เรื่องเล่าไตรภาค  จากพี่สมพร  อินทร์แก้ว  ภาคที่ 3  แล้วค่ะ (ภาค 1, ภาค 2)

                 .......ในส่วนภาคบริหาร  พอเราจัดตลาดนัดความรู้สุขภาพจิตดี  ท่านอธิบดี, รองอธิบดีวชิระ, และ ผอ.รพ. หลายท่าน ได้มาเห็น    และอธิบดีได้ประกาศเป็นนโยบายว่า  ต่อไปถ้ามีเวทีแบบนี้อีก ผู้บริหารทุกคนต้องเข้า  และพอรุ่งขึ้นมีการประชุมกรมอีก  ท่านก็ไปพูดสำทับในที่ประชุมอีกว่าเป็นเวทีที่สำคัญและได้ประโยชน์มาก ดังนั้นถือเป็นภารกิจที่ผู้บริหารควรต้องให้ความสนใจ     แล้วท่านก็กำหนดอีกว่าจากภาพที่เห็น   ปีหน้าขอให้ทุกหน่วยไปดูว่างานเด่นของตัวเองคืออะไร  แล้วให้มีการจัดการความรู้ให้ชัดเจน  โดยให้มีคลังความรู้ปรากฏให้เห็นด้วย   อันนี้ถือเป็นนโยบายให้ทุกหน่วยไปทำ  ไม่ใช่แค่สำนักที่นำร่องทำ    ดังนั้น ปีหน้า 2550  ทุกหน่วยต้องไปหางานเด่นของตัวเองว่าจะทำอะไร  แล้วก็เอา KM เข้าไปเป็นกระบวนการในการจัดการ   ฉะนั้นให้ทุกหน่วยไปหาสินค้าดีๆ ของตัวเองมาขายในตลาดนัดความรู้ให้ได้

 

