ประมาณต้นปี ๒๕๕๓ ช่วงที่บ้านเมืองวุ่นวายก่อนเกิดเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองได้อ่านบทความของจิตแพทย์ท่านหนึ่งเขียนวิเคราะห์พฤติกรรมบริหารงานรวมทั้งคำพูดคำจาของผู้นำประเทศคนหนึ่ง เทียบเคียงกับตำราแต่มิได้วินิจฉัยแบบฟันธง ให้เราผู้อ่านไปคิดต่อเอง

         ด้วยความสนใจจึงไปสืบค้นต่อได้หนังสือเก่ามาหนึ่งเล่ม และโชคดีที่หาซื้อมาได้ชื่อ เขาปล่อยให้ผู้ป่วยบริหารงานระดับชาติ” เขียนโดย นายแพทย์บุตร ประดิษฐวณิช หนังสือเล่มนี้ได้รางวัลที่หนึ่ง ในการประกวดวรรณกรรมประเภทร้อยแก้ว ของมูลนิธิธนาคารกรุงเทพ ประจำปี ๒๕๒๒

         ได้มาก็เปิดอ่านรวดเดียวจบ เอามาอ่านอีกหนหลังกลับจากเที่ยวเยอรมันแบบเจาะเฉพาะเรื่องของฮิตเลอร์


         คุณหมอบุตรเขียนเล่าไว้ในบทนำสรุปความว่า การศึกษาเรื่องอาการป่วยไม่ว่าจะเป็นป่วยทางกายหรือป่วยทางจิตของผู้นำประเทศต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นธรรมดาที่จรรยาแพทย์ไม่อาจเปิดเผยข้อมูลผู้ป่วยได้ เว้นแต่เหตุการณ์ผ่านไปเป็นประวัติศาสตร์แล้วจึงค้นพบหลักฐานเอกสารต่างๆ ที่บันทึกไว้ เอามาปะติดปะต่อให้เห็นภาพความเจ็บป่วย เช่น ป่วยทางกายแต่ส่งผลต่อจิตใจ ต่อการตัดสินใจสำคัญๆ ป่วยจากการใช้ยามากเกินไป การใช้ยาผิดๆ ยิ่งถ้าป่วยทางจิตแล้วยิ่งอันตรายต่อประเทศและต่อโลกโดยรวม ทั้งหมดท่านได้เขียนไว้ละเอียดละออในหนังสือ ทั้งอ้างอิงที่มาชัดเจนครบถ้วน

          เมื่อคิดว่า ท่านเขียนหนังสือเล่มนี้ในยุคที่การสืบค้นไม่ง่ายเพราะไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีอินเตอร์เนท ไม่มีกูเกิ้ล เป็นตัวช่วย ผู้เขียนเล่าว่าท่านต้องสั่งซื้อหนังสือจากต่างประเทศมาอ่านหลายๆ เล่ม และฉันคิดว่าท่านคงไปค้นคว้าในห้องสมุดต่างๆ นับไม่ถ้วน หนังสือเล่มนี้จึงเป็นผลงานของความเพียรของท่านผู้เขียน และยังไม่พบหนังสือในแนวนี้จากผู้เขียนอื่นอีก


สิบโท อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (คนกลาง)

          ผู้นำเด่นๆ ที่ท่านเขียนถึง เช่น ธีโอดอ รูสเวลท์ , วินสตัน เชอร์ชิล , มุสโสลินี , ฮิตเลอร์ ฯลฯ และอีกมากมาย

          คงต้องมีพื้นฐานความเข้าใจประวัติศาสตร์อยู่บ้างจึงจะอ่านสนุก  ฉันต้องอ่านหนังสืออีกหลายเล่มจึงเข้าใจเป็นภาพใหญ่ แต่ยอมรับว่าสนุกและน่าสนใจ

         คุณหมอบุตรเล่าถึงแรงบันดาลใจให้ค้นคว้าเรื่องนี้ไว้ว่า

          “โรคภัยไข้เจ็บอาจทำให้ผู้ปกครองบ้านเมืองกระทำการผิดพลาดได้หรือไม่ นอกเหนือจากความสามารถหรือขาดความรอบรู้ในการบริหารบ้านเมือง ผู้นำที่พาบ้านเมืองเข้าสู่สงคราม หรือการกระทำโหดร้ายทารุณต่างๆ จะเกิดจากอาการวิกลจริตของผู้นำได้หรือไม่??” (หน้า ข)

          ทั้งยังปรารภไว้น่าสนใจว่า

          “...ในการรับสมัครคนเข้าทำงาน ไม่ว่าสาขาใด ยังต้องมีใบรับรองแพทย์เป็นใบเบิกทาง แต่ในการสมัครเป็นประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี กลับไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ ทั้งที่บุคคลเหล่านี้ต้องรับผิดชอบงานหนักระดับชาติ” (หน้า ค)

          ซัวเรส นักฟุตบอลอุรุกวัยกัดไหล่เพื่อนนักฟุตบอลอิตาลีในสนามแข่งบอลโลก  เคยมีประวัติกัดเพื่อนในสนามมาแล้ว ๒ ครั้ง อาจป่วยทางจิตเพราะคนปกติทั่วไปเขาไม่ทำกัน ป่วยแบบนี้ไม่อันตรายนัก แค่ถูกฟีฟ่าลงโทษ แต่นักการเมืองระดับผู้นำประเทศป่วยทางจิตนี่อันตรายที่สุด เพราะอาจตัดสินใจอะไรที่โหดเหี้ยมขาดความยับยั้งชั่งใจเกินคาดได้  อันตรายกว่านักบอลมากเพราะมีอำนาจในมือ  และหากมีเงินมหาศาลอันเป็นฐานอำนาจอันสำคัญในบรรดาฐานอำนาจทั้งหลาย ยิ่งอันตรายเป็นทวีคูณ.

ศุกร์ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๗

อ้างอิง : นพ.บุตร ประดิษฐวณิช. เขาปล่อยให้ผู้ป่วยบริหารงานระดับชาติ. (พิมพ์ครั้งที่ ๒) กรุงเทพ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์ ๒๕๒๕