“พอเพียง”
ผมเชื่อว่า นั่นคือฝั่งฝันที่หลายชีวิต
รัก และปรารถนา

แต่เส้นทางของการไปสู่ฝั่งฝันที่ว่านั้น
ดูเหมือนชีวิตหลายชีวิตยังต้องดิ้นรน ไขว่คว้า
และตะกายหากันต่อไป

การนิยามความหมายคำว่า “พอเพียง”
ยังชวนคิดตามอย่างไม่รู้จบ
คนแต่ละคนมองว่าแค่ไหนคือ “พอเพียง”
คนแต่ละคนมีมาตรวัด “พอเพียง” ทั้งเหมือนและต่างกัน
ผมเองก็อยู่ในสภาวะเช่นนั้น
บางครั้งคราวเหมือน “มั่นใจ”
บางครั้งคราวกลับ “ไม่มั่นใจ” เอาซะเลย

สภาวะเช่นนั้นดูเหมือนเป็นหลุมดำอันกว้างใหญ่ต่อการดิ้นรน ไขว่คว้า
และกายไปสู่ฝั่งฝันแห่งความพอเพียง-
เนื่องเพราะหากนิยามความหมายไม่ชัด
วิถีก้าว หรือจังหวะชีวิตที่ต้องป่ายปีนไปนั้น ย่อมไม่ชัดด้วยเหมือนกัน
กระนั้นในความเป็นจริงของชีวิต
ถึงแม้จะยังไม่ชัดเจนในบทนิยาม ไม่ชัดเจนในวิธีการ และปลายทาง
ชีวิตย่อมไม่สมควรกักขังตัวเองไว้กับหมอกหม่นทางความคิดที่ว่านั้น
ถึงแม้นฝนจะตก ฟ้าจะร้อง แดดจะร่ม หรือร้อนจัดจ้าแทบโลกแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ
ชีวิตก็ยังต้องดำเนินไป...
ดำเนินไปโดยการลงมือทำ ดิ้นรน ไขว่คว้า ตะกาย ป่ายปีน
ซึ่งผมเชื่อว่า เมื่อลงมือทำ
คำตอบ หรือความหมายที่ดูเป็นม่านหมอกหม่น
ย่อมถูกคลี่คลายในระหว่างทางที่เราลงมือทำ
(ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไม่ช้า ก็เร็ว)


ครับ,โดยเนื้อแท้ทางความคิดผมนั้น
ผมบอกกับตัวเองเสมอว่า
คนเราจะรู้ซึ้งกับคำว่า “พอเพียง” ได้ก็ต่อเมื่อ-
เราต้องตกอยู่ในชะตากรรม หรือสภาวะของคำว่า “ขาด” และ “เกิน”
ตรงกลางของคำว่า “ขาด” และ “เกิน” นั่นแหละคือ “พอเพียง”
พอเพียง คือ “กลาง” หรือ “ตรงกลาง” ของคำว่า “ขาด” และ “เกิน”



เฉกเช่นกับวันนี้
ด้วยความที่พึงใจหวนรำลึกถึงบรรยากาศการเดินทางอันอ่อนเยาว์ของตนเอง
จึงเปิดโอกาสให้รถคู่ชีพได้มีเวลาพักผ่อน
ส่วนตัวเองก็อาศัยรถโดยสารประจำทางเป็นพาหนะนำพา

วันนี้ ท่ารถจากตัวเมืองบ้านเกิดมายังบ้านพักมีทางเลือกมากกว่าเดิมอย่างชัดแจ้ง
ไม่ใช่แค่รถบัสหวานเย็นเช่นอดีต หากแต่มีรถตู้มาเป็นทางเลือกอันเย้ายวน
และเจ้ารถตู้ที่ว่านี้ ก็ดูเป็นประหนึ่งหญิงสาวหน้าตาสวยใส
และเต็มไปด้วยเวทมนต์ที่ดลบันดาลให้ผมหลงลืมเจ้ารถบัสคันใหญ่
(ที่ไม่ต่างไปจากหญิงสาวที่ล่วงผ่านวัยกลางคนไปแล้ว) อย่างสิ้นเชิง

