หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน : เสียงจากนิสิตสาขาสารสนเทศศาสตร์ (2) มันไม่ง่ายเหมือนเรียนในชั้นเรียน

นิสิตบางคนได้เสียสละโน๊ตบุ๊คส่วนตัวที่พกติดตัวมาให้น้องๆ นักเรียนได้ทดลองคีย์ข้อมูลหนังสือ เพื่อให้น้องๆ คุ้นเคยกับระบบ และมีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่จัดขึ้น

นี่เป็นเรื่องเล่า  หรือเสียงจากนิสิตอีกท่านหนึ่ง (นิตยา เฉโร)  นิสิตสาขาสารสนเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ ที่มีโอกาสเข้าร่วมการเรียนรู้คู่บริการเนื่องในกิจกรรมเชิงรุกของมหาวิทยาลัยมหาสารคามในชื่อ "หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน"

ผมถือโอกาสนำมาเผยแพร่ไว้ในบันทึกนี้-นะครับ


มันไม่ง่ายเหมือนเรียนในชั้นเรียน


ชื่อโครงการ “๑ หลักสูตร ๑ ชุมชน” เคยได้ยินมาบ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง จนวันหนึ่งที่มีโอกาสลงพื้นที่ไปเรียนรู้จากสถานที่จริงคือโรงเรียนบ้านดอนจำปาดอนสวรรค์ จึงเริ่มเข้าใจว่าโครงการ 1 หลักสูตร 1 ชุมชนคืออะไร ซึ่งกิจกรรมที่จะไปทำก็คือการพัฒนาระบบห้องสมุดในโรงเรียน ทั้งการจัดหมวดหมู่หนังสือ ระบบการยืม-คืนหนังสือ และการส่งเสริมการอ่านแก่นักเรียน

แต่ก่อนที่เราจะไปปฏิบัติงานจริงๆ นั้น อาจารย์ให้เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับ “ระบบ” ที่จะนำไปใช้ในการ “คีย์ข้อมูลหนังสือ”  ให้ห้องสมุดโรงเรียนบ้านดอนจำปาดอนสวรรค์  ทำให้พวกเราตื่นเต้นและตื่นตัวกับการต้องไปเรียนรู้ในครั้งนี้กันพอสมควร  ซึ่งในวันแรกที่ได้ลงพื้นที่นั้น  เราไปกันเยอะมาก  เรียกได้ว่าเต็มรถบัสและรถตู้เลยทีเดียว ประกอบไปด้วยนิสิตชั้นปี ๑-๓  และอาจารย์อีก ๓ ท่าน 




การไปทำกิจกรรมในครั้งนี้เราได้เห็นห้องสมุดที่ไม่ใหญ่มากนัก เห็นหมวดหมู่หนังสือที่ไม่เป็นระเบียบเท่าไร  เช่นเดียวกับวินาทีแรกที่มองเรื่องงานนั้น เราก็คิดว่าคงจะไม่มีปัญหาอะไร คิดแต่เพียงว่าทำๆ ไปไม่นานก็คงเสร็จ

ก่อนการลงมือทำกิจกรรม อาจารย์เรียกทุกคนมาประชุมหารือกัน  บอกเล่าถึงรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง  พร้อมๆ กับการมอบหมายหน้าที่ร่วมกัน  เช่น  นิสิตชั้นปีที่ ๑ ให้ไปดูแลน้องๆ  นักเรียน  บางส่วนทำหน้าที่ยกหนังสือมาให้พี่ๆ คีย์ข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์  เพราะน้องนิสิตปี ๑  ยังไม่ได้เรียนการลงรายการ  ส่วนนิสิตปี ๒ และปี ๓ รับผิดชอบการลงรายการหนังสือในห้องสมุด  แต่กว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางก็กินเวลาไปมากพอสมควร  จึงต้องเร่งมือคีย์ข้อมูลกันอย่างยกใหญ่  ยิ่งทำยิ่งพบปัญหาต่างๆ  ซึ่งมันไม่ง่ายเหมือนเรียนในชั้นเรียน  หลายเรื่องเรายังไม่แม่นยำ  ขนาดน้องปี ๒  หรือแม้กระทั่งเราเองที่อยู่ปี ๓  ยังไม่แน่ใจในบางเรื่อง ส่งผลให้การทำงานเป็นไปอย่างทุลักทุเล แต่ดีที่มีอาจารย์คอยเป็นที่ปรึกษาอยู่ใกล้ๆ ทำให้อุ่นใจและมีพลังใจที่จะทำกิจกรรมร่วมกัน


