...ต่อไปนี้เราคงต้องพูดคุยสื่อสารกันให้มากขึ้น การช่วยเหลือบางอย่างมันเกิดขึ้นแล้ว อย่างเงียบๆ ...แพทย์พยาบาลช่วยให้ผู้ป่วยนอนนิ่งๆ เงียบๆ (absolute bed rest) ผู้ป่วยก็นอนนิ่งๆ ไม่ไหวติง (นอนนิ่งๆ) เพื่อรักษาเด็กในครรภ์ไว้ ..

27 ต.ค.57 วานนี้ มีข่าวสลดใจ! ทารกตายหลังคลอดได้ไม่ถึงชั่วโมง ทั้งที่คลอดในโรงพยาบาล.. เป็นแรงผลักดันให้ดิฉันต้องเขียนบทความนี้ เป็นความสลดใจที่มีต่อเด็ก มารดาและครอบครัว แต่ที่น่าสลดใจยิ่งกว่าคือความสลดใจต่อวิชาชีพแพทย์และพยาบาล วิชาชีพที่มีความเสียสละและอดทนยิ่ง ผู้ที่ไม่อดทนพอจึงมักจะหลุดจากวงจรนี้ไปเมื่อมีโอกาสที่ดีกว่า .. เสมอ

ดิฉันขอแจ้งแถลงไขความรู้สึกในใจผ่านเรื่องเล่าจากประสบการณ์จริง ดังนี้ค่ะ

ปี 2527-2529 ช่วง 2 ปีแรกของการรับราขการ เงินเดือนระดับปริญญาตรี 2,765 บาท นั้นไม่มากนัก แต่ก็ยังมากพอสำหรับดิฉันคนทุกข์ยากที่ไม่เคยถือเงินเกิน 1,000 บาท แต่ก็ยังไปทำงาน part time และเฝ้าไข้ในโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง ด้วยความซุกซนอยากรู้อยากเห็นว่าพยาบาลสวยๆ ในโรงพยาบาลใหญ่ๆ คนไข้มีระดับนั้น มันเป็นอย่างไร

ดิฉันได้รู้ได้เห็นแล้วค่ะ เมื่อต้องเป็น 'พยาบาลพิเศษ' หรือพยาบาลเฝ้าไข้

วันหนึ่ง ดิฉันได้เฝ้าไข้ผู้ป่วยผ่าตัดคลอดบุตร ในโรงพยาบาลติดอันดับแรกๆ ของเมืองไทย เมื่อผู้ป่วยออกจากห้องผ่าตัด (ผู้ป่วยได้พักสังเกตอาการในห้องพักฟื้นหลังผ่าตัด ประเมินผ่านเกณฑ์แล้วจึงส่งมาห้องพัก) ก็ส่งมาที่ห้องพัก ดิฉันก็ให้การดูแลตามมาตรฐานวิชาชีพพยาบาล ในห้องนั้นมีญาติหลายคน หลายคนเสียจนไม่มีที่นั่งที่ยืน ดิฉันเกรงว่าจะเข้าไม่ถึงผู้ป่วยหรือใกล้ชิดไม่พอ จึงยึดเก้าอี้ไว้ตัวหนึ่ง ยกมานั่งข้างเตียงผู้ป่วยด้านระเบียงเพื่อไม่ให้กีดขวางญาติผู้ป่วย

แต่ด้วยผู้ป่วยเพิ่งออกจากห้องพักฟื้นจึงยังไม่รู้สึกตัว ญาติๆ จึงคุยกันเอง พักหนึ่ง เสียงพูดคุยก็เงียบลง .. สามีของผู้ป่วยหันมาตั้งข้อสังเกตกับดิฉันอย่างคลางแคลงใจว่า

"พยาบาลครับ ผมไม่เห็นคุณช่วยเหลืออะไรคนไข้เลย .. นั่งเฉยๆ"

