(82) พยาบาลพิเศษ : ไม่เห็นช่วยเหลืออะไรได้?

...ต่อไปนี้เราคงต้องพูดคุยสื่อสารกันให้มากขึ้น การช่วยเหลือบางอย่างมันเกิดขึ้นแล้ว อย่างเงียบๆ ...แพทย์พยาบาลช่วยให้ผู้ป่วยนอนนิ่งๆ เงียบๆ (absolute bed rest) ผู้ป่วยก็นอนนิ่งๆ ไม่ไหวติง (นอนนิ่งๆ) เพื่อรักษาเด็กในครรภ์ไว้ ..

27 ต.ค.57 วานนี้ มีข่าวสลดใจ! ทารกตายหลังคลอดได้ไม่ถึงชั่วโมง ทั้งที่คลอดในโรงพยาบาล.. เป็นแรงผลักดันให้ดิฉันต้องเขียนบทความนี้ เป็นความสลดใจที่มีต่อเด็ก มารดาและครอบครัว แต่ที่น่าสลดใจยิ่งกว่าคือความสลดใจต่อวิชาชีพแพทย์และพยาบาล วิชาชีพที่มีความเสียสละและอดทนยิ่ง ผู้ที่ไม่อดทนพอจึงมักจะหลุดจากวงจรนี้ไปเมื่อมีโอกาสที่ดีกว่า .. เสมอ

ดิฉันขอแจ้งแถลงไขความรู้สึกในใจผ่านเรื่องเล่าจากประสบการณ์จริง ดังนี้ค่ะ

ปี 2527-2529 ช่วง 2 ปีแรกของการรับราขการ เงินเดือนระดับปริญญาตรี 2,765 บาท นั้นไม่มากนัก แต่ก็ยังมากพอสำหรับดิฉันคนทุกข์ยากที่ไม่เคยถือเงินเกิน 1,000 บาท แต่ก็ยังไปทำงาน part time และเฝ้าไข้ในโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง ด้วยความซุกซนอยากรู้อยากเห็นว่าพยาบาลสวยๆ ในโรงพยาบาลใหญ่ๆ คนไข้มีระดับนั้น มันเป็นอย่างไร

ดิฉันได้รู้ได้เห็นแล้วค่ะ เมื่อต้องเป็น 'พยาบาลพิเศษ' หรือพยาบาลเฝ้าไข้

วันหนึ่ง ดิฉันได้เฝ้าไข้ผู้ป่วยผ่าตัดคลอดบุตร ในโรงพยาบาลติดอันดับแรกๆ ของเมืองไทย เมื่อผู้ป่วยออกจากห้องผ่าตัด (ผู้ป่วยได้พักสังเกตอาการในห้องพักฟื้นหลังผ่าตัด ประเมินผ่านเกณฑ์แล้วจึงส่งมาห้องพัก) ก็ส่งมาที่ห้องพัก ดิฉันก็ให้การดูแลตามมาตรฐานวิชาชีพพยาบาล ในห้องนั้นมีญาติหลายคน หลายคนเสียจนไม่มีที่นั่งที่ยืน ดิฉันเกรงว่าจะเข้าไม่ถึงผู้ป่วยหรือใกล้ชิดไม่พอ จึงยึดเก้าอี้ไว้ตัวหนึ่ง ยกมานั่งข้างเตียงผู้ป่วยด้านระเบียงเพื่อไม่ให้กีดขวางญาติผู้ป่วย

แต่ด้วยผู้ป่วยเพิ่งออกจากห้องพักฟื้นจึงยังไม่รู้สึกตัว ญาติๆ จึงคุยกันเอง พักหนึ่ง เสียงพูดคุยก็เงียบลง .. สามีของผู้ป่วยหันมาตั้งข้อสังเกตกับดิฉันอย่างคลางแคลงใจว่า

"พยาบาลครับ ผมไม่เห็นคุณช่วยเหลืออะไรคนไข้เลย .. นั่งเฉยๆ"

เอาละซิ! ญาติผู้ป่วยเบนเข็มมาสนใจดิฉันเข้าแล้ว ก็นึกขำๆ ในใจตามประสาคนซุกซน ว่าจะให้กระโดดไปกระโดดมาหรือไง แต่ลึกๆ ในใจนั้นรู้สึกกังวลว่าจะจัดการกับเรื้องนี้อย่างไร ก็เล่นจ้องมองดิฉันเป็นตาเดียวกันทั้งห้องเลย