ครับ, ผมปลงใจเลือกใช้บริการรถตู้อย่างไม่ลังเล
พนักงานสื่อสารชัดเจนว่ารถจะออกตามกำหนดการที่ปิดประกาศไว้
หากแต่เมื่อใดตั๋วขายหมด (ที่นั่งเต็มก่อนเวลา) รถก็พร้อมที่จะออกก่อนเวลา
นั่นคือสิ่งที่พนักงานได้สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ณ บขส บ้านเกิดของผมเอง

ผมถามทักว่าที่นั่งทั้งหมดคือเท่าไหร่...
คำตอบที่ได้มาคือ ๑๒-๑๔ ที่นั่ง
ตัวเลขที่ว่านั้น หากมองในมิติของคำว่า “พอเพียง” ย่อมหมายถึง “๑๓”
เลข ๑๓ คือพอเพียง...พอดิบพอดี
ไม่อึดอัดอัด ทับซ้อนจนต้องแย่งอากาศกันหายใจ


ผมเฝ้ามองอย่างเงียบๆ เกี่ยวกับจำนวนผู้โดยสารที่ทยอยซื้อตั๋วเป็นระยะๆ
และดูเหมือนว่า “มันจะเกิน” กว่าที่กล่าวอ้างว่า ๑๒-๑๔ ที่นั่ง
ครับ,เกินแน่ๆ แต่กระนั้นก็ยังไม่มีวี่แววว่ารถตู้จะออกก่อนเวลา

จวบจนถึงเวลาตามตารางที่ระบุไว้...
พนักงานจึงเดินมาป่าวประกาศให้ผู้โดยสารขึ้นรถตามอัธยาศัย
ครับ, เป็นการขึ้นรถตามอัธยาศัย
(เลือกนั่งได้โดยไม่จำเป็นต้องนั่งตามหมายเลข)
ใครขึ้นก่อน นั่งก่อน, ขึ้นทีหลัง นั่งทีหลัง

มันไม่ใช่แค่นั้นสิครับ
ผู้คนทยอยขึ้น และทยอยขึ้น
ทุกที่นั่งในรถตู้ถูกทาบทับตามอัตราตัวเลขคือ ๑๔ ที่นั่งอย่างสมบูรณ์แบบ
ขณะที่อีก ๓ คนยืนทำตาละห้อยและงวยงงอยู่นอกรถตู้
(เพราะขึ้นไม่ได้ ขึ้นไม่ทัน และที่สำคัญคือที่นั่งมันเต็มแล้ว)

พนักงานขับรถดูมีอัธยาศัยดีไม่เบา ไม่เย็นชาต่อชะตากรรมที่ว่านี้
เพราะได้หันกลับมาสื่อสารอย่างเป็นธรรมชาติราวกับเป็นเรื่องไม่ผิดเพี้ยนใดๆ
“เต็มแล้วครับ รอคิวถัดไปนะครับ”
(คิวถัดไป หมายถึงคันถัดไปในอีก ๑ ชั่วโมงข้างหน้า)

ครับ, กรณีเช่นนี้มันทำให้ผมมองเห็นภาพของคำว่า “พอเพียง” ได้แจ่มชัด
มองเห็นและมองผ่านกายภาพง่ายๆ ของโลกและชีวิต
“พอเพียง” ที่หมายถึง “พอดิบพอดี” ยังไงยังงั้น
เป็นความ “ลงตัว” ว่าด้วยที่นั่งของผู้โดยสารบนรถตู้คันที่ผมสัญจรมาในวันนี้
เป็นความพอเพียงที่ผมสัมผัสผ่านสภาวะของการ “เกิน” ไม่ใช่การ “ขาด”

ครับ, พอเพียง คือ “ตรงกลาง” ของคำว่า “ขาด” และ เกิน”


...
๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๗
กาฬสินธุ์-มหาสารคาม