เอาละซิ! ญาติผู้ป่วยเบนเข็มมาสนใจดิฉันเข้าแล้ว ก็นึกขำๆ ในใจตามประสาคนซุกซน ว่าจะให้กระโดดไปกระโดดมาหรือไง แต่ลึกๆ ในใจนั้นรู้สึกกังวลว่าจะจัดการกับเรื้องนี้อย่างไร ก็เล่นจ้องมองดิฉันเป็นตาเดียวกันทั้งห้องเลย

ไม่ยากหรอกค่ะ .. ดิฉันก็แค่ให้ข้อมูลสำคัญ (ประมาณว่า)

"ผู้ป่วยผ่าตัดหลังคลอด 2-3 วันแรกสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้คือ แผลเย็บฉีกขาด เลือดออกตกใน และ ... "

"ผู้ป่วยบอกไม่ได้ ญาติก็ประเมินเองไม่ได้ .. หากมีปัญหาดังกล่าวเลือดจะไหลออกจากเส้นเลือดไปอยู่ในช่องท้อง จะมีอาการท้องอืดแน่น กดเจ็บ อึดอัด หายใจลำบาก ชีพจรเต้นเร็วมากกว่า ... ความดันโลหิตลดลง .. เป็นอาการวิกฤตที่ต้องช่วยเหลือเร่งด่วนภายใน .. นาที "

"พยาบาลเฝ้าไข้อยู่ใกล้ขิดติดขอบเตียง จะประเมินได้ทันทีด้วยการตรวจวัดสัญญาณชีพทุก 30, 60 นาที ช่วงนี้จึงให้ผู้ป่วยพักผ่อนมากๆ ให้ยาบรรเทาปวดเท่าที่จำเป็น เน้นการเฝ้าระวังความเสี่ยง . .."

ได้ผลนะคะ สามีผู้ป่วยรีบกล่าวขอโทษในความไม่รู้ของตนเอง รับว่าจะไม่รบกวนพยาบาลพิเศษอีก เชิญปฏิบัติหน้าที่ของตนตามสบาย อันที่จริงคำอธิบายของดิฉันออกจะหนักไปหน่อย เพราะญาติๆ พากันเงียบเสียง บางคนก็ขอออกไปหาอะไรทาน

จากข่าวสลดใจ

หากญาติหรือผู้ป่วยตั้งข้อสงสัย ว่าทำไมไม่พาเข้าห้องคลอด ทำไมไม่ ... หากแพทย์พยาบาลให้เวลาอธิบายบอกกล่าว ว่าอายุครรภ์น้อยเกินไป โอกาสที่เด็กคลอดรอดชีวิตน้อยมาก และจะเป็นเด็กไม่สมบูรณ์ .. ควรยืดเวลาตั้งครรภ์ออกไป โดยนอนนิ่งๆ ห้ามเบ่งเด็ดขาด ปวดเบ่งก็อดไว้.. ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างคิดต่างรู้สึกและสรุปเอาเองฝ่ายเดียว เหตุการณ์ก็จะไม่บานปลายเช่นนี้ แม่เด็กและครอบครัวก็เสียขวัญที่เด็กไม่รอด แพทย์พยาบาลก็เสียขวัญ รู้สึกทำดีเสมอตัว.. ที่สำคัญจะรอดไหมนี่ (ผู้เขียนคิดเอาเองเหมือนกัน)

ต่อไปนี้เราคงต้องพูดคุยสื่อสารกันให้มากขึ้น เพราะการช่วยเหลือบางอย่างมันเกิดขึ้นแล้ว อย่างเงียบๆ .. แพทย์พยาบาลช่วยให้ผู้ป่วยนอนนิ่งๆ เงียบๆ (absolute bed rest) ผู้ป่วยก็นอนนิ่งๆ ไม่ไหวติง (นอนเงียบๆ) เพื่อรักษาเด็กในครรภ์ไว้

คุณผู้อ่านเงียบมาก หลับหรือยังคะ.