​หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน : กระบวนการเรียนรู้คู่บริการ (มหาวิทยาลัยมหาสารคาม" สู่การรับใช้สังคม)

หนุนเสริมให้คนในชุมชนมีทักษะของการเป็น "นักวิชาการ" ไปในตัว เช่น วิทยากรชุมชน กระบวนกรชุมชน นักวิจัยชุมชน รวมถึงภายในชุมชนก็เกิดความแจ่มชัดในชุดความรู้ที่มีในท้องถิ่น เกิดความแจ่มชัดในอัตลักษณ์ตนเอง

กรอบแนวคิดและความเป็นมา

หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน เป็นงานบริการวิชาการที่แต่ละหลักสูตรนำความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของแต่ละหลักสูตรไปสู่การ "เรียนรู้คู่บริการ" ร่วมกับชุมชน มีนิสิตเป็นศูนย์กลาง สร้างการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมระหว่างอาจารย์กับนิสิต ระหว่างนิสิตกับนิสิต และระหว่างอาจารย์-นิสิต-ชุมชน (ภาคีอื่นๆ) ซึ่งหลักๆ แล้วเป็นการบูรณาการผ่านการเรียนการสอนที่มีกิจกรรม/โครงการ (Project-based Learning) เป็นกลไกลหลักบนฐานความต้องการ (โจทย์) ของชุมชน เน้นกระบวนการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ (Learning by Doing) เรียนรู้ด้วยการกระทำ (Action Learning) เรียนจากสถานการณ์จริง เพื่อก่อให้เกิดประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม (Concrete Experience) อันเป็น "ปัญญา" (ปัญญาปฏิบัติ) โดยขับเคลื่อนต่อเนื่องมาเป็นระยะๆ เป็นต้นว่า

  • ปี ๒๕๕๓ "๑ มหาวิทยาลัย ๑ จังหวัด"
  • ปี ๒๕๕๔ "๑ คณะ ๑ ชุมชน"
  • ปี ๒๕๕๕-๒๕๕๗ "๑ หลักสูตร ๑ ชุมชน"



การจัดกระบวนการเรียนรู้คู่บริการของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ไม่ได้มีแค่มิติการบริการวิชาการแก่สังคมในชื่อ ๑ มหาวิทยาลัย ๑ จังหวัด หรือ ๑ คณะ ๑ ชุมชน หรือ ๑ หลักสูตร ๑ ชุมชน เท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาทบทวนย้อนกลับไปพบว่ามีกิจกรรมอื่นๆ ที่หนุนเสริมร่วมกันมาเป็นระยะๆ ทั้งที่เป็นกิจกรรมจากฝ่ายพัฒนานิสิตและกิจกรรมจากภารกิจการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งทุกกิจกรรมล้วนยึดโยงถึงกัน ก่อนจะมาตกผลึกเป็น "๑ หลักสูตร ๑ ชุมชน" ดังเช่นปัจจุบัน เช่น

  • ปี ๒๕๕๓ มีกิจกรรมนอกหลักสูตรจากฝ่ายพัฒนานิสิต (กิจการนิสิต) ในชื่อ "๑ คณะ ๑ หมู่บ้าน" (มมส ร่วมใจห่วงใยชุมชน)
  • ปี ๒๕๕๕ กิจกรรม "๑ ชมรม ๑ ชุมชน"
  • ปี ๒๕๕๕ กิจกรรม "๑ คณะ ๑ ศิลปวัฒนธรรม"
  • ปี ๒๕๕๖ กิจกรรม "๑ หลักสูตร ๑ ศิลปวัฒนธรรม"
  • ปี ๒๕๕๗ กิจกรรม "๑ คณะ ๑ ศิลปวัฒนธรรม"




หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน : พื้นที่การเรียนรู้คู่บริการ

หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชนขับเคลื่อนพื้นที่การเรียนรู้คู่บริการภายใต้หมุดหมายอันท้าทายคือการเป็น "ศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้และบริการวิชาการชั้นนำ" ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยปัจจุบันดำเนินการในพื้นที่บางส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ขอนแก่น สกลนคร นครพนม สุรินทร์ ยโสธร อุบลราชธานี กล่าวคือ

  • ปี ๒๕๕๕ จำนวน ๖๕ โครงการ (๖๕ หลักสูตร)
  • ปี ๒๕๕๖ จำนวน ๗๔ โครงการ (๘๔ หลักสูตร)
  • ปี ๒๕๕๗ จำนวน ๖๕ โครงการ (๗๒ หลักสูตร)

ประกอบด้วยประเด็นการขับเคลื่อนสำคัญๆ เช่น การศึกษา เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และภูมิปัญญา กฎหมาย เทคโนโลยีและสารสนเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความมั่นคงทางอาหาร พลังงานและสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจพอเพียง ประชาคมอาเซียน




