีการเก็บข้อมูลเน้นการเก็บข้อมูลจากคนจำนวนมาก เพื่อทำการวิเคราะห์และทดสอบทฤษฎีหรือสร้างทฤษฎีและให้ความหมายในเชิงวิชาการ2) การตั้งสมมติฐานและการทดสอบสมมติฐาเหมาะ สม กับ การทดสอบทฤษฎีด้วย วิธีการแบบอุปนัย(Deductive) แนวปฏิฐานนิยมเป็นหลัก3) การทดสอบความแม่นตรงของข้อมูล (Validity)ความเชื่อถือได้ของข้อมูล (Reliability)การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) ใช้การเก็บข้อมูลจากคนจำนวนมากด้วยแบบสอบถาม คำถามในแบบสอบถามจึงจำเป็นต้องชัดเจน4) ระยะเวลาการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) ขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลสามารถแยกออกจากการเก็บข้อมูล โดยเด็ดขาดได้การวิเคราะห์ข้อมูลอาจให้ เจ้าหน้าที่ที่วิเคราะห์เชิงสถิติดำเนินการได้การวิจัยเชิงปริมาณ

การวิจัยเชิงปริมาณการวิเคราะห์เชิงสถิติ มีขั้นตอนประกอบด้วย1. การเลือกหัวข้อเรื่องที่จะทำการวิจัย (Research a Topic2. การกำหนดปัญหาในการวิจัย (Formulation the Research Problem) 3. การสำรวจวรรณกรรม (Extensive Literature Survey) เป็นการทบทวนเอกสารต่าง ๆ แนวคิดทางทฤษฎี และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหัวเรื่องที่ต้องการศึกษา เพื่อหาแนวคิดทางทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย และสำรวจให้แน่ใจว่าไม่วิจัยซ้ำกับผู้อื่น ทั้งนี้ การวิจัยควรเน้นการเสริมสร้างให้เกิดความรู้ใหม่4. การตั้งสมมติฐานการวิจัย (Formulating Hypothesis) เป็นการคาดคะเนคำตอบของปัญหาในการวิจัย หรือ คาดคะเนความสัมพันธ์ของตัวแปรต่าง ๆ ที่จะศึกษาไว้ล่วงหน้าแล้วจึงหาข้อมูลมาพิสูจน์5. การออกแบบการวิจัย (Research Design) เป็นการวางแผนกำหนดวิธีการในการดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบของปัญหาในการวิจัย เช่น การเก็บข้อมูล การเลือกเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลระยะเวลาที่ต้องใช้ในการวิจัย บุคลากรและงบประมาณที่จะใช้6. การเก็บรวบรวมข้อมูล (Data Collection) เป็นการวางแผนว่าจะเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างไร จะใช้ข้อมูลปฐมภูมิ หรือทุติยภูมิ7. การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) ข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้จะนำมา

บรรณาธิการความถูกต้อง (การตรวจสอบความถูกต้อง) และความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อน จึงทำการประเมินผลและวิเคราะห์ผลที่ได้และพิสูจน์กับสมมติฐานที่ตั้งไว้ 8. การเขียนรายงาน