กระทั่งเมื่อทุกอย่างเริ่มลงตัว งานก็เดินต่อไปได้อย่างราบรื่น จวบจนพักกลางวัน เมื่อกินข้าวเสร็จแล้วพวกเราก็ลงมือคีย์ข้อมูลกันต่อเลยอย่างสนุก มีบ้างที่บางคนขอเวลาพักยกเล็กๆ เพราะคีย์ข้อมูลมายาวนานจนปวดนิ้วมือ แต่ก็ไม่มีใครบ่นเบื่อใดๆ ทุกคนสนุกกับการทำงาน อาจารย์ก็ไม่ได้เคร่งครัด ใครเหนื่อยก็พัก กินขนม กินน้ำ (ของกินเยอะมากๆ พวกเรากินกันไม่ได้หยุดปากเลย) พวกเราทำงานกันไปเรื่อยๆ จนถึงเวลาที่จะต้องเดินทางกลับมหาวิทยาลัย แต่ก็ยังพบว่างานที่ทำยังไม่เสร็จสมบูรณ์ตามที่ตั้งเป้าไว้ เพราะมีปริมาณเยอะเกินกว่าที่คาดไว้มากเลยทีเดียว




ต่อเมื่อลงพื้นที่เป็นครั้งที่สอง กิจกรรมทุกอย่างยังเป็นไปในรูปแบบเดิม จะแตกต่างไปจากเดิมบ้างก็คือ นิสิตบางคนได้เสียสละโน๊ตบุ๊คส่วนตัวที่พกติดตัวมาให้น้องๆ นักเรียนได้ทดลองคีย์ข้อมูลหนังสือ เพื่อให้น้องๆ คุ้นเคยกับระบบ และมีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่จัดขึ้น ด้วยเหตุนี้นิสิตที่ทำหน้าที่คีย์ข้อมูลจึงมีน้อยลง งานจึงช้าบ้างเร็วบ้าง นิสิตบางคนก็ประกบตัวต่อตัวให้คำแนะนำแก่น้องนักเรียนว่าต้องทำคีย์ข้อมูลอย่างไร นิสิตบางคนพอเห็นเพื่อนคีย์ข้อมูลจนเหนื่อยก็ผลัดเปลี่ยนกันคีย์ข้อมูลช่วยกัน ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุขและความสนุก ยิ่งอาจารย์แจ้งข้อมูลว่าวันแรกพวกเราคีย์ข้อมูลหนังสือได้ตั้ง ๑,ooo พันกว่าเล่ม ยิ่งทำให้เรารู้สึกอิ่มเอมใจ

เช่นเดียวกับในบางช่วงเราได้มีโอกาสสัมภาษณ์ความรู้สึกของคุณครูและนักเรียนเกี่ยวกับกิจกรรมที่ร่วมทำด้วยกัน ส่วนใหญ่ให้ความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็น “ชอบห้องสมุดที่พวกเราได้ทำให้มากๆ” หรือกระทั่งการบอกเล่าว่ารู้สึกมีความสุขที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกับมหาวิทยาลัย  ซึ่งก็อยากให้มหาวิทยาลัยได้มาช่วยพัฒนาระบบห้องสมุด หรืออื่นๆ ร่วมกันต่อไปอีกเป็นระยะๆ

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณอาจารย์ที่ได้ให้โอกาสได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากในห้องเรียน ช่วยให้ได้สัมผัสถึงบทเรียนของการช่วยเหลือชุมชน อีกทั้งยังช่วยให้ได้ลงมือปฏิบัติงานจริงในเรื่องที่เกี่ยวกับวิชาชีพที่เรียน หากมีโอกาสได้ไปทำกิจกรรมแบบนี้ทั้งที่โรงเรียนบ้านดอนจำปาดอนสวรรค์หรือที่อื่นๆ พวกเราก็พร้อมที่จะเรียนรู้เพื่อหาประสบการณ์เพิ่มเติมให้กับชีวิตเพื่อใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนและการทำงานต่อไป


....