ระบบและกลไกการขับเคลื่อน

หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน ประกอบด้วยระบบและกลไกการขับเคลื่อน ๕ ประเด็น คือ

๑.กลไกการกลั่นกรองโครงการ : เน้นการแลกเปลี่ยน (จัดการความรู้) ร่วมกันระหว่างกรรมการกับผู้รับผิดชอบโครงการของแต่ละหลักสูตร โดยกรรมการประกอบด้วยคุณสมบัติสำคัญๆ เช่น มีความรู้และประสบการณ์ด้านงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น การประกันคุณภาพการศึกษา การจัดการความรู้ การจัดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม

๒.กลไกการติดตามหนุนเสริม : มีคณะทำงาน (พี่เลี้ยง) ติดตามหนุนเสริมสร้างพลังการเรียนรู้ร่วมกับแต่ละหลักสูตร ทั้งในพื้นที่ของชุมชนและในพื้นที่ของมหาวิทยาลัย ประกอบด้วยคณะทำงาน ๓ กลุ่มคือกลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ และกลุ่มมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์

๓.กลไกการจัดการความรู้ : มีกระบวนการจัดการความรู้ร่วมกันในทุกระยะของการขับเคลื่อน (ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ) นับตั้งแต่การจัดเวทีกลั่นกรองเพื่อพัฒนาโจทย์ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้รายหลักสูตร รายคณะ การถอดบทเรียนในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การสร้างเวทีสรุปผลการดำเนินงานในเชิงมหกรรมการเรียนรู้ในระยะกลางน้ำและปลายน้ำ ครอบคลุมไปจนถึงการเชิดชูหลักสูตรต้นแบบและชุมชนต้นแบบบนฐานคิดของการแบ่งปันความสำเร็จ (Success Story) ร่วมกัน



๔.กลไกการสื่อสารสร้างพลัง : สร้างระบบและกลไกของการเผยแพร่กระบวนการเรียนรู้คู่บริการต่อสาธารณะอย่างหลากหลายรูปแบบ เช่น ฐานข้อมูล (ระบบบริหารการจัดการข้อมูล) ) วีดีทัศน์ โปสเตอร์ นิทรรศการ หนังสือ คู่มือ เรื่องเล่าเร้าพลัง (blog) ภาพถ่าย เว็บไซด์ จดหมายข่าว วีดีทัศน์ e-book

๕.กลไกการบริหารโครงการและงบประมาณ : สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างหน่วยงาน โดยแต่ละคณะสมทบงบประมาณร่วมกับส่วนกลางที่มหาวิทยาลัยจัดให้ (๘๐: ๒๐) รวมถึงการกระตุ้นให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับชุมชนได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการโครงการและงบประมาณ ตลอดจนการสร้างระบบและกลไกในระดับหลักสูตรให้เกิดการทำงานอย่างเป็นทีม ทั้งในระดับอาจารย์กับอาจารย์ และนิสิตกับนิสิต หรืออาจารย์กับนิสิต



ผลลัพธ์การเรียนรู้

๑.การเรียนการสอน : เกิดกระบวนการเรียนการสอนที่ใช้ชุมชนเป็นห้องเรียน เน้นการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม/โครงการ โดยนิสิตเป็นศูนย์กลาง ผู้สอนกลายเป็น "พี่เลี้ยง" และ "ผู้เรียน" โดยมีชาวบ้าน หรือปราชญ์ชาวบ้านเป็นผู้ร่วมถ่ายทอดตามหลักคิด "เรียนรู้คู่บริการ" ซึ่งนิสิตได้เรียนรู้ผ่านสถานการณ์จริง เกิดทักษะการเรียนรู้ที่หลากหลาย เกิดทักษะการแก้ปัญหา (Problem solving skill) เกิด "งานวิจัยของนิสิต" เกิดกระบวนการเรียนรู้ชุมชนที่ช่วยให้นิสิตได้หันกลับไปทบทวนต้นทุนทางสังคมของบ้านเกิดตนเอง ขณะที่ชุมชนก็ถูกยกระดับกลายเป็นห้องเรียนและสถานที่ฝึกประสบการณ์วิชาชีพและชีวิตแก่นิสิตอย่างสมภาคภูมิ

๒.การบริการวิชาการ : เกิดกระบวนการถ่ายทอดความรู้ร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน บูรณาการร่วมระหว่างเทคโนโลยีกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การเพาะพันธุ์ปลา การเลี้ยงโคเนื้อ การดูแลสุขภาพชุมชนและกลุ่มผู้สูงอายุ การทำนาแบบโยนกล้า การจัดแหล่งเรียนรู้ในชุมชนผ่านวิถีภูมิปัญญาท้องถิ่น การแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ในชุมชน การจัดตั้งและบริหารธนาคารข้าว บัญชีครัวเรือน มัคคุเทกศ์ชุมชน ห้องสมุดชุมชน ประติมากรรมและจิตกรรมชุมชน อาคารดิน พลังงานทางเลือก ไอทีชุมชน เกษตรอินทรีย์