ผลการวิจัยและจัดพิมพ์เผยแพร่ (Research Report) เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการวิจัย ผู้วิจัยจะต้องเขียนรายงานเพื่อให้ผู้อื่นทราบถึงกิจกรรมที่ดำเนินในขั้นตอนต่าง ๆ และสิ่งที่ค้นพบจากการวิจัยซึ่งผู้วิจัยจะต้องเขียนรายงานตามรูปแบบของการเขียนรายงานการวิจัย และเขียนด้วยความซื่อสัตย์ในสิ่งที่ค้นพบตัวอย่างของการศึกษา โดยการออกแบบการวิจัยเชิงปริมาณ ได้นอกจากนั้น การออกแบบการวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ มิได้มีเพียงการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณเท่านั้น แต่ยังมีการวิจัยเชิงผสมผสาน (Mixed method research) ที่มีทั้งงานวิจัยเชิงปริมาณและงานวิจัยเชิงคุณภาพ ร่วมกันที่นิยมใช้ กันมาก ได้ แก่ การวิจัยตามลำดับขั้น(Sequential Procedures) ซึ่งนักวิจัยค้นหาคำอธิบายหรือขยายข้อค้นพบจากวิธีการวิจัยแบบหนึ่งด้วย วิธีการวิจัยอีกแบบหนึ่ง กล่าวคือ เริ่มการวิจัยด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อค้นหาประเด็นเกี่ยวกับ เรื่องราวที่กำลังศึกษาจากผู้มีส่วนร่วม (Participants) จำนวนหนึ่งเสียก่อน หลังจากนั้น จึงตามด้วยวิธีการเชิงปริมาณ ซึ่งศึกษากับตัวอย่างที่มีขนาดใหญ่ (A large sample) เพื่อหาข้อสรุปจากประชากร คาสเวลล (Creswell, 2003 : 3) นอกจากนั้น ยังมีรูปแบบ การวิจัย อีกแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยม ได้แก่ การวิจัยแบบมีส่วนร่วม (Participato ry Action Research)ซึ่งเป็นการประยุกต์และเป็นการรวบรวมความคิด ของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) กับการวิจัยแบบมีส่วนร่วม(Participatory Research) มาผสมผสานเข้าด้วยกัน โดยเน้นการวิจัยที่เกิดขึ้นจากความคิดที่ว่า การวิจัยเป็นกิจกรรมทางสังคมที่จะต้องใช้ทรัพยากรของสังคมในการศึกษา จึงเป็นสมบัติของสังคม และเป็นการกระทำที่มุ่งหมายจะให้ประโยชน์หรือเป็นการรับใช้สังคมตัวอย่างเช่ นการศึกษาวิจัยเรื่อง พระสงฆ์กับการเมืองท้องถิ่น กรณีศึกษา เทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงราย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการทราบถึงบทบาทของพระสงฆ์กับการเมืองท้องถิ่นในเขตเทศบาลนครเชียงรายผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยแบ่งผลการวิเคราะห์ข้อมูลเป็น 2 ส่วนดังนี้

ส่วนที่ 1 ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์พระสงฆ์ แบ่งออกเป็น 2 ตอน ได้แก่

ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้รับการสัมภาษณ์

ตอนที่ 2 บทบาทของพระสงฆ์และนักการเมืองท้องถิ่น

ส่วนที่ 2 ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้นำชุมชน แบ่งออกเป็น 2 ตอน ได้แก่

ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้รับการสัมภาษณ์

ตอนที่ 2 บทบาทของพระสงฆ์ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองท้องถิ่น

ส่วนที่ 1 ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์พระสงฆ์

ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของพระสงฆ์ผู้ให้สัมภาษณ์

ตารางที่ 1 จำนวนและร้อยละของผู้รับการสัมภาษณ์ จำแนกตามเอายุ

อายุ

จำนวน

ร้อยละ

ต่ำกว่า30 ปี

2

11.76

31-40 ปี

1

5.88

41-50 ปี

4

23.53

51-60 ปี

5

29.41

61 ปีขึ้นไป

5

29.41

รวม

17

100.0o

จากตารางที่ 1 พบว่า พระสงฆ์ผู้ให้สัมภาษณ์ ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 51-60 ปีและ 61 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 58.82 รองลงมา คืออายุระหว่าง 41-50 ปี คิดเป็นร้อยละ23.53 อายุต่ำกว่า30 ปี คิดเป็นร้อยละ11.76 และอายุ 31-40 ปี คิดเป็นร้อยละ5.88 ตามลำดับ

ตอนที่ 2 บทบาทของพระสงฆ์ที่เกี่ยวกับการเมืองท้องถิ่น

จากการสัมภาษณ์พระสงฆ์ระดับเจ้าอาวาส หรือรองเจ้าอาวาสในเขตเทศบาลนครเชียงราย จำนวน 17 วัด เรื่องพระสงฆ์กับการเมืองท้องถิ่น กรณีศึกษาเทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงรายโดยแบ่งความสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์และนักการเมืองท้องถิ่น ได้สรุปผลจากการสัมภาษณ์แต่ละด้านมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1.ด้านความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างพระสงฆ์กับนักการเมืองท้องถิ่น

มีพระสงฆ์ 5 รูป ที่ยอมรับว่า พอรู้จักคุ้นเคยกับนักการเมืองท้องถิ่นบ้างในฐานะต้องทำงานร่วมกันหรือประสานงานเกี่ยวกับการพัฒนาท้องถิ่นและงานด้านศาสนา และเนื่องจากนักการเมืองท้องถิ่นจะพัฒนาจากประธานชุมชนหรือคนที่ชอบช่วยเหลืองานสังคมหรือเป็นคณะกรรมการวัดมาก่อน

