คืนวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ มีงานเลี้ยงอาหารค่ำโดย Dr. Larry Brilliant ผู้อำนวยการของ Skoll Global Threats Fund กับนักวิจัยผู้หญิง และมีภรรยาของ Dr. Brilliant มาร่วมในภายหลัง เขาสนิทกับหมอสุวิทย์และคุยกันสนุก ที่น่าสนใจคือหลังจบแพทย์เขาไปฝึกสมาธิกับโยคีที่ชายแดนอินเดีย เนปาล และทิเบต ก่อนจะสมัครเข้าทำงาน WHO ร่วมมือกับ DA Henderson กวาดล้างโรคฝีดาษ เขาจึงสนใจพุทธศาสนา และมิติด้านจิตวิญญาณตะวันออกมาก

          อาหารที่กิน จานหลักเป็นปลา Halibut ซึ่งผมคิดว่าอร่อยสู่ตอนกินที่บ้านท่านทูตอ้อมคืนเลี้ยงฉลอง MOU ระหว่าง AHO กับสถาบันอาศรมศิลป์ไม่ได้ แต่ที่ได้ความรู้มากคือเขาเลี้ยงไวน์จริงจัง เริ่มจากไวน์ขาว ตามด้วยไวน์แดงชนิดแรก ชนิดที่สอง ซึ่งเสิร์พตามความอร่อยจากน้อยไปหามาก ตบท้ายด้วยไวน์แดงหวาน หลังอาหาร เป็นครั้งแรกที่ผมได้ดื่มไวน์แบบเป็นงานเป็นการ ตามแบบที่ ศ. นพ. พงษ์ศักดิ์ เคยเล่าให้ฟังตอนไป กินเลี้ยงฉลองความสำเร็จของคุณหมอมงคลในการพูดที่บราซิล โดยกินเลี้ยงที่บ้าน อ. บุ๋ม

          คืนวันที่ ๕ ผมนอนหลับได้ ๖ ชั่วโมงครึ่ง ด้วยความช่วยเหลือของ ลอราซีแพม

          เช้าวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ผมออกจากโรงแรม Carriage Inn, 140 Seventh Street, San Francisco เวลา ๖.๓๐ น. เดินไปทางซ้าย พบถนน Mission จึงเลี้ยวซ้ายเข้าถนนนี้ เดินไปผ่านถนนที่ ๘, เรื่อยไปจนถึงถนน ๑๒ และถนน Van Ness ก็หันหลังกลับ รวมเวลา ๓๐ นาทีเดินได้ระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตร หยุดถ่ายรูปเป็นระยะๆ อุณหภูมิ ๑๑ องศา กำลังสบาย

          เปรียบเทียบกับออสโลแล้ว บรรยากาศต่างกันลิบ ที่โน่นสงบเงียบ นานๆ มีรถยนต์สักคัน แต่ที่นี่ต้องรอไฟเขียวข้ามถนน รถเยอะ กรรมกรเดินทางมาที่ไซต์งานเยอะ พบคนไร้บ้านนอนอยู่ริมถนนเกือบ ๑๐ คน ต่างคนต่างอยู่ มีไซต์ก่อสร้างตึกอยู่ทั่วไป เห็นสภาพคนที่เดินอยู่บนถนนก็ชัดเจนว่าเป็นคนจน หรือคนชั้นล่าง ในขณะที่คนชั้นกลางมีบ้านอยู่ชานเมือง และนั่งรถเข้ามาทำงานในเมือง ตกเย็นก็นั่งรถกลับ บริเวณเมืองใหญ่จึงเป็นสังคมที่คนที่อยู่ในเมืองเป็นคนจน เราเดินไปตามถนนจะพบแต่คนจน

          เช้าวันที่ ๗ พฤษภาคม ผมออกไปออกกำลังกายเวลา ๖.๓๐ น. อย่างเดิม แต่คราวนี้ออกจากโรงแรม แล้วเลี้ยวขวาไปถนน Howard แล้วเลี้ยวซ้ายวิ่งไปตามถนน Howard ไปจนถึงถนนที่ ๔ ก็จำได้ว่าเคยไปวิ่ง แถวนี้เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ตาม บันทึกนี้