ไม่ยากหรอกค่ะ .. ดิฉันก็แค่ให้ข้อมูลสำคัญ (ประมาณว่า)

"ผู้ป่วยผ่าตัดหลังคลอด 2-3 วันแรกสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้คือ แผลเย็บฉีกขาด เลือดออกตกใน และ ... "

"ผู้ป่วยบอกไม่ได้ ญาติก็ประเมินเองไม่ได้ .. หากมีปัญหาดังกล่าวเลือดจะไหลออกจากเส้นเลือดไปอยู่ในช่องท้อง จะมีอาการท้องอืดแน่น กดเจ็บ อึดอัด หายใจลำบาก ชีพจรเต้นเร็วมากกว่า ... ความดันโลหิตลดลง .. เป็นอาการวิกฤตที่ต้องช่วยเหลือเร่งด่วนภายใน .. นาที "

"พยาบาลเฝ้าไข้อยู่ใกล้ขิดติดขอบเตียง จะประเมินได้ทันทีด้วยการตรวจวัดสัญญาณชีพทุก 30, 60 นาที ช่วงนี้จึงให้ผู้ป่วยพักผ่อนมากๆ ให้ยาบรรเทาปวดเท่าที่จำเป็น เน้นการเฝ้าระวังความเสี่ยง . .."

ได้ผลนะคะ สามีผู้ป่วยรีบกล่าวขอโทษในความไม่รู้ของตนเอง รับว่าจะไม่รบกวนพยาบาลพิเศษอีก เชิญปฏิบัติหน้าที่ของตนตามสบาย อันที่จริงคำอธิบายของดิฉันออกจะหนักไปหน่อย เพราะญาติๆ พากันเงียบเสียง บางคนก็ขอออกไปหาอะไรทาน

จากข่าวสลดใจ

หากญาติหรือผู้ป่วยตั้งข้อสงสัย ว่าทำไมไม่พาเข้าห้องคลอด ทำไมไม่ ... หากแพทย์พยาบาลให้เวลาอธิบายบอกกล่าว ว่าอายุครรภ์น้อยเกินไป โอกาสที่เด็กคลอดรอดชีวิตน้อยมาก และจะเป็นเด็กไม่สมบูรณ์ .. ควรยืดเวลาตั้งครรภ์ออกไป โดยนอนนิ่งๆ ห้ามเบ่งเด็ดขาด ปวดเบ่งก็อดไว้.. ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างคิดต่างรู้สึกและสรุปเอาเองฝ่ายเดียว เหตุการณ์ก็จะไม่บานปลายเช่นนี้ แม่เด็กและครอบครัวก็เสียขวัญที่เด็กไม่รอด แพทย์พยาบาลก็เสียขวัญ รู้สึกทำดีเสมอตัว.. ที่สำคัญจะรอดไหมนี่ (ผู้เขียนคิดเอาเองเหมือนกัน)

ต่อไปนี้เราคงต้องพูดคุยสื่อสารกันให้มากขึ้น เพราะการช่วยเหลือบางอย่างมันเกิดขึ้นแล้ว อย่างเงียบๆ .. แพทย์พยาบาลช่วยให้ผู้ป่วยนอนนิ่งๆ เงียบๆ (absolute bed rest) ผู้ป่วยก็นอนนิ่งๆ ไม่ไหวติง (นอนเงียบๆ) เพื่อรักษาเด็กในครรภ์ไว้

คุณผู้อ่านเงียบมาก หลับหรือยังคะ.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องดีดีที่อยากเล่า



ความเห็น (14)

ขออภัยนะคะ ท่านผู้สนใจ

ดิฉันเขียนจากโทรศัพท์ แก้ไขคำผิดและตัดหน้าไม่ได้ดังใจ รอกลับจากราชการแล้วจะแก้ไขให้นะคะ ขอยคุณค่ะ

เขียนเมื่อ 

ทำดีที่สุดแล้วนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ

เขียนเมื่อ 

ยังๆๆ..ไม่หลับค่ะ ค่ะต้องคุยกับญาติเลยนะคะเพราะมองต่างมุมทำให้เจตนาผิด..ทำดีแล้วค่ะ

