จากข่าวเดลิินิวส์ออนไลน์ ...

วันนี้ (23 เม.ย.) ดร.ปรีชา เมธาวัสรภาคย์ ผอ.สำนักวิจัยเอแบคโพล สถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยว่า เอแบคโพล ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ทำการสำรวจเรื่อง เด็กและเยาวชนไทยอยากเห็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงจากการศึกษาไทย โดยสำรวจเด็กและเยาวชนอายุ 14-18 ปี ใน 17 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 4,255 คน ระหว่างวันที่ 1-15 เม.ย.2557 ผลปรากฏว่า ...

ร้อยละ 58.9 เห็นว่า โอกาสและมาตรฐานทางการศึกษาของไทยไม่เท่าเทียมกัน 

ร้อยละ 58.7 เห็นว่า เด็กไทยเรียนหนักมากที่สุดในโลก แต่ไม่สามารถนำความรู้ในห้องเรียนไปประยุกต์ใช้ได้ 

ร้อยละ 54.8 เด็กไทยไม่ได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน 

ร้อยละ 53.1 เห็นว่า การเรียนการสอนเริ่มต้นจากความรู้ในหนังสือและจบลงที่ข้อสอบ 

ร้อยละ 30.7 ระบุว่า ความรู้ที่ใช้สอบได้จากการเรียนกวดวิชา 

ร้อยละ 25.0 อยากถามครูเกี่ยวกับวิธีการสอนของครู เช่น ทำไมครูไม่หาวิธีการสอนที่สนุก และไม่น่าเบื่อ, ทำไมสอนต้องอ่านตามหนังสือ ทำไมสอนในห้องเรียนไม่รู้เรื่อง แต่สอนพิเศษรู้เรื่อง เป็นต้น

ผอ.สำนักวิจัยเอแบคโพล กล่าวต่อไปว่า ...

สำหรับวิชาที่เด็กที่เรียนสายสามัญไม่ชอบเรียนมากที่สุดคือ คณิตศาสตร์ ร้อยละ 27.7 รองลงมาคือ ภาษาอังกฤษ ร้อยละ 27.4 

ขณะที่เด็กที่เรียนสายอาชีพ ร้อยละ 33.3 ไม่ชอบวิชาภาษาอังกฤษ รองลงมาคือ คณิตศาสตร์ ร้อยละ 32.2 

สำหรับแรงบันดาลใจในการไปเรียนมากที่สุด คือ พ่อแม่ ร้อยละ 71.4 

และยังพบว่า พ่อแม่เสียเงินค่าเรียนพิเศษมากกว่าค่าเทอมที่โรงเรียนถึง ร้อยละ 25.2 

นอกจากนี้พบว่า ร้อยละ 65.1 เห็นว่า การเรียนพิเศษเป็นสิ่งจำเป็น 

ร้อยละ 69.4 อยากให้เปลี่ยนแปลงการเรียนการสอน และเปิดโอกาสให้คนได้เรียนอุดมศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน 

ส่วนเรื่องการเรียนต่อ พบว่า ร้อยละ 66.7 ตั้งใจเรียนต่อระดับอุดมศึกษา ร้อยละ 14.4 เรียนสายอาชีพ 

ขณะที่อาชีพที่ต้องการที่สุดในอนาคต คือ แพทย์ ร้อยละ 20.4 รองลงมาคือ ธุรกิจส่วนตัว/ค้าขาย ร้อยละ 16.3 และ ครู/อาจารย์ ร้อยละ 12.5

ด้าน ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร รองประธานคณะกรรมการ สสค.คนที่ 2 กล่าวว่า

ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมของเด็กไทยเปลี่ยนไป ดังนั้น ครูต้องเปลี่ยนวิธีการสอน จะสอนแบบยืนหน้าห้อง และพูดตามหนังสือต่อไปไม่ได้แล้ว

อีกทั้ง ต้องรู้จักใช้สื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก หรือ ไลน์ มาสื่อสารเพื่อดึงเด็กไว้

ส่วนที่ผลวิจัยระบุว่าเด็กไม่ชอบวิชาภาษาอังกฤษมากที่สุดนั้น เป็นสิ่งที่น่าห่วงมาก เราจึงต้องเปลี่ยนทัศนคติว่า ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาต่างประเทศ แต่เป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิต เหมือนการใช้เทคโนโลยี หรือไอทีในชีวิตประจำวัน โดยสาเหตุที่เด็กไทยเรียนภาษาอังกฤษไม่ได้ผล เพราะเราเรียนเพื่อสอบได้หรือสอบตก ซึ่งตนเห็นว่าต้องยกเลิกวิธีการประเมินดังกล่าว เพื่อให้เด็กได้เรียนภาษาอังกฤษ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างได้ผลจริงๆ

อ้างอิง  : http://www.dailynews.co.th/Content/education/23246...

ลองอ่านผลสะท้อน (Reflection) ที่ออกมาจากโพลจะทำให้มองเห็นแนวโน้มอะไรบางอย่างในวงการการศึกษาไทย
ที่ครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง ควรพึงจะต้องนำไปคิดและปรับปรุงอะไรหลาย  ๆ อย่างให้ดีขึ้นกว่านี้

ก็แค่หวังไว้ว่า ทุกอย่างจะดีขึ้นตามบริบทของโลก

บุญรักษา ทุกท่าน ;)...