วันที่ ๑๙ - ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๗ ผมไปงานฌาปนกิจศพแม่ที่ชุมพร โดยไปกัน ๘ คน สามคนนั่งเครื่องบินไป คือสาวน้อย ใต้ (ลูกสาวคนเล็ก) และแม็ป (ลูกสาวของใต้ อายุ ๔ ขวบ) อีกสี่คนขับรถไป คือป้าอี๊ด (พี่สาวของสาวน้อย) แต้ว ต้อง (มุ) และผม ส่วนตั้มแยกเดินทางไปทางรถไฟ
แม่ (นางง้อ พานิช) ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๗.๒๐ น. เป็นช่วงที่ผมไป สหรัฐอเมริกา ตามที่เล่าไว้ ที่นี่ อายุ ๙๕ ปี แม่อายุแก่กว่าผม ๒๓ ปี
ผมตกลงกับน้องๆ ไว้ล่วงหน้าแล้วว่า เมื่อแม่สิ้น หากผมอยู่ต่างประเทศ ให้สวดก่อนสัก ๓ วัน แล้วเก็บศพไว้ นัดวันเผา ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๗ โดยสวดก่อน ๒ คืน
ศพเก็บไว้ที่บ้านที่พ่อแม่สร้างเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว และเวลานี้เป็นบ้านของน้องชาย โดยเก็บไว้ในโลงแช่แข็ง จัดพิธีสวดคืนวันที่ ๑๙ และ ๒๐ มิถุนายน แล้วเผาที่วัดท่ายางเหนือ เวลาประมาณ ๑๓ น. ของวันเสาร์ที่ ๒๑ ผมเข้าใจว่าพิธีศพของแม่คงจะเป็นพิธีศพแบบชาวบ้านที่มีฐานะโดยทั่วๆ ไป ไม่มีอะไรพิเศษ ทั้งๆ ที่เราสามารถขอพระราชทานเพลิงศพได้ เพราะมีลูกเป็นอดีตข้าราชการถึง ๖ คน และเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ (ได้รับพระราชทานสายสะพาย) ๒ คน แต่เราทำตามใจแม่ ที่ไม่ต้องการพิธีเอิกเกริก ครอบครัวผมต้องการดำรงความเป็นคนธรรมดา ไม่ต้องการเป็นคนพิเศษ
มีคนมาในงานเผาศพประมาณสี่ร้อยคน ญาติทางแม่เดินทางมาจากเพชรบุรีหลายคน และญาติทางพ่อของผมก็เดินทางมาจากสุราษฎร์ธานีและไชยา ส่วนญาติที่ดองกันผ่านหลานเขย หลานสะใภ้มาจากตรัง สุราษฎร์ธานี
ตอนสวดจบ ตอนกรวดน้ำ ลูกหลานจะไปนั่งร่วมกันกรวดน้ำหน้าโลงศพ เป็นกลุ่มใหญ่มาก คนที่แก่ที่สุดคือผม มีหน้าที่รินน้ำ
หลานๆ ของแม่ อยู่ในวัยหนุ่มสาว วัยทำงานสร้างตัวและสร้างครอบครัว หลายคนมีลูก หรือกำลังจะมีลูกเพิ่ม ได้มีโอกาสไปสังสรรค์ใกล้ชิดกัน เหลนเล็กๆ ของแม่เป็นตัวชูโรง ให้ป้า อา ลุง อุ้มและเล่นด้วย แม่มีเหลน ๗ คน และกำลังจะคลอดอีก ๓ คน
งานศพในต่างจังหวัดมีการเลี้ยงข้าวตลอดวัน แขกที่มาไม่ว่าเวลาไหนจะได้รับเชิญให้กินข้าว ซึ่งก็เป็นภาระของเหล่าแม่ครัว และคนที่ทำหน้าที่ล้างจาน เราพบว่าแม่ครัวทั้งหลาย (ลูกสะใภ้ และหลานๆ ของแม่) หมดแรงไปตามๆ กัน เพราะต่างก็สูงอายุแล้ว
ก่อนเผาศพเขาเปิดโลงให้เราดูหน้าแม่เป็นครั้งสุดท้าย เป็นสภาพศพแช่แข็งที่แห้งมีแต่หนังหุ้มกระดูก เป็นสภาพที่ไม่น่าดู หรือเหมาะต่อการปลงมรณานุสติ ก่อนเสียชีวิตแม่ไม่กินอาหารเป็นเวลาหลายเดือน ชั่งน้ำหนักครั้งสุดท้ายก่อนเสียชีวิตประมาณครึ่งเดือน หนักเพียง ๒๘ ก.ก. จึงเดาว่าตอนสิ้นคงจะหนักราวๆ ๒๕ ก.ก.