เขียนเมื่อ 

ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลนี้ เชื่อว่าอ.คงเห็นสัจธรรมนะครับ ทั้ง "เกิด แก่ เจ็บ ป่วย ตาย" รวมอยู่ที่นี่หมด นอกนั้น การสื่อสารกับผู้ป่วยก็มีปัญหาเช่นกัน ผมคอยช่วยงาน (ห่างๆ) พยาบาลคนหนึ่งเธอกำลังทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการสื่อสารการรับรู้ของพยาบาลกับผู้ใหญ่และญาติอยู่ 

เธออยากรู้ว่า การสื่อสารในเรื่องความเป็น ความตาย ความทุกข์ ความกังวลของผู้ป่วยกับพยาบาลนั้น สอดคล้องกับสภาพจริงที่สื่อออกมาตามธรรมชาติหรือไม่ (อาการทางกาย) หรือว่าเฟก (fake)เอา เพื่อเรียกร้องความสนใจ

ในขณะพยาบาลมีจรรยาบรรณ วิชาชีพและคุณธรรมลึกๆ ถึงมวลมนุษยชนหรือไม่ว่า คนป่วยนั้นไม่ใช่ญาติ แต่ดูแลให้ด้วยจิตเมตตาธรรมหรือเพื่อประโยชน์ (เงินเดือน) หรือเพื่อหน้าที่บังคับ ผมคิดว่า กรณีของอ. ก็คงคล้ายกับกรณีอื่นๆ อีกมากนะครับ ที่ผู้ป่วยกับพยาบาลมีปัญหาเรื่องนี้ 

อีกประเด็นหนึ่ง เมื่อครั้งผมป่วยนอนที่รพ.พยุพราชฯ ที่อ.จอมบึงราชบุรี ผมสังเกตเห็นพยาบาลดูแลเช็ดล้างบาดแผลผู้ป่วยที่ช่วยตัวเองไม่ได้ เห็นเธอทำคนเดียว ผมนึกถึงแก่นธาตุแท้คำว่า "เพศแม่" เลยครับ นี่คือ ผลผลิตของความเป็นเพศแม่อีกบทบาทหนึ่ง ที่ผมซาบซึ้งมาก จนติดตาผมอยู่ทุกวันนี้ 

ในขณะอีกภาพหนึ่ง ผมกลับกระอักกระอ่วนใจเมื่อเห็นภาพผู้หญิงประกวดนางงาม นางแบบ นางงามเมือง นางโฆษณา นางพริตตี้ ฯ ที่นุ่งน้อย ปิดน้อง ลั้ลล้าอยู่กับบทบาทที่ถูกมอบให้ด้วยความเริงร่า ท้าทายสายตาหนุ่มๆ ทำให้เห็นว่า คุณค่าและธาตุแท้ของพวกเธอมีแค่นี้หรือ แต่ผมคงต้องยอมรับเหตุผลส่วนตัวของเธอนะครับ

เขียนเมื่อ 

การได้มาซึ่ง...วิชาชีพต่างๆต้องเกี่ยวข้อง กับจริยธรรม จรรยาบรรณ แต่ก็มีกฎหมายบัญญัติข้อกำหนดตามอำนาจหน้าที่่ของผู้ประกอบวิชาชีพนั้นด้วย เพื่อป้องกัน และคุ้มครองสิทธิทั้งผู้ให้บริการ และผู้เข้ารับบริการ ตามการปฏิบัติหน้าที่ และตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นะคะ...เป็นกำลังใจค่ะ

เขียนเมื่อ 

แรกๆผมก็เหมือนประชาชนทั่วไป ที่คาดหวังความรวดเร็ว การเอาใจใส่เหมือน รพ.เอกชน

แต่เมื่อการเข้ารพ.ประจำทุกๆเดือนเมื่อ2 ปีที่แล้ว

ทำให้ผมเห็นใจและเคารพอาชีพพยาบาลเป็นอย่างมาก ในความอดทนต่อผู้เข้ารับบริการที่มากเกินกว่าจะให้ความสะดวกกับทุกๆคน

เป็นกำลังใจให้ครับ...

เขียนเมื่อ 

เห็นด้วยอย่างยิ่งคะว่าการสื่อสารเป็นเรื่องที่สำคัญต่อการรักษาพยาบาล ขอชื่นชม ในการให้ข้อมูลเป็นอย่างยิ่งนะคะ อาจารย์ อย่างประสบการในการรับเรื่องร้องทุกข์ของผู้รับบริการส่วนมากแล้วเกิดจากการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกันเป็นอย่างยิ่งทั้งจากภาษาพูด ภาษากาย เป็นเรื่องท้าทายที่น่าพัฒนาคะ 

-สวัสดีครับ

-ตามมาให้กำลังใจพยาบาล...ครับ

-ได้รับบริการและดูแลจากพยาบาลหลายครั้ง...

