ในตอนท้ายของบันทึก ข้อคิดการดูแลบุพการีผู้สูงอายุ : จากหนังสือ_หนังโรคจิต ๒ เล่ม _ เมื่อจิตแพทย์เขียนถึงหนัง ฉันยกข้อความจากหนังสือของคุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ที่เขียนไว้ในบทว่าด้วยหนัง “...First Do No Harm” (จากหลังคาแดงถึงหลังโรง’บาล ,หน้า ๒๑๗) มาดังนี้

          “...ในที่สุดคุณแม่ลอรี่ยอมแพ้ เธอไม่สามารถอดทนต่อการทำงานของโรงพยาบาลได้อีก เธอพูดสิ่งที่ผู้ป่วยทั่วโลกอยากพูดนั่นคือ คุณหมอให้ยาตัวที่หนึ่ง แล้วให้ยาตัวที่สองเพื่อแก้ฤทธิ์ข้างเคียงของยาตัวที่หนึ่ง แล้วให้ยาตัวที่สามเพื่อแก้ฤทธิ์ข้างเคียงของยาตัวที่สอง เรื่อยๆ ไป...”


        หนังเรื่อง “...First Do No Harm”เป็นหนังเกี่ยวกับแม่ที่ต่อสู้เพื่อลูกชายตัวน้อยที่ป่วยด้วยโรคลมชัก หมอตรวจวินิจฉัยและรักษาหลายๆ อย่างแต่สุดท้ายก็ไม่สามารถรักษาลูกชายของเธอได้ แม้ว่าหมอได้ทำทุกอย่างทุกขั้นตอนตามหลักการของวิชาชีพแล้ว

          ด้วยอารมณ์อัดอั้นจากความทุกข์แสนสาหัสคุณแม่ลอรี่จึงโพล่งด้วยประโยคยาวๆ ที่คุณหมอประเสริฐเขียนไว้ในหนังสือ

          คนเขียนบทหนังเรื่อง First Do No Harm ยกนิยามบางตอนของแนวคิดเรื่อง “ยาหลายตัว”  มาตรงๆ

          คำว่า “ยาหลายตัว” (Polypharmacy) จำกัดความไว้ ๒ ความหมาย คือ การที่คนไข้ได้ยามากกว่า ๕ ตัว กับ การที่หมอจ่ายยาตัวที่สองเพื่อรักษาอาการข้างเคียงของยาตัวแรก หรือ จ่ายยาตัวที่สามเพื่อรักษาอาการข้างเคียงของยาตัวที่สอง

          ขยายความนิดว่า ยาเป็นสารเคมีที่สังเคราะห์ขึ้นในห้องทดลอง จึง “อาจเกิด” สิ่งที่เรียกว่า อาการข้างเคียง ปรากฏขึ้นเป็นความ “ไม่สบาย” โน่นนี่นั่นหลายอาการ ที่พบบ่อยๆ เช่น เวียนหัว คลื่นไส้ ฯลฯ คนไข้ก็ไม่รู้หมอก็ไม่รู้ว่าอาการไม่สบายที่คนไข้บอกนั้นเกิดจากฤทธิ์ข้างเคียงของยา หรือเกิดจากปฏิกิริยาระหว่างยากันเองที่เรียกว่ายาตีกัน จึงให้ยารักษาอาการนั้นเพิ่มไปอีก เช่น เวียนหัว ก็ให้ยาเวียนหัวเพิ่มเป็นตัวที่ ๒ ตัวที่ ๓ มีคนไข้มากมายที่กินยาเวียนหัว ๓ ตัวแล้วก็ยังเวียนหัว กินยาแก้คลื่นไส้จุกแน่นท้อง ๕ ตัวก็ยังไม่สบายในท้อง

