๑) ชีวิต
๒) จิตใจ
๓) สายใย
๔) ความรู้สึก
๕) ปัญญา
คำว่า "ชีวิต" มาจากคำว่า "ชีวะ" แปลว่า ความเป็นอยู่ มีอยู่ ดำรงชีวิต อย่างเป็นอมตะ ในสภาพใดๆ โดยไม่เปลี่ยนแปลง มีความหมายเท่ากับคำว่า "วิญญาณหรืออัตมัน" เป็นพื้นฐานแนวคิดมาจากศาสนาพราหมณ์ที่มองว่า สัตว์โลก มาเกิดต้องประกอบด้วยสองอย่างคือ ๑) อชีวะ คือ กายภาพหรือร่างกาย ๒) ชีวะ คือ วิญญาณหรืออัตมัน ที่มาเกิดในร่างกาย ทั้งสองแตกต่างกัน อันแรก เกิดแตกสลายได้ ส่วนอันหลังไม่ตายเป็นอมตะ เมื่อกายเสื่อม วิญญาณนี้ จะเปลี่ยนไปหาที่เกิดใหม่ จนกว่าจะหาทางเข้าสู่ต้นเค้า ที่จากมาคือ "พรหมัน"
ด้วยเหตุที่พระพุทธศาสนาเกิดในสังคมพราหมณ์ จึงเชื่อหลักพื้นฐานนี้ด้วยเช่นกัน (รวมไปถึงศาสนาเชนด้วย) แต่ที่ทัศนะของพุทธต่างไปคือ วิญญาณมีสิ้นสุด ไม่ไปอยู่ในพรหมัน แต่มีลักษณะดับไม่มีเหลือเยื่อใยของพันธะทั้งปวง จุดเน้นจริงๆของพุทธทัศนะคือ ชีวิตในปัจจุบัน ที่สามารถจัดการ บริหารให้เป็นไปตามกรอบศักยภาพของคำว่า "มนุษยศักย์"
พระพุทธศาสนาเน้นการศึกษาจิตเป็นหลัก จิตเป็นผลรวมมาจากหลายมิติเช่น อารมณ์ ความรู้สึก ความนึกคิด ความรู้ ความจำ สติ ปัญญา การแสดงออก ฯ ทั้งหมดจะแสดงออกมาโดยสัญชาตญาณ และถูกควบคุมโดยจิตสำนึกในตัวเอง (กัมมันตะ) ทั้งนี้ หากบุคคลนั้นมีพื้นฐานมาจากการฝึกฝนจิต เรียนรู้เรื่องการตามรู้อารมณ์มาดี ย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อการแสดงออกได้อย่างประณีตขึ้น
พฤติกรรมของมนุษย์ มีภาพเด่นในลักษณะ ๓ มิติคือ ทางกายกรรม หมายถึง การแสดงออกทางกาย มือ เท้า ตัว ทางภาษา หมายถึง การใช้ภาษา การสื่อสาร และทางจิตกรรม หมายถึง การแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก อารมณ์ สติ ปัญญา ทั้งหมดเป็นช่องทางที่แสดงออกผ่านกาย ภาษา อารมณ์ จึงทำให้เราเห็นผลลัพธ์ของการกระทำของชีวิตคนหนึ่ง
ผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมาสามทาง อาจมีความแตกต่างกันบนปริมาณและคุณภาพของเจตนา แล้วเราจะวัดหรือประเมินมนุษย์จากพฤติกรรมเหล่านี้ได้อย่างไร เราวัดความดี ความงาม ความสุข ความจริง และคุณค่า มาจากการแสดงออกที่เชื่อมโยงและปฏิสัมพันธ์แบบร้อยใจ ร้อยจิตกับบุคคลอื่น
เมื่อเราเห็นบุคคลหนึ่ง เราจะเห็นเขาทางกายภาพคือ รูปทรง รูปร่าง สีผิว หน้าตา เพศ เป็นเครื่องบอก หากกายนั้นมีคุณสมบัติที่ดึงดูดใจ ย่อมทำให้เราสบายตาหรือพอใจ ตรงกันข้าม หากกายนั้น ดูน่ากลัว น่าเกลียด ไม่น่าไว้ใจ เราย่อมไม่อยากดู ไม่อยากเข้าใกล้หรือพูดคุยด้วย
ขั้นต่อมา เราจะใช้ภาษาในการสื่อสาร พูดคุยว่าหน้าตาแบบนั้น (น่ากลัว) แล้วภาษา คำพูดเขาจะเป็นเช่นไร ทั้งหน้าดี หน้าตาน่าเกลียด ย่อมอาจพบได้สองแบบคือ พูดจาดีหรือพูดไม่สุภาพก็ได้ เราจึงตัดสินใจคนนั้นด้วยภาษาเป็นหลักว่า คนนั้น คนนี้ ไม่ดี เป็นคนดี เพราะพูดสุภาพ เรียบร้อย