เมื่อเปิดฝาโลง สัปเหร่อต่อยมะพร้าวห้าว เอาน้ำรดหน้าแม่ตามประเพณี ว่ามีการล้างหน้าศพ แล้วจึงให้เราดู หรือถ่ายรูป และเอาดอกไม้ใส่ลงไปในโลง บางคนเอาเหรียญบาทหรือเหรียญสิบใส่ลงไปด้วย
เตาเผาศพเป็นเตาสมัยใหม่ใช้แก๊ส สัปเหร่อบอกว่าเผาสองชั่วโมงเศษๆ ก็เรียบร้อย แต่ขึ้นกับสภาพ ศพ คนอ้วนเนื้อมาก ก็ต้องเผานาน หรือแช่แข็งมาศพยังแข็งอยู่ ไม่ปลดไฟโลงตู้เย็นก่อนนานๆ ก็ต้องเผานานหน่อย ศพแม่ผมน่าจะอยู่ในกลุ่มเผาง่าย
วันรุ่งขึ้น (๒๒ มิถุนายน) เรานัดท่านพระครูเจ้าอาวาส ไปทำพิธีทางศาสนาแก่กระดูก (อัฐิ) และเถ้า (อังคาร) ของแม่ สัปเหร่อเอาทั้งหมดที่เหลือจากการเผาใส่แผ่นสังกะสีลูกฟูกที่ใช้มุงหลังคา รออยู่แล้ว ผมนึกไม่ถึงว่าเป็นกองโตขนาดนั้น
ในกลุ่มคนที่ไปทำพิธีเก็บกระดูกและเถ้าของแม่ มีละมัยที่เป็นผู้ดูแลแม่อยู่เป็นสิบปีร่วมไปด้วย เมื่อได้โอกาสละมัยก็คุ้ยกองเถ้าและกระดูกหาเหรียญที่ผ่านการเผาร่วมกับศพแม่ คงจะเอาไปเป็นของขลัง แกะ (หลานสาวของแม่ที่ใกล้ชิดกับครอบครัวของเรามากที่สุด) ถามว่า เห็นตัวเลขบ้างไหม จะเอาไปแทงหวย
สิ่งที่เหลืออยู่เด่นเป็นสง่าในกองคือเหล็กดามกระดูก ที่ ศ. นพ. บรรจง มไหศวริยะ ผ่าตัดใส่ให้แม่ ตอนที่หกล้ม กระดูกต้นขาหัก ที่ผมเล่าไว้ ที่นี่ แดง (วิเชียร) น้องชายขอเก็บไว้ กล่าวติดตลกว่าเอาไปทำเครื่องราง
หลังทำพิธีทางศาสนาเสร็จ ท่านพระครูร่วมพิจารณากระดูกของแม่ ท่านชมว่ากระดูกของแม่หนา และหนัก เป็นกระดูกที่แตกต่างจากกระดูกคนแก่ทั้งหลาย ที่มักกระดูกบางและเบา เรากราบเรียนท่านว่า แม่กินวิตามินเสริมแคลเซี่ยมมาตลอด และตอนหกล้มกระดูกเชิงกรานร้าวก็ได้ยาพ่น แคลซิโทนิน ที่ช่วยการเพิ่มแคลเซี่ยมในกระดูก
เราเก็บกระดูกส่วนต่างๆ ของร่างกายใส่โกษฐ์ทองเหลือง เก็บกระดูกที่เหลือใส่ผ้า เตรียมเอาไปฝังที่ สวนชายทะเล ร่วมกับกระดูกของพ่อที่ฝังรออยู่ก่อนแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ พ่อแก่กว่าแม่ ๕ ปี แต่ถึงแก่กรรมก่อน ๑๐ ปี
ส่วนเถ้าเราห่อผ้าขาวเตรียมเอาไปทำพิธีลอยอังคารที่สวนของน้องชาย (วิจัย) ซึ่งอยู่ทางไปจังหวัดระนอง เป็นลำธารต้นแม่น้ำชุมพร ซึ่งเมื่อสิบปีก่อนเราก็ไปลอยอังคารของพ่อที่นี่ แต่คราวนี้สถานที่ลอยอังคาร เป็นสะพานคอนกรีตอย่างดีที่น้องชายสร้างขึ้น ไม่ได้ลงไปลุยลำธารอย่างคราวที่แล้ว
เป็นโอกาสให้ผมได้ชมสวนของน้องชาย หลังจากไม่ได้มาเห็นสิบปีพอดี เมื่อเราลาทุกคนเพื่อขับรถ กลับกรุงเทพ ผมลดกระจกรถลงสัพยอก “อู” หลานชายที่เป็นลูกของน้องชาย (วิจัย) ว่าผมอิจฉาเขา ที่มีสมบัติมาก คือมีที่ดินเป็นสวนผลไม่ที่อุดมสมบูรณ์หลายร้อยไร่ เป็นที่ดินที่มีทั้งเนินเขาและหุบเขา จึงมีลำธารไหลผ่าน
คณะที่เดินทางไปโดยรถยนต์ เดินทางไปในวันพฤหัสบดี ผมแปลกใจมากที่รถน้อย ขับรถง่าย แถมแดดยังร่มเพราะฟ้ามัวฝน และมีฝนตกสลับเป็นระยะๆ ช่วงนี้ยังอยู่ในสถานการณ์ปฏิวัติ จึงมีด่านทหารตรวจรถเป็นระยะๆ สองสามแห่ง เราเปลี่ยนเวรขับรถกัน ๓ คน จึงไม่เหนื่อยเลย