                ในส่วนของหน่วยนำร่อง KM ของกรมสุขภาพจิต  คือ สำนักพัฒนฯ   ซึ่งจะต้องทำให้สำเร็จตามตัวชี้วัด    ภารกิจอันหนึ่งที่กลุ่มเราได้รับ  คือ ต้องลงไปช่วยเหลือเยียวยาจิตใจให้กับประชาชนใน 3 จว. ชายแดนภาคใต้  เป็นเนื้องานที่ได้รับมอบหมาย    เราจึงเอา 2 เรื่องมาเป็นเรื่องเดียวกัน ( KM กับ งาน)    โดย  ทำเนื้องานเรื่องการดูแลช่วยเหลือเสริมสร้างความหยุ่นตัวให้กับประชาชน 3 จว.    หน้าที่หลักของเราคือ 1. ต้องทำนวัตกรรมขึ้นมา  เราเรียกว่าเป็นเทคโนโลยี  ว่าจะมีแนวทางปฏิบัติอะไรบ้างที่ประชาชนภาคใต้จะอยู่ได้ภายใต้วิกฤตของเขา     เรียกว่าเป็นการพัฒนาเทคโนโลยี  เมื่อพัฒนาเสร็จแล้ว เราก็ถ่ายทอดผ่านคนในพื้นที่    แต่เดิมเราใช้เรื่องของกระบวนการวิจัยและพัฒนาเป็นตัวตั้ง  โดยมีเรื่อง ความหยุ่นตัว เป็นเนื้องานที่เราต้องศึกษาค้นคว้า  เราใช้ KM  เป็นกระบวนการเสริม เป็นตัวเทคนิค    เรา ต้องดูว่าแล้วกระบวนการของ KM เข้าไปอยู่ในขั้นตอนไหนของ R&D    เราพบว่างานเรามีกระบวนการ 7 ขั้นตอน   และ KM เข้าไปอยู่ได้ถึง 5 ขั้น แล้วไปทำให้บางส่วนดีขึ้นกว่าเดิม   โดยส่วนหลักๆ คือ ในการทำเทคโนโลยีในขั้น 2 เราต้องทำกรอบแนวคิด  ซึ่งเดิมเราอิงผู้เชี่ยวชาญ   แรกเลยคือ การทบทวนภูมิปัญญาสากล ( ซึ่งเป็น explicit knowledge)   แล้วก็จัดสัมมนาผู้เชี่ยวชาญ   ( ซึ่งเป็นทั้ง explicit knowledge  และ   tacit knowledge)  อีกอย่างหนึ่งที่เรามักทำคือ เอาคนที่ทำงานในฐานะผู้รับผิดชอบ ผู้ปฏิบัติงานมาคุยกัน   แต่ที่เราไม่ค่อยทำ คือ คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายโดยตรง  ซึ่งบางทีเราทำแต่ใช้รูปแบบเดิมๆ  คือจัด focus group  โดยกระบวนการจะไม่มีเทคนิคเหมือนที่ สคส. มี  โดยเฉพาะเทคนิคการเล่าเรื่อง   ปรากฏว่าเราใช้เทคนิคย่อยอันนี้เข้าไป   เราไปจัด focus group กลุ่มเป้าหมาย 5 กลุ่ม (แกนนำ ปชช., เยาวชนในพื้นที่, ครูอาจารย์, ทหาร, ตำรวจ)   เชิญทั้ง 5 กลุ่มเข้ามาทำ focus group และใช้เทคนิคการเล่าเรื่อง และการสกัดความรู้   ปรากฏว่าประเด็นที่ได้ออกมาเป็นประเด็นที่ดีมาก   มันเป็นตัวช่วยที่ทำให้เราได้ข้อมูลที่ชัดและตรง  ผลที่ได้มันมามีส่วนในการกำหนดกรอบแนวคิด  เพราะเราไม่ได้อิงแนวคิดเฉพาะภูมิปัญญาสากลแล้ว  เราเอาคนที่อยู่ในภาวะวิกฤตได้อย่างดีมาเล่าว่า เขาอยู่ได้อย่างดีเขามีวิธีคิดอย่างไร  เขามีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างไร  มีวิธีผ่อนคลายตัวเอง  จัดการกับอารมณ์ตัวเองอย่างไร  (ซึ่งเป็นประเด็นสุขภาพจิต)    อันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่เราตระหนักถึงคุณค่าของเทคนิคของ KM ที่ไปช่วยเรื่องเนื้องาน     อีกส่วนหนึ่งที่ใช้ประโยชน์ได้มาก คือ หลังจากผ่านกระบวนการทำร่าง   แล้วต้องให้กลุ่มทำงานที่จะใช้ ( เช่น  บุคลากรสาธารณสุข, แกนนำชุมชน)  ใช้ในการดูแล ณ จุดพัฒนาคุณภาพ    เราใช้เทคนิคของ KM เข้าไป โดยจัดเวทีอีกครั้ง เพื่อให้เขาตรวจสอบว่าสิ่งที่เราทำไปมันใช้ได้ดี, ได้ตรง และได้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน  หลังจากที่ผ่านกระบวนการนี้แล้ว  เราจัดเวทีของการถ่ายทอดฯ เราใช้หลักการของ PAL (กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม)  ซึ่งจะให้กรอบที่ดี  แต่ในขณะเดียวกันเราใช้เทคนิคเล่าเรื่องจาก KM เข้าไปเสริม  ในขั้นของการดึงประสบการณ์ของผู้เรียน  แล้วมันทำให้กระบวนการเดิมของเราดียิ่งขึ้น   นี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้   แล้วพอเสร็จได้นวัตกรรมนี้ออกมา 7 รายการ   เช่น  มีคู่มือที่เป็นคู่มือความรู้ที่เกิดจากผสมผสานระหว่าง  Tacit  knowledge ของคนในพื้นที่ กับ Explicit  knowledge จากการศึกษาภูมิปัญญาสากลที่ศึกษามาทั้งหมด  และ   คู่มือในการปฏิบัติฝึกอบรมสำหรับบุคลากรระดับ PCU กับ สอ. ในพื้นที่      อีกเล่ม คือ คู่มือฝึกอบรมสำหรับผู้ที่ทำงานอยู่ใน รพ. ชุมชน (คือ พยาบาล)  และ คู่มือการจัดค่าย (ซึ่งเป็นการร้องขอจากพื้นที่ว่ามีเยาวชนมากและต้องการได้รับการพัฒนา)  ซึ่งเป็นคู่มือการจัดค่ายเยาวชนสำหรับ 3 จว. ชายแดนภาคใต้      ส่วนจุดที่เราลงไปปฏิบัติ  มี 3 จุดด้วยกัน  คือ ครั้งแรกที่เราทำเทคโนโลยีเสร็จเราก็ลงไปถ่ายทอดให้บุคลากรสาธารณสุข  ทั้งระดับ PCU , สอ. และ รพช.  หลังจากนั้นเราไปจัดค่ายกับเยาวชนของจังหวัด ทั้ง 3 จ.  เข้ามาทั้งหมด 100 คน  ค่ายเราใช้องค์ความรู้ในเรื่องความหยุ่นตัวของเรา   แต่ในขณะเดียวกันการออกแบบกระบวนการค่ายเราพยายามใช้กระบวนการทั้งหมดของเรา PAL & KM เข้ามาช่วย   พอเสร็จเด็กๆ ประเมินผลโดยใช้ AAR  ก็บอกว่าเป็นค่ายที่แตกต่างกว่าค่ายที่เขาเคยเข้า เพราะค่ายนี้ทำให้เขารู้สึกมีความภาคภูมิใจในตัวเอง   เพราะในเรื่องของการช่วยให้คนอยู่ได้ในภาวะวิกฤตจะมีเรื่องของ  I have, I am  และ I can  คือ   เขารู้สึกอุ่นใจว่ามีใครเป็นหลักที่พึ่งให้เขา ,   เขารู้สึกว่าเขามีดีอยู่ในตัว มีความสามารถที่จะผ่านพ้นไปได้  และ  เราให้เขาพูดถึงสิ่งดีๆ ที่เขาได้ช่วยเหลือคนอื่น แล้วเขารู้สึกภาคภูมิใจมากๆ     ซึ่งหลายๆ คนดูเหมือนธรรมดาๆ  แต่พอจัดเวทีให้เขาเอาเรื่องเล่ามาเล่า  บางคนเขียนไม่ได้ก้เขียนเป็นสัญลักษณ์แล้วอธิบายให้ได้ว่าคืออะไร  บางคนพูดภาษาไทยไม่ได้ ต้องมีล่าม (ยุวมุสลิม เป็นล่ามและผู้ช่วยวิทยกร)    เด็กๆ บอกว่าเวลาที่เขาได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนเสิ่งดีๆ ที่เขาเคยทำ  เขาเกิดความรู้สึกมีคุณค่าและประทับใจ   เด็กๆ ว่ากระบวนการของเราสอนให้เขาคิดตลอด   เพราะเราจะใช้คำถามให้เขาได้มีการแลกเปลี่ยนกันตลอดเวลา     ภาพที่ออกมา กลุ่มยุวมุสลิม ก็เอาของเราไปใช้ต่อ (เขาเป็นผู้ช่วยวิทยากรให้กับเรา)   อันนี้เป็นงานชิ้นหนึ่งที่เราทำ  