ส่วนพระสงฆ์มากกว่าครึ่งบอกว่า ไม่รู้จักคุ้นเคยกับนักการเมืองท้องถิ่นเป็นการส่วนตัว แต่รู้จักในลักษณะการประสานงานอย่างเป็นทางการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพิธีการทางศาสนาหรือกิจการที่เกี่ยวข้องระหว่างวัดกับหน่วยงานราชการ เช่น เมื่อเทศบาลมีการจัดงานต่างๆและต้องนิมนต์พระสงฆ์เป็นผู้ประกอบพิธีทางศาสนาก็มักจะนิมนต์เจ้าอาวาสหรือรองเจ้าอาวาส

ส่วนที่ 2 ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้นำชุมชน แบ่งออกเป็น 2 ตอน ได้แก่

ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้รับการสัมภาษณ์

ตารางที่ 7 จำนวนและร้อยละของผู้รับการสัมภาษณ์จำแนกตามเพศ

เพศ

จำนวน

ร้อยละ

ชาย

12

70.59

หญิง

5

29.41

รวม

17

100.00

จากตารางที่ 7 พบว่า ผู้นำชุมชนผู้ให้สัมภาษณ์ ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 70.59 และเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 29.41

จากการสัมภาษณ์พบว่าผู้ให้สัมภาษณ์ได้แสดงความคิดเห็นในประเด็นการจัดกิจกรรมวัดได้ทำร่วมกับนักการเมืองท้องถิ่น สามารถสรุปได้ ดังนี้

ผู้นำชุมชนมากกว่าครึ่ง ให้สัมภาษณ์ว่า วัดได้จัดกิจกรรมร่วมกับนักการเมืองท้องถิ่นเป็นประจำในวันสำคัญทางศาสนา เช่นวันเข้าพรรษา บวชสามเณรภาคฤดูร้อน เป็นต้น หรือชุมชนนำคนเข้าร่วมขบวนแห่กับเทศบาล เช่นวันลอยกระทง วันแห่เทียนเข้าพรรษา วันสงกรานต์โดยนำคนเข้าร่วมขบวนแห่จะได้รับเงินสนับสนุนจากสมาชิกเทศบาลในเขต จำนวน500 ถึง1,500บาท เป็นค่าอาหาร ซึ่งจะได้เงินมากน้อยนั้นเป็นไปตามจำนวนคนที่ร่วมงาน นอกจากนี้ยังมีการดูแลด้านสาธารณูปการและสาธารณะสงเคราะห์ เช่น ตัดต้นไม้ ปราบยุงลาย เป็นต้น ซึ่งนักการเมืองท้องถิ่นได้เข้ามาช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

ด้วยเหตุนี้ การวิจัยจึงควรคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุด และการวิจัยที่จะให้ผลประโยชน์สูงสุดนั้น ย่อมเป็นการวิจัยเพื่อพัฒนา (Research for Development) หรือการวิจัยพัฒนา(Research and Development) โดยที่การพัฒนา และการเป็นหุ้นส่วน จะต้องเดินทางร่วมกัน ดังนั้น ทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาทุกขั้นตอนอย่างเสรี และเป็นประชาธิปไตย จุดที่แตกต่างของงานวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม กับงานวิจัยแบบมีส่วนร่วม คือ การวิจัยแบบมีส่วนร่วม ได้แก่ การวิจัยแบบมีส่วนร่วม เป็นการวิจัยที่เน้นมิติของการเก็บข้อมูลแต่การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เป็นการประยุกต์หารือการแก้ไขปัญหา และทรัพยากรที่ผู้ถูกวิจัยมีอยู่ เพื่อช่วยแก้ปัญหา (ชัชวาลย์ ทัศนีรัชสืบค้นจาก www.images.publicrelation.sbu.multiphy.content.com สืบค้น4 ก.ค.2555)(หน้า๑๓๔)

สรุปการวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ เป็นการแสวงหาข้อเท็จจริง เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่

ตรวจสอบความถูกต้อง แม่นตรง และแม่นยำ ตามแนวทางระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ เนื่องจาก รัฐประศาสนศาสตร์เป็น ศาสตร์ประยุกต์มีลักษณะกึ่งวิชาชีพ มุ่งศึกษาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานภาครัฐ จึงสามารถดำเนินการได้ในหลายรูปแบบ โดยการออกแบบระเบียบวิธีวิจัย ที่มุ่งเน้น เพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ของการวิจัย ข้อมูลที่สามารถรวบรวมได้ โดยให้ความสำคัญในเรื่องความเที่ยง และความตรงของการดำเนินการวิจัย รวมถึงการวิเคราะห์และตีความข้อมูลที่ได้จากการวิจัยที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การวิจัย(หน้า๑๓๔)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องสั้นกระต่ายใต้เงาจันทร์



ความเห็น (0)