ขั้นต่อมา การแสดงออกทางจิตใจ ขั้นนี้ไม่มีอะไรเป็นเครื่องวัดได้แน่นอน เพราะไม่มีรูปร่าง ตัวตนบอกได้ชัดว่า จิตใจ เป็นเช่นไร เราจึงสังเกตจากกาย (การแสดงออกทางสีหน้าอารมณ์) และภาษาแทน เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เราจะวัดได้ เพราะมนุษย์อาจซ่อนอารมณ์ ความรู้สึกไว้ได้หรืออาจแสดงมายาใส่เราก็ได้ ซึ่งอาจมาจากปัจจัยทางสังคม หรือเงื่อนไขอื่นๆก็ได้
เมื่อเราศึกษารายละเอียดเรื่องจิตวิทยา ย่อมสามารถเห็นรูปร่าง โครงสร้างอารมณ์ได้ชัด เป็นที่ทราบกันดีว่า มนุษย์ถือคุณค่าหรือวัดมนุษย์ทางจิตเป็นสำคัญ ในจุดนี้สอดคล้องกับสังคม ศาสนา ปรัชญา จิตวิทยา เนื่องจากว่า มนุษย์มีหน่วยกิตที่สะสมมาจากชีวิตมาก และกลายเป็นหน่วยจิตที่สามารถกลั่นกรองพฤติกรรมของตนได้ จึงกลายเป็นต้นทุนในการเชื่อมโยงกับสังคม
เราเห็นสังคมมนุษย์ ที่เกาะกุม เป็นชุมชน เป็นองค์กร เป็นบริษัทได้ ฯ จนทำให้เกิดเป็นเอกภาพ เป็นหนึ่งเดียวที่แนบสนิทได้เพราะอะไร จุดเชื่อมสาน เกาะใจคือ ความรัก ความดี ความงาม คุณสมบัติเหล่านี้ มาจากใจกันทั้งสิ้น เช่น ชายหนุ่ม หญิงสาว เห็นกัน แล้วพอใจรูปร่างนั้น ยิ่งเวลาได้พูดคุย ยิ่งรัดดึงมากขึ้น จิตย่อมผูกพันมั่นคง แน่นขึ้น แต่รักชนิดนี้ไม่แน่นอน
คุณภาพของจิต เกิดจากเยื่อใย ใส่จิตของผู้คน ที่มีต่อคนอื่น มีความรัก ความรู้สึกลึกๆที่เชื่อมโยงถึงความรู้สึกคนอื่นได้ เป็นความรู้สึกอันเดียวกับความรู้สึกที่เรามีอยู่ภายในทุกคน เช่น เราเห็นคนที่ประสบทุกข์ น้ำท่วม ไฟไหม้ อุบัติเหตุ เลือดท่วมตัว พ่อแม่ พี่น้องตาย ลูกหาย ไร้เงินทอง ไร้อาหาร ไร้ที่อยู่ พิการ ขาดโอกาส ฯ เราจะรู้สึกต่อพวกเขาอย่างไร
ความทุกข์ ความเก็บกด ความอึดอัด ความเสียใจ อาลัย อาวรณ์ ฯ เป็นคุณลักษณ์ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน แม้แต่เราด้วย แต่มันยังไม่ได้มีโอกาสแสดงออก หากเราเห็นคนอื่นสะท้อนเช่นนั้น เรากลับมองเห็นแค่รู้สึกว่า "เรื่องของเขา" หรือเป็น "เวรกรรม" ไม่รู้สึกใดๆเลย ถือว่า จิตเราขาดชีวิต ขาดคุณสมบัติดังกล่าว กลายเป็นคนตาย ไร้ความรู้สึกไป
ปัญหาในสังคมมนุษย์ที่เผชิญอยู่ก็มาจากส่วนลึกนี้ด้วย เพราะเราถือว่า ไม่ใช่หน้าที่ ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่คนรู้จัก เราจึงไม่มีจิตเชื่อมโยงกับผู้ใด สังคมยุคใหม่กำลังเดินทางไปเส้นนี้ เช่น เด็กๆ ที่เล่นไลน์อยู่สังคมแคบๆ แทบจะหาการเชื่อมโยงจิตกับคนรอบข้างไม่ได้แล้ว เป็นเหมือนโลกส่วนตัว ไร้จิตสามัญต่อสาธารณะ ผู้ใหญ่ที่ทำงานก็มุ่งมั่นขยันหาเงิน หาทอง เพื่อเลี้ยงตัวเอง นี่ก็กลายเป็นการตีกรอบโลกส่วนตัวให้แคบลง ไม่ใส่ใจ ไม่สนใจคนรอบข้าง กลายเป็นจิตไร้ใจ