          ถนน โฮเวิร์ด สวยสะอาด และทางเท้ากว้างกว่าถนน มิชชั่น ที่วิ่งเมื่อวาน แต่ก็ยังมีคนไร้บ้าน เพ่นพ่านอยู่ วันนี้พบ ๖ คน เมื่อวานผมคิดว่าคนเหล่านี้แยกตัว อยู่คนเดียว ไม่พูดกับใคร แต่วันนี้เห็นสองคน คุยกัน

          ผมไปเห็นรถตัดกิ่งไม้มาตัดกิ่งไม้ตั้งแต่หกโมงครึ่ง แสดงว่า ไม่ว่าที่ไหนคนชั้นล่างที่เป็นแรงงาน ทำงานหนักหรือขยัน เป็นการดิ้นรนเพื่ออยู่รอด แต่ผมไม่เห็นสภาพนี้ที่นอร์เวย์

          เช้าวันที่ ๘ พฤษภาคม ที่หน้าโรงแรม ระหว่างรอขึ้นรถ Shuttle เพื่อไปสนามบิน มีคนไร้บ้านผิวดำ ตัวโต อายุราวๆ ๕๐ เดินเซื่องๆ มาขอเงิน และทราบจากนักวิชาการที่เราไปดูงานว่า บริเวณที่เราไปพัก เขาถือเป็นย่านอันตรายของ ซานฟรานซิสโก

          ผมเคยเขียนบันทึกเที่ยวหรือดูงานที่ ซาน ฟรานซิสโก ที่ , , ,

          เรื่องคนไร้บ้านเป็นปัญหาคาใจ ว่าสังคมอเมริกันเขาไม่คิดแก้ไขกันหรืออย่างไร มีงานวิจัยทางวิชาการ กันบ้างหรือไม่ เพื่อจะลดปัญหาความยากจนในสหรัฐอเมริกา โชคดีที่ในห้องรับรองของ United Airlines วันที่ ๘ พฤษภาคม ผมอ่าน นสพ. เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส ที่หน้า A15 พบเรื่อง Philadelphia’s Success in Helping the Homeless Gets a Philantropic Boost ทำให้ได้เรียนรู้ว่า มีขบวนการประชาสังคม ของสหรัฐอเมริกา จัดการแก้ไข ปัญหา โดยมีคนบริจาคสนับสนุน ในบทความเขาไม่เอ่ยตำหนิภาครัฐเลย กล่าวแต่ว่าที่โครงการ Project HOME ประสบความสำเร็จเพราะมีการจัดการที่ดี นำโดยแม่ชีชื่อ Sister Mary Scullion ในบทความ เขาเอ่ยถึงองค์กร The National Alliance to End Homelessness ด้วย

วิจารณ์ พานิช

๘ พ.ค. ๕๗

โรงแรม Carriage Inn, San Francisco และบนเครื่องบิน United จาก ซาน ฟรานซิสโก ไป วอชิงตัน ดีซี


ลู่วิ่งของผมบนถนน Mission เห็นคนไร้บ้าน




รูปวาดริมถนนแบบนี้ น่าจะบอกอะไรบางอย่าง ที่เป็นอารมณ์ทางสังคม


นาานๆ จะเห็นต้นไม้มีดอกให้ชื่นใจ



ดอกหอมเสียด้วย



เห็นต้นปาล์มประดับในกระถางแล้วชื่นใจ



รูปทรงงดงามสุขภาพดี



ต้นนี้ดอกดก



ดอกขาวสะอาดช่องาม



ต้นปาล์มริมถนนสง่างาม



ท่าทางของคนไร้บ้าน


ศิลปะริมถนนอีกชิ้นหนึ่ง


รถตัดกิ่งไม้มาทำงานตั้งแต่ก่อนหกโมงครึ่งตอนเช้า


รถจักรยานให้เช่า


แถวนี้ผมเคยมาวิ่ง เมื่อหลายปีมาแล้ว


เห็น Moscone Center ก็จำได้