เมื่อคืนได้ต่อประเด็นที่ค้างไว้เมื่อวันก่อนให้จบอย่างสั้นๆ คือ
สรุปศิลปะซุ้มกอ สามยุค ที่แตกต่างกัน ประมาณ 3 กลุ่มศิลปะ จำได้ไม่ยาก
คือ
1. ศิลปะโบราณ พิมพ์ใหญ่ไม่มีกนก
2. พิมพ์ใหญ่มีกนกและ
3. กลุ่มพิมพ์ศิลปะอู่ทอง
จำหลักการนี้แล้วจะอ่านพิมพ์ออกทั้งหมด
พออ่านเนื้อประกอบ หรือนำทางก็จบ พลาดยาก
ผมลองสอนแบบสั้นๆ จะได้มีเวลาคิด และย่อยได้ง่ายเพราะการสอนให้คิดนั้น คนที่เรียนก็ต้องใช้ความคิด คนไม่คิดก็จะไม่เรียน ฉะนั้น ผมเลยบอกว่า ห้องเรียนเงียบซิดี ทุกคนจะได้มีเวลาคิดมากๆ
ปัญหาใหญ่ของผู้เข้ามาเรียนจำนวนมาก คือ ถนัดท่องจำ ขาดจินตนาการ บอกให้คิด ทำไม่ได้ พอบอกให้ท่อง ท่องได้ทันทีเขาเลยใช้หลักที่ผมให้ไว้เป็นบทท่องจำ ไม่เข้าใจแม้แต่คำพูดของตัวเอง
ยิ่งกว่านั้น มักเรียนจากตัวหนังสือ และรูป ไม่ดูของจริง ยิ่งทำให้จินตนาการตีบตันมากขึ้นไปอีก
ผมลองทดสอบระบบการสอนแบบจินตนาการ แสดงผลชัดเจนมากๆ
และพบว่า การสอนแบบท่องจำ จะจำได้ดีระดับหนึ่ง เพราะแค่ท่องคำได้ แต่ก็ไม่เข้าใจคำที่ท่อง
นี่คือข้อสรุปการสอนสองแบบที่ผ่านมาครับ
นอกจากนี้ในห้องเรียนนี้ ยังมีคนจำนวนมากไม่มีเวลามาเรียนตามเวลา แต่คอยมาตามอ่าน บทสนทนาแบบลวกๆ อย่างรวดเร็วที่ไม่น่าจะเข้าใจอะไรมากนัด เพราะไม่มีเวลาคิด ไม่มีเวลาย่อยคำสนทนา ออกมาเป็นองค์ความรู้ และถ้าขาดจินตนาการด้วยแล้ว จบเลย อย่างมากรู้แค่คำพูดเท่านั้น
และอีกจำนวนหนึ่งตามอ่านเฉยๆ ไม่คิด ไม่ถาม เพราะไม่ทราบจะถามอะไร เพราะขาดจินตนาการ ก็ยิ่งได้ผลไม่มากนัก
ที่ผมคิดว่า การสอนแบบเจอหน้ากันสลับกับเนต น่าจะดีกว่าสอนทางใดทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว
โดยเฉพาะคนที่มีข้อจำกัดทางจินตนาการ จะต้องเจอกันต่อหน้า และเรียนจากของจริงมากกว่าทางเนต
คนที่เข้ามาแสดงตัวน้อยยังประเมินยาก แต่คิดว่ายังไปไม่ไกล
ผมจึงเห็นด้วยกับแนวคิดคุณณัฐวุฒิที่จะจัดเจอกันสักครั้ง แต่ฟังเสียงแล้วก็ยังไม่มีความสนใจตอบรับมากนัก
และ กลุ่ม “หลังห้อง” ก็พยายามหลบอยู่เช่นเดิมและผมเข้าใจว่า กลุ่มหลังห้องน่าจะเป็นพวก "ลองดู" มากกว่าจะ "เอาจริง" พอจะต้องเสียเวลาบ้างก็จะไม่ให้ความสำคัญทันที
ผมสรุปมานานแล้วว่า คนจำนวนมาก "อยากรู้" แต่ "ไม่อยากเรียน" พอจะให้เรียน ถือว่าเป็นความลำบากทันที เพราะ เจตนาเดิมลึกๆในใจ ก็คือ อยากรู้โดยไม่ต้องเรียนมากกว่า ที่เป็นความฝันของคนกลุ่มนี้
