เราไปเมืองกามิส-พาเทนเคียเช่น (Garmisch-Partenkirchen) มีจุดมุ่งหมายเพื่อขึ้นยอดเขา ซุกสปิ๊ทเชอะ Zugspitze (สูง ๒๙๖๒ เมตร-ดอยอินทนนท์บ้านเราสูงแค่ ๑๙๐๐)

       นั่งรถบัสจาก Fussen ระยะทางน่าจะไม่เกิน ๖๐ กม. แต่รถวิ่งช้าให้เราชมทิวทัศน์สวยงาม เป็นภูเขา ทุ่งดอกหญ้าสีเหลืองสุดตา หมู่บ้านเล็กๆ ฝูงวัวนอนเกียจคร้านรับแดด ภูเขาสูงปกคุล่มด้วยหิมะให้เราเห็นตลอดทาง ต่อให้ขับคลานเป็นเต่า จอดแช่สักชั่วโมงเราก็ไม่ว่ากระไร ที่สำคัญขับดีเหลือเกิน ถ้าได้เป็นรัฐมนตรีว่าการคมนาคมจะส่งคนขับ บขส.บ้านเรามาดูงานว่าวิธีขับรถที่เป็นมิตรกับผู้โดยสารเป็นเช่นนี้

        กามิส-พาเทนเคียเช่น เดิมเป็นคนละเมือง แล้วมารวมเป็นเมืองเดียว เคยร่วมกันจัดโอลิมปิกฤดูหนาว ปี 1936 อยู่ใต้สุดของเยอรมัน เป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆ มีลักษณะพิเศษคือ ฝาผนังบ้านจะเขียนเป็นลวดลายเป็นเอกลักษณะพิเศษของเมืองนี้

        หลังจากได้เห็นเมืองเล็กๆ ที่สวย สะอาด สงบ อย่าง Fussen กับสองข้างทางรถบขส.เยอรมันอันงามตามาแล้ว กามิสดูจะขี้เหร่ไปทันที

       เดินเล่นเล็กน้อยพอให้ดูเป็นนักท่องเที่ยว กินอาหารจีน แล้วเข้านอน

          ตอนเช้าออกมาถ่ายรูปที่ระเบียงห้องพักได้งดงามประมาณนี้

          ออกเดินทางโดยรถไฟขึ้นเขา ค่าตั๋วไปกลับคนละ ๔๑.๕ ยูโร (ถ้าไม่คิดเป็นเงินไทย ๒๐๐๐ บาทก็ไม่ตกใจ) ขาลงเราวางแผนว่าจะลงกระเช้าไปดูทะเลสาบไอเซ่ (lake Eibsee) ที่ร่ำลือว่าน้ำใสแจ๋วงดงามนัก แต่โชคไม่เข้าข้างเราเพราะเขาปิดซ่อมเคเบิ้ล และซ่อมเส้นทางรถไฟ เราจึงต้องลงรถไฟไปนั่งรถบขส.เยอรมันช่วงสั้นๆ ก่อนไปขึ้นรถไฟอีกรอบขึ้นเขา น่าจะลดราคาให้เรานะ ค่าเสียโอกาส


       ลุงอธิบาย(เพื่อดับความกลัวของป้า)ว่า รถไฟขึ้นเขาสูงๆ จะมีเฟืองยึดตรงกลาง เรียก Cogwheel Train ช่วยยึดและช่วยขับเคลื่อนอีกแรง ไม่ต้องกลัวว่าขับๆ ไปจะไหลลงมา

       สองข้างทางรถไฟนั้นงดงามซะจนลืมหายใจ สนภูเขาสวยงามทุกต้น บ้างเขียวอ่อน เขียวแก่ บ้างร้างใบ พอขึ้นสูงระยะหนึ่งก็เจอหิมะแต่งแต้มตามร่องหิน ยิ่งงาม ช่วงขาลงเห็นทะเลสาบไอเซ่ให้ตื่นตะลึงพร้อมๆ กับเสียดายที่อดไปยลความงามของกรวดหินในน้ำใส...โอ๊ย....

