เรื่องเก่าๆ คนมาถามใหม่ เลยนำมาเล่าใหม่

*******************

มีคนเล่นพระแบบแฟชั่น ทำตามคนอื่น ไม่สนใจว่าตัวเองคือใคร กำลังทำอะไร ต้องการอะไร......

(เช่น......."การส่องพระ ต้องมีกล้องมีเลนส์" จึงจะดูเท่ห์ สมกับเป็นคนเล่นพระ)

คนกลุ่มนี้ มักส่งพระระดับ "เก๊ตาเปล่า" บางคนเก๊ไปไกล ถึง ระดับ "หลอกเด็กอนุบาล" ก็ยังมี

แล้วยังมาบอกว่าเป็นพระที่ตัวเอง พ่อ ปู่ ตา สะสมมานานแล้ว

และย้อนถามกลับ ว่า การส่องพระ ควรใช้กล้องแบบไหน จึงจะสามารถแยกเก๊-แท้ ได้ดี

ทั้งๆที่ระดับที่ตัวเองเล่นก็ยังแค่ "เก๊ตาเปล่า"

ที่ไม่มีความจำเป็นต้องไปเสียเงินซื้อกล้องหรือ เลนส์มาส่อง แต่อย่างใดทั้งสิ้น

---------------------------------

ผมเดาว่าเขาคงเข้าใจอะไรผิดสักอย่าง

(แบบเดียวกับที่ผมชอบพูดล้อเล่นกับ "คนเล่นหมากรุก" ว่า ขอซื้อ "ขุน" ตัวที่เล่นชนะทุกครั้ง ไม่เคยแพ้เลย ตัวไหน จะรับซื้อไม่เกี่ยงราคา อิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิ)

เพราะในความเป็นจริงนั้น กล้องเพียงเป็นเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของตาและสมองเท่านั้น

หรือ อย่างน้อย ก็คงไม่ทราบว่า การดูเก๊-แท้ นั้น สำคัญอยู่ที่ตาและสมอง เป็นหลัก

(แบบเดียวกับการจะเล่นหมากรุกให้ชนะนั้น อยู่ที่ความสามารถในการเล่น มิได้อยู่ที่ว่าขุน ทำด้วยพลาสติก ไม้ หรือ งาช้าง)

ดังนั้น ความจำเป็นต้องใช้กล้องและเลนส์ขยายช่วยในการดูพระนั้น ก็คงเฉพาะพระเก๊ถึงระดับงานฝีมือจัด หรือเก๊เฉียบ ที่ทุกอย่างใกล้เคียง กับของจริง ทั้งพิมพ์ เนื้อ และภาพรวม

ที่จำเป็นต้องขยายภาพ และมองลึกๆ ให้ชัดๆ ลงไปในเนื้อ และตรวจพิมพ์ทรง พุทธศิลป์ ฯลฯ ที่ถูกต้อง

ถ้าแค่....ระดับเก๊ตาเปล่า ยังมองด้วยตาเปล่าไม่ออก ก็อย่าหวังว่าจะมองด้วยเลนส์ออกเลยครับ

ดังนั้น จึงควรหัดดูด้วยตาเปล่า ในระดับเก๊ตาเปล่า และดูด้วยกล้องและเลนส์ในระดับงานฝีมือระดับสูงดีกว่าครับ

พอท่านมีความสามารถของตาและสมองพอจะแยกแยะได้ถึงขั้นนั้น ผมก็พอจะแนะนำท่านได้ว่า กล้องอะไร แบบไหน เหมาะกับเนื้ออะไร

แต่ถ้ามาแค่ระดับเก๊ตาเปล่า ก็ยังมองไม่ออกซะแล้ว กล้องเทวดาขนาดไหน ราคากี่ล้าน ก็ช่วยเหลืออะไรท่านไม่ได้ครับ

อิอิอิอิอิอิอิอิอิ