ขากลับเป็นวันอาทิตย์ เวลา ๕.๒๐ น. ผมขับรถไปส่งสาวน้อย ใต้ และแม็ป ที่สนามบินชุมพร ซึ่งอยู่ห่างไป ๔๐ ก.ม. และทางคดเคี้ยว และป้ายบอกทางไม่ค่อยดี จึงต้องมีแต้วคอยมองป้าย เพราะผมตาไม่ดี จากตลาดชุมพร ขับรถไปสนามบินใช้เวลา ๔๕ นาที
หลังจากร่วมพิธีเก็บกระดูกและเถ้า และพิธีลอยอังคาร คณะของผมสี่คนร่ำลาญาติเพื่อขับรถกลับ กรุงเทพ โดยมีของฝากกลับมาเต็มท้ายรถ ไม่มีที่ว่างให้อัด ทั้งหมดนั้นมาจากสวน เพราะครอบครัวเรา เป็นครอบครัวชาวสวน
ที่วัดท่ายางเหนือ (วัดตะเคียนทอง) ตอนไปเก็บกระดูกแม่ ผมได้รู้จักวิสาหกิจชุมชนที่น่าสนใจมาก น้องชายไปถึงก่อน ได้สัมภาษณ์ทีมขายและเล่าให้ผมฟัง ผมได้มีโอกาสถ่ายรูปไว้ เอาไว้เล่าในบันทึกต่อไป
แม่ของเราเป็นลูกจีนแท้ ที่เริ่มต้นชีวิตอย่างไม่มีฐานะใดๆ ในสังคม ในเวลา ๙๕ ปี ได้ใช้ชีวิตที่ เป็นตัวอย่างได้หลายด้าน ทั้งในความขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด อดทน อดออม และใจกว้างต่อญาติมิตร ทำให้เป็นที่รักใคร่นับถือของคนในชุมชนเล็กๆ ที่ครอบครัวของเราเป็นส่วนหนึ่ง แม้จะเป็นคนเคร่งครัด ความเคร่งครัดและดุ ของแม่ดำรงอยู่จนอายุกว่า ๗๐ ปี ก็ค่อยๆ คลายลง กลายเป็น คนแก่ใจดี ความเคร่งครัดของแม่นี้ ลูกๆ มาเห็นคุณค่าเมื่อตนเองเริ่มสูงอายุ ว่าความเคร่งครัดของแม่เป็นการฝึก EF ให้แก่ลูกๆ ทำให้ลูกๆ หลานๆ มีทักษะในการบังคับใจตนเองสูง นำไปสู่ความสุขความสำเร็จในชีวิต
วิจารณ์ พานิช
๒๒ มิ.ย. ๕๗



กราบเรียน อาจารย์ด้วยความเคารพรัก
ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของคุณแม่ของอาจารย์ ท่านมีอายุยืนยาว และในบันทึกนี้ได้เห็นภาพอาจารย์ที่สะท้อนถึงการมีสุขภาพแข็งแรง ก้อ อด(ดีใจ)ไม่ได้ ขออนุโมทนาบุญค่ะ ขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจงดลบันดาลให้ดวงวิญญาณคุณแม่ของอาจารย์ไปสู่สุขคติค่ะ
เป็นพิธีที่เรียบง่าย แต่อบอุ่นค่ะอาจารย์
ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ
ผมชอบอ่านเรื่องเล่าของอาจารย์ พอๆกับเรื่องวิชาการ และนี่เป็นเรื่องหนึ่งที่จะต้องขออนุญาตแบ่งปันไปยังหน้าเฟสบุ๊คของผม อ่านแล้วเหมือนกับผมเป็นสมาชิกในครอบครัวของอาจารย์เลยครับ
ขอกราบแสดงความอาลัยคุณยายง้อ พานิชมากับบันทึกนี้ด้วยนะคะ อาจารย์ เห็นจากรูปแล้วอาจารย์หน้าเหมือนคุณแม่มากเลยค่ะ ท่านมีแนวคิดที่น่าเคารพนับถือมากๆรวมไปจนถึงความต้องการในการจัดงานบำเพ็ญกุศลศพ ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดลูกหลานของท่านจึงเป็นบุคลากรคณภาพของโลกนี้ เป็นแบบอย่างที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่งจริงๆค่ะ
มาร่วมคารวะในพิธีบำเพ็ญกุศลศพครั้งนี้ด้วยค่ะ...
ขอร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของท่านด้วยนะครับ
..