๓.การวิจัย : เกิดงานวิจัยในชั้นเรียนและงานวิจัยผ่านการดำเนินงานโครงการหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน รวมถึงการยกระดับงานบริการวิชาการสู่การเป็นงาน "วิจัยเพื่อท้องถิ่น" (ร่วมกับ สกว.ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น) การต่อยอดงานบริการวิชาการสู่การเป็นงานวิจัย "มมสเพื่อชุมชน" (งานวิชาการรับใช้สังคม) ดังเช่นประเด็นการวิจัยสำคัญๆ ในวิถี "ข้าวปลานาน้ำ" หรืออื่นๆ เช่น การสร้างอัตลักษณ์ย่านเมืองเก่าเทศบาลเมืองมหาสารคาม การปรับปรุงคุณภาพดินโพน การสร้างความมั่นคงด้านอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การบริหารจัดการธนาคารข้าว การจัดการอาหารปลอดภัย กลยุทธการเสริมรายได้และลดต้นทุนการผลิตผักพื้นบ้าน การสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อคุ้มครองสิทธิเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชัง การจัดการป่าชุมชนแบบมีส่วนร่วม การจัดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของนิสิตกับชุมชน

๔.การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม : เกิดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการร่วมระหว่างภูมิปัญญาชาวบ้านกับองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยหลากประเด็น เช่น การดูแลสุขภาพ การบริโภคอาหาร การแปรรูปผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น ตลอดจนวิถีความเชื่อ ประเพณี ประวัติศาสตร์ชุมชน กลุ่มปราชญ์ชาวบ้านและภูมิปัญญา การแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ การดำเนินชีวิตตามครรลอง "ฮีตสิบสองคองสิบสี่" หรือการดำเนินชีวิตในยุคการสื่อสารไร้พรมแดน



๖.อื่นๆ เช่น

๖.๑ เกิดฐานข้อมูล "ประเด็นเชิงพื้น" สำหรับสร้างการเรียนรู้คู่บริการระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนที่สามารถขยายผลสู่การเรียนการสอน การทำนุบำรุง การวิจัย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสามารถสืบค้นได้อย่างรวดเร็วและเป็นปัจจุบันในระบบของเทคโนโลยีสารสนเทศ

๖.๒ เกิดฐานข้อมูล "นักวิชาการงานวิชาการรับใช้สังคม" ของแต่ละหลักสูตรบนฐานกิจกรรมโครงการหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน และเป็นกระบวนการสร้าง "นักวิจัยใหม่" หรือสร้างแรงจูงใจให้นักวิชาการหันมาให้ความสำคัญกับการจัดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน หรือการทำงานวิชาการเพื่อรับใช้สังคมมากขึ้น

๖.๓ เกิด "คณะต้นแบบ" จำนวน ๕ คณะนำร่องเพื่อขับเคลื่อนงานวิชาการรับใช้สังคมผ่านภารกิจการบริการวิชาการแก่สังคม ได้แก่ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ คณะเทคโนโลยี คณะการบัญชีและการจัดการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ ซึ่งคณะต้นแบบ ไม่ใช่เพียงแค่จัดโครงการหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชนเท่านั้น แต่มุ่งเน้นการบูรณาการภารกิจ ๔ ด้านเข้าด้วยกันและทำงานวิจัยเพื่อชุมชนควบคู่ไปด้วย

๖.๔ เกิดกระบวนการหนุนเสริม "แผนยุทธศาสตร์ระดับจังหวัดและท้องถิ่น" หรือการต่อยอดสู่เวทีสาธารณะ เช่น โครงการเมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (กระทรวงพาณิชย์) โครงการ ๑๕๐ ปีเมืองมหาสารคามเช่น เกิดกลุ่มเยาวชนฮักแพงเบิ่งแญงคนสารคาม ได้รับงบประมาณสนับสนุนเป็นงานวิจัย หรือโครงการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นจากภาคส่วนอื่นๆ เช่น การวิจัยเพื่อท้องถิ่น (สกว.ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิรากแก้ว คลินิกเทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตร์



๖.๕ เกิดสื่อ "นวัตกรรมและงานสร้างสรรค์" หลากรูปแบบ ซึ่งสามารถเข้าใจง่ายและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เช่น วีดีทัศน์ หนังสือ คู่มือ จดหมายข่าว ภาพถ่าย หนังสั้น เรื่องเล่าเร้าพลัง สารคดี เรื่องเล่าดิจิทัล เว็บไซต์ Facebook หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) รวมถึงเกิด "งานนวัตกรรมเพื่อชุมชน" เพื่อทำหน้าที่หนุนเสริมการทำงานวิชาการรับใช้สังคมของอาจารย์และชุมชน