ในจำนวน 40 กว่าคนในห้องเรียน ประมาณครึ่งหนึ่งอยู่ในกลุ่มอยากรู้ แต่ไม่อยากเรียน
และอีกครึ่งหนึ่ง อยากเรียนแบบไม่ต้องคิด แค่เห็น แค่ท่องจำก็น่าจะพอ
ถ้าอยากให้ห้องเรียนมีคนคึกคัก ก็ต้องคุยกันในระดับที่เขาถนัด และชอบ พอลงเนื้อหาลึกๆ ที่ต้องรู้ ต้องเรียนเมื่อไหร่ คนกลุ่มนี้จะหลบไปหลังห้อง หรือ แค่ตามอ่าน หรือเลิกอ่านไปเลย
เพราะเขาอยากรู้ แต่ไม่อยากเรียน เป็นระบบคิดพื้นฐานที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนครับ
ง่ายๆนะครับ คนที่เข้ามาเล่นพระ จำนวนมาก มักจะบ่นว่าไม่มีของแท้ให้ดู
ทั้งๆที่ผมแสดงให้ทุกคนรู้ว่าผมเริ่มเรียนการดูพระสมเด็จจาก "ปูนเปลือกหอย" โดยการนั่งส่องเปลือกหอยแท้ๆ อยู่เกือบปี จึงเห็น แล้วจึงมาบอกให้คนอื่นดู
คนที่สนใจก็ใช้เวลา ตั้งแต่ 1 นาที จนถึง 3 ชั่วโมง จึงมองเห็น เช่นเดียวกับผม
แล้วผมก็ถามว่าใครไม่เคยเห็นเปลือกหอบบ้าง ที่ไม่มีใครเลยที่ไม่เคยเห็นเปลือกหอย
เห็นของจริงแล้ว ทำไมจึงมาบ่นนอกเรื่องแบบนี้
เพราะ แท้ที่จริง ปัญหาการเรียนอยู่ที่ความสนใจ ความตั้งใจเรียน และจินตนาการมากกว่ามีหรือไม่มีของจริงให้ดู
ผมจึงไม่ประลาดใจ ตกใจ หรือสงสัยใดๆ เพราะผมรู้มาก่อนแล้ว และผมบันทึกเรื่องนี้ไว้นานแล้วด้วย
ความตั้งใจมุ่งมั่นแต่ละคนไม่เท่ากัน จึงหาเหตุที่สนับสนุนระดับความตั้งใจของตัวเองที่ต่างกัน
สบาย สบาย ครับ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมครับ
เราสนับสนุนเขาได้ แต่เราไปแก้กรรมให้เขาไม่ได้ครับ หน้าที่ครูก็มีประมาณนี้ครับ
ยินดีต้อนรับนักเรียนทุกท่านครับ
แล้วแต่คนครับอาจารย์แต่ผมหัวช้าหน่อยแต่ก็เรียนอยู่นะครับ///////เอาเนื้อดินอย่างเดียวก่อนอิอิถ้าผมกับขอนแก่นอีกจะแวะไปเรียนต่อที่บ้านครับแต่ตอนนนี้ก็เรียนในนี้ไปก่อน
ผมถนัดอ่านในรูปแบบหนังสือครับ มีปัญหาสายตาเวลาจ้องจอคอมนานๆด้วยครับ ข้อดีของหนังสือคือ เราสามารถหามุมสงบได้ง่ายทำให้ความคิดและความจำที่ดีกว่า เวลาสงสัยเรื่องไหนก็แค่เปิดกลับ ไปอ่านซ้ำ ขอบคุณล่วงหน้าหวังว่าอาจารย์ จะทำเป็นหนังสือต่อไปอีกนะครับ ขอบคุณครับ
ผมติดตามอ่านมาระยะหนึ่ง และได้หนังสือมาอ่านครับ แล้วค่อยๆคิดตามไปทีละส่วน ต้องขอบคุณอาจารย์มากครับ
ที่สอนวิธีดีๆ โดยไม่หวงแหนความรู้
จินตนาการไร้ขีดจำกัด แต่ควรอยู่บนความเป็นจริง เช่นนี้น่าจะดี
จิตนาการไม่หยุดยั้ง เหมือนปรุงไปเรื่อยๆ ไม่รู้จักจบ(เพ้อ) เช่นนี้ควรละ