-รู้สึกได้ถึงความเหน็ดเหนื่อย...ด้วยอาชีพบริการ

-ส่วนตัวผมทำงานให้บริการเกษตรกร ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ ก็มีเรื่องมากมายที่ต้องทำความเข้าใจ...รักษาอาการทางใจของเกษตรกรและโรคพืชต่าง ๆ 

-พยาบาลต้องดูแลคนไข้..บางคนก็เข้าใจ..บางคนก็มีปัญหามาให้ช่วยแก้ไข..

-งานบริการ...เหนื่อย..แต่ภูมิใจ..นะครับพี่หมอ..

-ขอบคุณครับ


เขียนเมื่อ 

"เมื่อสาวๆเพื่อนที่จบมัถยมมาด้วยกันได้เลือกมีอาชีพเป็นพยาบาล(สุดหรู)เพราะเราเป็นไม่ได้อย่างเขา..มีเรื่องเมาส์กันเมื่อเจอหน้า..."เธอมีโอกาศ.จับ..องคชาติวันละเป็นพันๆๆอัน"...ทำให้สาวๆอย่างเราต้องหน้าเหลอ..เจ้าค่ะ...กับอาชีพประเสริฐๆเช่นนี้...

เขียนเมื่อ 

ขอร่วมวงด้วยครับ  "ความไม่รู้จริง" ไงครับ คือตัวปัญหา  กล่าวโดยรวมก็คือ "การสื่อสารที่ไม่ตรงกัน" หากกล่าวโดยแยกประเด็นก็คือ การพูดกันไม่รู้เรื่อง หรือรู้อย่างพูดอย่าง  ทางแพทย์รู้อย่างหนึ่ง ทางชาวบ้านรู้อีกอย่างหนึ่ง การ "รู้ความจริง" ไม่ตรงกันจึงก่อเกิดปัญหาตามมาครับ...

พี่หนานก็ติดใจอยู่หน่อยหนึ่งในเวลาราชการคือ เวลา ๑๑.๓๐ น.แพทย์พยาบาลพักเที่ยงกันแล้ว รอเวลาบ่ายโมงนะค่อยมาใหม่ "ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นก็ไม่รู้เหมือนกัน?" แทบจะทุกแห่งที่ตนเองเคยประสบพบเจอมา นี่ผมก็รู้ไม่จริงเหมือนกันครับ...

ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมแชร์ความรู้สึกและประสบการณ์นะคะ ไม่ต่างกันหรอกค่ะ ดิฉันก็ได้รับในสิ่งเดียวกันเมื่อเป็นผู้รับบริการ .. กำลังร่างบันทึก 'ความลับ' ที่ผู้ป่วยต้องรู้ให้ได้ ชื่อเรื่องประมาณนี้ เป็นการ แ ฉ ว่าแพทย์พยาบาลกลัวอะไรถึงไม่กล้าให้ข้อมูลสำคัญๆ แกผู้ป่วย ติดตามนะคะ

เขียนเมื่อ 

ยังไม่หลับครับ

555

ถ้ามีการบันทึกข้อผิดพลาดไว้จะดีมาก

จะได้ช่วยกันแก้ไขจากข้อผิดพลาดนั้น

เป็นการถอดบทเรียนที่ดีมากครับ

ดิฉันต้องขอโทษ คุณยายธี แทนเพื่อนร่วมวิชาชีพนะคะ อันที่จริงเธอเหล่านั้นออกอาการ fake ดังเช่นที่คุณ ส.รตนศักดิ์ กล่าวมากกว่า เพราะสำหรับสาวๆ แล้ว ของสงวนของเพศชายเป็นสิ่งลึกลับที่เป็นภัยสำหรับสาวๆ หากกล่าวว่าได้สัมผัส หมายถึงได้รู้ได้เห็น ..มันไม่ลึกลับอีกต่อไป .. ดูน่าสนใจกว่าจะบอกว่าเป็นพยาบาลเฉยๆ นะคะ ..ดิฉันหวังว่าเธอๆ จะเล่าให้ฟังเฉพาะเพื่อนใกล้ชิดมากกว่านะคะ

เขียนเมื่อ 

ชื่นชมในการทำงาน ความเสียสละของคุณหมอและพยาบาลตลอดมาค่ะ