                  แต่ในฟากบุคลากรสาธารณสุข  เราจัดอบรมไปทั้งหมด 60 คน  ทั้งระดับ PCU สอ. และ รพช.      พอหลังจากนั้นเราไปจัดเวที ลปรร. โดยการประเมินผล  ปรากฏว่าทุกคนพอใจกับกระบวนการ  เพราะเวลาเราประเมิน  เราประเมินผลว่าเขาไปทำอะไรต่อในแง่ความสำเร็จของเขา   เขาก็เอามาเล่า คือ ภายใต้เรื่องเล่าของเขา เราสามารถเอามาถอดกลายเป็นความรู้แล้วทำเป็นโปสเตอร์ กลายเป็นเรื่องเล่าของชาวสาธารณสุขเพื่อการใช้ชีวิตใน 3 จ. ชายแดนภาคใต้ และในส่วนของการช่วยเหลือคนอื่นด้วย  เราทำกลับไปให้เขาเป็นโปสเตอร์ที่เขาสามารถไปอ่านกันได้   อันนี้เป็นส่วนการจัดเวทีในภาคสาธารณสุข    หลังจากนั้นฝ่ายครูอาจารย์ก็สนใจ  เพราะเขาต้องเป็นหลักให้กับเด็กๆ และต้องเป็นที่พึ่งให้กับชุมชน   ตัวเขาเองก็แย่ในสถานการณ์ของ 3 จว.  เราก็ตอบตกลง เป็นการทำงานกับทางยะลา ทำทั้ง 3 จ. มีตัวแทนของครูจาก 3 จ.  โดยกระบวนการเราพยายามให้ครูมีการ ลปรร. ให้มากที่สุดในแง่ของ Self help gruoup และเป็น Self help gruop ที่เขาจะต้องไปช่วยนักเรียนด้วย  กระบวนการทำจะเป็นตัวหลักของเราจะทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายอารมณ์และได้แนวปฏิบัติ  แล้วเราใช้เทคนิคเรื่องเล่า เข้าไปเป็นหลัก  ซึ่งครูหลายคนก็มีความสุขในการเล่าให้เราฟัง  จนเวลาเลิกประมาณ 6 โมงเกือบทุกวัน (3 วัน) ซึ่งกลุ่มนี้ก็พอใจ  หลังจากนั้นพอเรากลับมามีตำรวจโทรติดต่อมาที่กรม  บอกว่าให้ไปช่วยทำให้กับตำรวจใน 3 จว. ชายแดน ได้ไหม   ในปี 2550 คณะกรรมการเยียวยาฯ  บอกสนับสนุนเรื่องนี้ให้ทางกรมไปขยายผลต่อกับครูอีก 5 รุ่น 1000 คน  แต่เราบอกว่าเราไม่ทำเองหรอก เพราะเราอบรมไปแล้ว 100 กว่าคนในรอบนั้น ฉะนั้นจะให้เป็นการทำงานช่วยเหลือกันในส่วนภาคครู   ซึ่งนี่ถือว่าเป็นการครบรอบของการจัดการความรู้ที่ใช้เทคนิคเข้าไปช่วยในส่วนการพัฒนางานที่ใช้ในการพัฒนานวัตกรรมซึ่งเป็นภารกิจหลักของสำนักพัฒนฯ     แต่มากกว่านั้นคือว่า พอเราทำตัวนี้เสร็จเรามีการมา ลปรร. ในองค์กร แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เราใช้กระบวนการที่เราไปทำจริงมาคุยให้องค์กร   แต่ที่มากกว่านั้นอีก เมื่อเราทำวิสัยทัศน์เรื่อง KM ในสำนักพัฒน์ฯ  เราเห็นว่าคนของเรามีทิศทางที่ดี  และสุดท้ายพัฒนาต่อเนื่องไปเป็นการทำแผนกลยุทธ์ 6 ปีต่อเนื่อง  ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน

          ในภาคใหญ่ของกรม  KM เรื่องสุขภาพจิตกับภัยพิบัติ  เรามีองค์ความรู้ที่เราไปประมวลมาได้ มีทั้งหมด 55  รายการ   ตั้งแต่ คู่มือการบริหารจัดการเมื่อเกิดภัยพิบัติ,  เครื่องมือ, โปรแกรมการพัฒนา   ตรงจุดนี้พอเรามาสรุปฐานความรู้ที่ได้ส่งไปที่กรม   ทางผู้บริหารก็สั่งการต่อให้มีการสานต่อ   มีการแต่งตั้งและมอบหมายคณะทำงาน โดยใช้ฐานการจัดการความรู้ของเราไปพัฒนางานต่อเนื่อง   สุดท้ายอธิบดีก็บอกว่า หาคนมาต่อยอดหน่อยซิ  ไปดูว่าเครื่องมือทั้งหมดมีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไร  มีความเป็นไปได้ไหมที่เราจะพัฒนาเครื่องมือของไทยขึ้นมา  โดยไม่ต้องไปอิงต่างชาติในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง       นอกจากนี้ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเครื่องมือ, โปรแกรมพัฒนา ที่ใช้ฐานการจัดการความรู้ของเรา    ในส่วนการบริหารจัดการ  หมายถึงข้อมูลที่มีการบริหารจัดการ  พอใช้ฐานจากที่เราไปจัดการความรู้มา  มีการไปจัดทำเป็นแนวทางปฏิบัติทั้งในระดับจังหวัด และระดับหน่วยงาน    แล้วพอมีน้ำท่วมที่อุตรดิถต์  คู่มือเรื่องนี้ก็ได้ถูกใช้อย่างทันท่วงที อันนี้เห็นผลอย่างชัดเจน

 

                ส่วนในเรื่อง KM “ สุขภาพจิตชุมชน   มีการทำงานมายาวนาน  ตั้งแต่ พ.ศ. 2521   พอเราทำจัดการความรู้  พบว่ามี  Explicit Knowledge ทั้งหมด 297 รายการ  พอเรามาจัดหมวดหมู่ ได้ 10 หมวดหมู่  ซึ่งหลากหลายมาก  ที่ต่อเนื่องในเชิงนโยบาย คือ ภายใต้หมวดหมู่นี้ก็มีการคุยว่ามันมีหลายประเด็น หลายกลุ่ม  จึงกำหนดให้มีกลุ่มคนมาดูแลเฉพาะเรื่องและพัฒนา     พูดได้ว่ามีการทำองค์ความรู้นั้นให้ทันสมัยและใช้ประโยชน์ได้   ในขณะเดียวกันกลุ่มคนที่ดูแลขอให้ถือว่าคล้ายเป็น CoP กลายๆ ที่จะต้องเกาะติดเรื่องนี้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  ถือเป็นการใช้ประโยชน์ตัวฐานข้อมูลที่ได้จากการจัดการความรู้

   

              ....... และทั้งหมดที่เล่ามานี้  คือ  18 เดือนที่ คุณสมพร  ได้ดูแล KM   ในกรมสุขภาพจิต ค่ะ    เป็นอย่างไรบ้างคะสำหรับเรื่องเล่า "ไตรภาค"  อ่านจบแล้ว เห็นบทบาทของ CEO, CKO และ "คุณอำนวย"  กันอย่างไรบ้างคะ.......