         บอกลุงว่าปีหน้ามาใหม่ได้ปล่าว ลุงตอบว่า ไม่มาแล้ว ไม่ชอบที่เยอรมันไม่ค่อยมีส้วมสาธารณะ...ไปญี่ปุ่นดีกว่า ส้วมเยอะ สะอาด ไม่เสียงตังค์ อือ..นี่นะเหตุผล

        รถไฟจอดส่งเราที่สถานีปลายทางบนยอดเขา ได้เหยียบหิมะแล้ว

        เช้านี้อากาศดี ไม่มีลม เราจึงออกไปเริงร่ากลางหิมะได้ชิวชิว ถ่ายรูปตรงนั้นตรงนี้จนจุใจ เสียอย่างเดียวมิอาจกล้าเดินลุยหิมะไปเยือนโบสถ์แสนสวยนั่นเหมือนพวกหนุ่มสาว

        บนยอดเขามีโบสถ์เล็กๆ ชื่อ โบสถ์มาเรีย ฮิมเมลฟาร์ท (Maria Himmelfahrt) ได้ชื่อว่าเป็นโบสถ์ที่สูงที่สุดในเยอรมัน อยากเห็นจริงๆ ว่าภายในจะงดงามเพียงใด

        บนนี้มีร้านอาหารชื่อ Sonn Alpin คิดว่าจะมานั่งกินข้าวเที่ยงที่ลานหน้าร้านนี้ แต่ลุงบอกว่าต้องมาในช่วงที่หิมะน้อยกว่านี้ เขาจะเอาโต๊ะมาวางเต็มลาน นักท่องเที่ยวจะมานั่งจิบเบียร์กันที่นี่

       จากจุดนี้นั่งรถเคเบิ้ลขึ้นไปได้อีกช่วง ออกไปถ่ายรูปที่มองเห็นไม้กางเขนยักษ์บนยอดเขา เริ่มลมแรง หิมะโปรยลงมา อยู่นานไม่ไหว เข้าไปนั่งเอกเขนกกินไอติมวอลล์คนละแท่ง ค่อยๆ เล็มไม่ต้องรีบร้อนเพราะมันไม่ละลายเร็ว ซื้อของฝากลูกแล้วลงไปที่เดิม  

       ตรงจุดที่ขึ้นรถไฟ ว่าจะออกไปถ่ายรูปโบสถ์อีกรอบ พอโผล่ไปเจอหิมะกับลมต้องถอย หิมะลงเร็วจนเกือบท่วมโบสถ์  


       รอรถไฟเดินทางกลับ  เก็บภาพโน่นนี่ไปเรื่อย  

      กลับไปถึง ลากกระเป๋าที่ฝากโรงแรมไว้ขึ้นรถไฟไปมิวนิค

      บ๊าย บาย....Zugspitze แล้วจะมาเยือนใหม่อีกครั้ง.

อังคาร ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๗

บนรถไฟขบวน RB 59460Garmisch-Partenkirchen --> Munich

บันทึกส่งท้าย

          บันทึกด้วยความเกรงใจนักท่องเที่ยวไทยจริงๆ มิมีเจตนาการดูหมิ่นคนไทยด้วยกันแต่ประการใด วันนี้ในรถไฟขาลงเขา นักท่องเที่ยวไทยกลุ่มหนึ่งขึ้นมาด้วย คุยกันเสียงดังลั่นตู้รถไฟแบบไม่เกรงใจใคร นักท่องเที่ยวฝรั่งหลายๆ คนที่นั่งกันเงียบหันไปมองหลายต่อหลายครั้ง เดินไปเดินมาดูวุ่นวาย ทิวทัศน์ข้างทางแสนงามก็ไม่สนใจ ทั้งเป็นการรบกวนผู้อื่นในกาลเวลาที่ทุกคนกำลังชมความงามสองข้างทางเงียบๆ

          ปากพูดกันฉอดๆ ขนาดนั้น ความงามคงไม่ซึมซับเข้าสมองแน่.