ภาพ : สาขาสารสนเทศศาสตร์
ต้นเรื่อง : นิตยา เฉโร
กิจกรรม : โครงการหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (11)

รูปแบบหนึ่งที่น่าชื่นชมของเยาวชนจิตอาสา ที่ก่อความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับค่ะ

เขียนเมื่อ 

น้องๆๆ ....ได้เรียนรู้  "นอกห้องเรียน"  ... และ ...ได้ปฎิบัติจริงๆๆ ในพื้นที่ .... ได้คิดสร้างสรรค์... รวมทั้งแก้ปัญหาที่ "หน้างาน" .... นะคะ



-สวัสดีครับ

-ตามมาให้กำลังใจน้องๆ นิสิต

-การลงมือปฏิบัติด้วยตัวเองกับสถานที่จริงแบบนี้ได้ประสบการณ์มากมายเลยนะครับอาจารย์

-ขอบคุณเรื่องเล่าดีๆ  นี้ครับ

-เก็บภาพวิถีชีวิตชนบทมาฝากกับ"ไม้กวาดหญ้าขัด"ครับ

เขียนเมื่อ 

ชอบใจการทำงานของนิสิต

ที่ลงพื้นที่จริงเอาปัญหาของชุมชนและโรงเรียนเป็นพื้นที่ทำงาน

ขอบคุณมากๆครับ

เขียนเมื่อ 

มีความสุขทั้งพี่ๆ และน้องๆ นะคะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ พี่ใหญ่ นงนาท สนธิสุวรรณ

บ่มเพาะจิตอาสา ผ่านการลงมือทำ
และบ่มเพาะจิตอาสา ผ่านการเรียนการสอน โดยใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้...ครับ

ขอบพระคุณครับ

เขียนเมื่อ 

ครับ พี่ Dr. Ple

เราเชื่อว่า ยิ่งลงมือทำ
ยิ่งได้ปัญญา
ยิ่งลงมือทำเป็นทีม
ยิ่งได้ทักษะชีวิต...


ขอบพระคุณครับ

เขียนเมื่อ 

ครับ คุณเพชรน้ำหนึ่ง

สถานการณ์จริง คือการเรียนรู้ที่จะก่อเกิดทักษะหลากประการณ์
เจ็บปวด-และสุข อย่างเป็นความรู้...
เพราะสัมผัสจริง ไม่ใช่จินตนาการ...

ขอบคุณครับ

เขียนเมื่อ 

ครับ, อ.ขจิต ฝอยทอง

หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน มีกลิ่นอาย PBL ที่แจ่มชัดในหลายโครงการมากเลยครับ

เขียนเมื่อ 

ครับ อ.tuknarak

ความสุข -คือปลายทางอันยิ่งใหญ่ของการเรียนรู้และกิจกรรมเหล่านี้ ถึงแม้จะยังไม่สิ้นสุด แต่ก็สัมผัสได้บ้างแล้วว่า ความสุขอยู่ ณ หนแห่งใด อยู่กับใคร อยู่กับสถานการณ์ใด..

ขอบคุณครับ

นิสิตได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติในสถานการณ์ที่เป็นจริงทำให้รู้กระบวนการและขั้นตอนในการทำงานมากขั้น อย่างที่ว่าครับเรียนท่องจำไปก็ไม่เกิดผลหากไม่ได้ลงมือทำ ขอบคุณมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่มีโครงการดีๆให้น้องๆนิสิตได้เข้าร่วมครับ