ผลลัพธ์ของการเรียนรู้ไม่ได้ปรากฏเป็นรูปธรรมแต่เฉพาะมหาวิทยาลัยที่หมายถึงอาจารย์ นิสิต หรือนโยบายเชิงรุกของมหาวิทยาลัยเท่านั้น ในมิติของชุมชนก็ก่อเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมหลากหลาย ทั้งในด้านสังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การศึกษา อัตลักษณ์ชุมชน ฯลฯ

ในทำนองเดียวกันก็หนุนเสริมให้คนในชุมชนมีทักษะของการเป็น "นักวิชาการ" ไปในตัว เช่น วิทยากรชุมชน กระบวนกรชุมชน นักวิจัยชุมชน รวมถึงภายในชุมชนก็เกิดความแจ่มชัดในชุดความรู้ที่มีในท้องถิ่น เกิดความแจ่มชัดในอัตลักษณ์ตนเอง เกิดศูนย์กลางการเรียนรู้ทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรมในชุมชน เกิดการระบบและกลไกการเรียนรู้แบบพึ่งพิงกันและกัน (Collaborative Learning) อันเป็นปัจจัยหลักอีกปัจจัยหนึ่งของการสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนแก่ชุมชนด้วยตัวตนของชุมชนเอง

นอกจากนี้ยังหมายรวมถึงการที่ชุมชนสามารถเชื่อมโยงทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมั่นใจ ตลอดจนสามารถต่อยอดกับสถานการณ์ใหม่ๆ (Active Experiment) อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ชุมชนเข้าใจและเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม เสมือนการตอกย้ำให้รู้ว่าชุมชนไม่ใช่ "ภาชนะที่ว่างเปล่า" หากแต่หลากล้นด้วย "ความรู้" และ "ภูมิปัญญา" ที่มีคุณค่าและมูลค่าในตัวเอง และสิ่งเหล่านั้นล้วนนำมาผนึกเป็นการเรียนรู้ร่วมกับมหาวิทยาลัยฯ ได้อย่างสง่างาม




บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (6)

เขียนเมื่อ 

เมษานี้ อาจารย์แผ่นดิน ไม่คิดจะไปนั่งเล่น นอนเล่นแถว ๆ ชายทะเลเมืองสามอ่าวบ้างหรือจ๊ะ

รักเลยค่ะ. ต้องการข้อมูลลักษณะนี้มานานแล้ว ขอบคุณนะคะ กำลังวางแผนชีวิตว่าอยากเป็นจิตอาสาช่วยงานวิชาการที่ตนเองถนัด ไม่คิดตังค์ ขอแค่อาหารและที่พักฟรีเมื่อออกภาคสนามเท่านั้น ฝากไว้พิจารณาสักคนนะคะ (ฮา)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ คุณมะเดื่อ

ยกพลไปไกลขนาดนั้น เป็นเรื่องใหญ่เลยครับ 55
เป็นเป็นครั้งคราว ไปเรียนรู้ร่วมกัน
หากยังมีค่ายและต้องการหนังสือไปหนุนเสริมให้เกิดพลังการอ่าน
แจ้งผมอีกทีนะครับ - ถึงห่างไปรษณีมาร่วมสี่ปีแล้วก็ยินดีจะไปส่งหนังสือเพื่อการอ่านด้วยตนเอง ครับ

เขียนเมื่อ 

ครับ อ.ดารนี ชัยอิทธิพร

ยินดีและเ็นเกียรติครับ...
ที่พักฟรีประเภทนอนกลางดิน กินกลางทราย- ไหมไหมครับ (ฮา)

เขียนเมื่อ 

ดีใจที่พบการทำงานครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด

มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ขอนแก่น สกลนคร นครพนม สุรินทร์ ยโสธร อุบลราชธานี

ตอนนี้อยากเห็นการทำต่อไปในปี 2558 ยาวไปอีกอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

รอฟังข่าวดีวันที่ สกอ มา

ถึง สกอ ไม่มาก็ทำใช่ไหม

555

เขียนเมื่อ 

ครับ อ.ขจิต ฝอยทอง

ใครจะมา จะไป ...ยังไง มมส ก็ต้องทำอยู่แล้ว
มันเป็นความสำเร็จเชิงนโยบาย ที่เราสามารถแอดงานบริการวิชาการผ่านการเรียนการสอน
ส่งผลให้นิสิตได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมเหล่านี้อย่างแท้จริง
เป็นการขัดเกลาวิชาชีพให้แจ่มชัดและแหลมคมขึ้น
และเป็นการบ่มเพาะให้นิสิตได้ตระหนักในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม

เช่นวาทกรรม การศึกษาเพื่อรับใช้ัสังคม นั่นเอง ครับ