ยิ่งคนรวย คนมีอำนาจ นักการเมือง เจ้าพ่อ พ่อค้า นักธุรกิจ ฯ พวกนี้กำลังขาดน้ำใจ ขาดคุณสมบัติของใจ ขาดคุณลักษณ์นี้ไป กลายเป็นคนหน้าเลือด ไร้จิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ ไม่สามารถเชื่อมโยง น้อมใจต่อคนยากจน คนข้นแค้น แสนลำบาก เมื่อสังคมอุดมไปด้วยบุคคลเช่นนี้ สังคมเราจะแห้งแล้งน้ำใจขนาดไหน
ด้วยเหตุนี้ ศาสนาทุกศาสนาจึงมั่งสอนให้มนุษย์รู้จักจิต รู้ความรู้สึกต่อกัน เพื่อสร้างคุณค่าให้เกิดการพัฒนาร่วมกัน เพราะกลไกของสังคม สิ่งแวดล้อมล้วนเชื่อมโยง เป็นโครงสร้างแบบนิเวศกันทั้งหมด คนรวยขาดคนจนแล้วใครจะนำเงินตรามาให้ ใครจะสร้างงาน จำหน่ายสินค้าให้ ครูที่เบื่อเด็ก ตำรวจที่เบื่อโจร คนที่เบื่อคน แล้วจะหางานทำ เพื่อสร้างกระบวนการพัฒนาจิตได้อย่างไร
คำว่า "Linking Mind" จึงหมายถึง การใช้จิตเชื่อมโยงกับสังคม บุคคล จิตใจคนอื่น เพื่อสะท้อนความจริง ความเป็นอยู่ มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนออกมา สัมพันธ์กับสังคม ชุมชน ให้เป็นไปทางสร้างสรรค์ ถ้าทุกคนเห็นแก่ตัว เอาตัวรอดได้ แต่คนอื่นเอาตัวไม่รอด สักวันมันก็กลายเป็นปัญหาของเราด้วย
ฉะนั้น อุดมการณ์ระดับ การเมือง สังคม เศรษฐกิจ ศาสนา มหาวิทยาลัย สาธารณสุข คมนาคม ฯ จึงถูกกระตุ้นให้องค์กรเหล่านี้ ไปศึกษาพบปะ แก้ปัญหา พูดคุยกับ บุคคล ครอบครัว ชุมชน สังคม ประเพณี วัฒนธรรมของตนให้มาก เพื่อให้เข้าใจปัญหาจิตภาวะเบื้องต้น มิใช่ลอยลำอยู่เหนือปัญหาของชาวบ้านอย่างสบาย เนื่องจากปัญหาเหล่านี้ คือ กลไกหนึ่งพฤติกรรมเราด้วย
หากท่านไม่ได้เดินทางออกจากห้องแอร์ โปรดศึกษาสื่อต่างๆ ที่พวกเขาเดินทางไปศึกษาหาข้อมูลรายงานเป็นสกู๊ปพิเศษ หรือทำเป็นสารคดีเสนอปัญหาสังคมให้คนที่อยู่ในโพรงดู เช่น คนค้นฅน พื้นที่ชีวิต ดูให้รู้ กบนอกกะลา วัฒนธรรมชุบแป้งทอด ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ครอบครัวเดียวกัน โกทูโน ฯ รายการสื่อเหล่านี้กำลังนำเสนอปรากฏการณ์ของสังคมที่กำลังเกิดขึ้นและสะท้อนให้เห็นปัญหาคนอื่นในสังคมเดียวกัน
เมื่อเราศึกษา เรียนรู้จากคนอื่น ชุมชน สังคม ฯ เราจะรู้ว่า สังคมอื่น คนอื่น มีความรู้สึกเหมือนเรา แต่ไม่สามารถโทรหากันได้ ไม่เคยคิดติดต่อใส่ใจ เอาความรู้สึกเราไปใส่ใจเขา เอาความรู้สึกเขามาใส่ใจเรา ถ้าเช่นนี้ สังคมก็จะกลายเป็นสังคมไร้ใจ ไร้จิต เหมือนคนที่ตายแล้ว เคลื่อนไหวไปมา เหมือนท่อนศพเดินได้ครับ นั่นไม่เรียกว่า ชีวิตมีใจ ใช่ไหม
ตรงกันข้าม เมื่อเราจะเข้าใจมากขึ้นว่า โลกกว้างใหญ่จริงๆ ความรู้สึกคือ สายเลือดของมนุษย์จริงๆ และนั่นคือ ผลของการทำวิทยานิพนธ์ชีวิตที่ท่านลงไปหาข้อมูลดิบ ดั่งพระพุทธเจ้าก่อนเสด็จออกบวชก็เพราะทรงเห็นชีวิตชาวบ้าน จึงเกิดสลดใจ แล้วค้นหาความจริงครับ
---------------------(๒๘/๖/๕๗)-----------------------
ขอบคุณมากครับ
ที่อธิบายให้อ่านธรรมะได้ง่ายขึ้น