          เมื่อคนไข้รายนี้ไปหาอายุรแพทย์ที่เข้าใจเรื่อง Polypharmacy ดี คุณหมอก็ขอให้คนไข้กลับไปเอายาที่กิน “ทั้งหมด” มาให้ดู (บางคนกินยามากกว่า ๒๐ ขนาน) คุณหมอดูๆ แล้วก็หยิบยาที่ “ไม่จำเป็น” บางตัวออกไป คนไข้ก็สบายขึ้นได้ จากที่กินยา ๒๐ ตัวก็กินยาแค่ ๘ ตัว (ซึ่งเป็นยาที่จำเป็นต่อการรักษาโรคของผู้ป่วย เช่น ยาความดัน ยาเบาหวาน เป็นต้น)

          ในคนแก่อายุเกิน ๖๕ ปี ยิ่งซับซ้อนเข้าไปอีก จึงมีเกณฑ์ช่วยหมอเพื่อพิจารณาก่อนตัดสินใจจ่ายยาว่า ยาตัวไหนควรให้ ยาตัวไหนไม่ควรให้ เพราะให้แล้วอาจเกิดอาการข้างเคียงที่อันตรายต่อคนแก่ เรื่องนี้ คุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ได้เขียน(ยกมาให้อ่านยาวๆ ทั้งหมด)ไว้ว่า

          “คนแก่หนึ่งคนควรมีอายุรแพทย์ประจำตัวคนเดียวและอาจจะมีแพทย์เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาช่วย เช่น มีหมอหัวใจ ปอด ตับ ไต สมอง ลูกตา หู กระดูกและข้อ รวม ๘ คนดู ๘ อวัยวะ แต่อย่าปล่อยให้คุณหมอทั้ง ๘ จ่ายยาคนละสามซองรวมเป็น ๒๔ ซองโดยไม่มีแพทย์ประจำตัวเป็นกรรมการกลาง ที่ถูกที่ควรคนแก่หนึ่งคนควรมีอายุรแพทย์ที่มีฝีมือเป็นแพทย์ประจำตัวดูภาพรวมของผู้ป่วยและควบคุมการรักษาทั้งหมด มิเช่นนั้นจะเกิดสภาพการกินยา ๒๔ ซองแล้วสมองสับสนอาการทรุดหนักกว่าเดิมเสมอๆ”  (จากหลังคาแดงถึงหลังโรง’บาล ,หน้า ๑๖๘)

          ระบบของประเทศไทยไม่มีแพทย์ประจำตัว คนไข้จึงสามารถตระเวนไปหาหมอตามใจชอบ หาหมอหลายคน ได้ยามามากมาย กินเท่าไหร่ก็ไม่สบายสักที คำแนะนำง่ายๆ คือ

          - ไปหาหมอเอายาทั้งหมดไปด้วย เอายาให้หมอดู ย้ำว่า “ยาทั้งหมดที่กิน” ทั้งยาสมุนไพร ยาต้ม ยาหม้อ ยาลูกกลอน น้ำหมัก ยาหมอพระ ยาหมอผี ยาป้าข้างบ้าน วิตามิน อาหารเสริม ที่ซื้อมาแพงๆ ยกหม้อไปไม่ได้ก็เล่าให้หมอฟัง

          - ไม่ซื้อยากินเอง แม้ที่โฆษณาว่าเป็นสมุนไพร วิตามิน อาหารเสริม ก็ไม่ปลอดภัย เพราะสมุนไพรเดี๋ยวนี้ก็แอบใส่ยาลงไปด้วย วิตามินเม็ดก็เป็นสารเคมี กินแล้วตับพัง ไตพังมาเยอะแล้ว

          - กินยาเท่าที่จำเป็น คือ ยาที่รักษาโรคประจำตัวเท่านั้น ถามหมอถามเภสัชกรให้รู้จักยาทุกตัวที่กิน ยาแก้เวียนหัว วิตามิน ยาบำรุง ถือว่าเป็นยาเกินจำเป็น เว้นแต่คนไข้บางคนที่หมอบอกว่าจำเป็นต้องกิน

          หลักจำง่ายๆ คือ กินยาเท่าที่จำเป็น ไม่จำเป็นก็อย่าไปหายามากิน.

จันทร์ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๗