จึงต้องสรุปว่า หากเรื่องของปู่โคอิแห่งอำเภอแก่งกระจานเป็นข้อสอบในเรื่องความพร้อมของภาคราชการไทยที่ดูแลกฎหมายมหาชนว่าด้วยสถานะบุคคลตามกฎหมาย ภาคราชการนี้ก็คงยังสอบไม่ผ่าน แม้คนที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับรัฐไทยอย่างชัดเจน ก็ยังไม่จัดการหรือจัดการไม่ได้ แล้วปัญหาอีกมากมายที่จะเกิดขึ้นใน พ.ศ.๒๕๕๘/ค.ศ.๒๐๑๕ จะจัดการประชากรอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือ ?? !!

 

 

เรื่องของปู่โคอิ - กะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งอำเภอแก่งกระจาน

: ตอนที่ ๒ – บทพิสูจน์ศักยภาพของรัฐไทยในการจัดการประชาชนอาเซียน

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

บทความเพื่อวารสารชนเผ่า

เมื่อวันที่  ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๖

https://www.facebook.com/note.php?saved&&note_id=10151540876333834

----------------------------------------------------------

          “ความเดิม”

หากท่านทั้งหลายได้อ่านบันทึกการวิเคราะห์ความเป็นประชาชนอาเซียนของชนเผ่าในตอนที่แล้ว[1] ท่านก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “ปู่โคอิ กะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งอำเภอแก่งกระจาน” ย่อมมีสถานะเป็น “ประชาชนอาเซียน (ASEAN People)/พลเมืองอาเซียน (ASEAN Ctitizen)” อย่างไม่ต้องสงสัย แม้จะยังไม่มีรัฐใดบนโลก หรือรัฐสมาชิกอาเซียนใดรับรองสถานะคนสัญชาติให้แก่ท่านผู้นี้ก็ตาม เมื่อปู่โคอิเป็นมนุษย์ที่อาศัยในอำเภอแก่งกระจาน และเมื่ออำเภอนี้เป็นดินแดนที่อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐไทย ข้อเท็จจริงทั้งสองนี้จึงทำให้รัฐไทยมีหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศที่จะรับรองสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายให้แก่ปู่โคอิ ทั้งนี้ การรับรองย่อมเป็นไปตามจุดเกาะเกี่ยวที่รัฐไทยและปู่โคอิมีต่อกัน แล้วอำเภอแก่งกระจานจะรับรองสถานะคนสัญชาติไทยหรือคนต่างด้าวให้แก่ปู่โคอิ ? เพราะเพราะเหตุใด ?

 

          “ปู่โคอิเป็นใครกัน ?”

ทะเบียนสำรวจบัญชีบุคคลในบ้านที่จัดทำโดยศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดกาญจนะบุรี เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๑ ระบุว่า "ปู่โคอิ" หรือนายโคอิ เกิดที่จังหวัดเพชรบุรีเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๔ โดยไม่ปรากฏเดือนเกิด จากนางมิมิ และนายพีนอดี  พวกเขาทั้งหมดเป็นชาวกะเหรี่ยง และเขานับถือผี เอกสารนี้ระบุอีกว่า ปู่โคอิพูดภาษาไทยไม่ได้ อ่านเขียนหนังสือไทยหรืออื่นก็ไม่ได้ในเวลาที่มีการสำรวจนี้ เอกสารนี้ระบุในท้ายที่สุดว่า ไม่ปรากฏว่า ปู่โคอิได้ถือบัตรประจำตัวแล้ว

เราตระหนักว่า ตั้งแต่การสำรวจนี้ใน พ.ศ.๒๕๓๑ ก็ไม่ปรากฏว่า ปู่โคอิได้รับการบันทึกในทะเบียนประวัติบุคคลบนพื้นที่สูงต่อมาใน ราว พ.ศ.๒๕๓๔ เหมือนชาวเขาส่วนใหญ่ในประเทศไทย หรือก็ไม่ปรากฏว่า ปู่โคอิได้รับการบันทึกในทะเบียนประวัติชุมชนบนพื้นที่สูงต่อมาใน ราว พ.ศ.๒๕๔๒

เราพบว่า ปู่โคอิตกหล่นจากทะเบียนราษฎรเสมอมา จนถึงวันที่เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติเข้าไปเผาบ้านและยุ้งข้าวของปู่โคอิจนเป็นข่าวไปทั่วโลก เขาและครอบครัวจึงได้รับการบันทึกชื่อในทะเบียนประวัติตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรประเภท "บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน"  โดยบันทึกว่า เขามีชื่อว่า "นายโคอิ มีมิ" ซึ่งเกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๔ มีเลขประจำตัว ๑๓ หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข ๐ และระบุว่า เขาอาศัยอยู่ที่ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี  บัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนมีผลตั้งแต่วันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๔ และใช้ได้จนตลอดชีวิต

จึงสรุปได้ว่า ปัญหาความไร้รัฐของปู่โคอิจึงสิ้นสุดลงในวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๔ เหลือไว้แต่ปัญหาความไร้สัญชาติหรือความไร้ความชอบด้วยกฎหมายคนเข้าเมืองที่จะต้องพัฒนาการแก้ไขปัญหานี้กันต่อไป ปู่โคอิมีธรรมชาติของความเป็นบุคคลที่นำไปสู่สิทธิในสัญชาติไทยหรือไม่ ? ความเป็นกะเหรี่ยงดั้งเดิมของปู่โคอินำมาซึ่งสิทธิในสัญชาติไทยหรือไม่ ? อำเภอแก่งกระจานมีหน้าที่เพียงที่จะรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรให้แก่ปู่โคอิเท่านั้นหรือ ? การผลักดันให้ปู่โคอิสามารถใช้สิทธิในสัญชาติใดสัญชาติหนึ่งนั้นเป็นภาระหน้าที่ตามกฎหมายของนายอำเภอแก่งกระจานหรือไม่ ?

 

แล้วรัฐไทยสมัยใหม่ยอมรับ “ชาวกะเหรี่ยง” ในสถานะของประชากรของรัฐไทยหรือไม่ ?

หากเราย้อนกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์การจัดการประชากรของรัฐไทย เราจะตระหนักว่า การปกครองรัฐไทยด้วยแนวคิดแบบ “รัฐชาติ (Nation – State)” ซึ่งจัดเป็นแนวคิดของรัฐใน “สมัยใหม่ (Modern Age)” ได้เริ่มต้นอย่างจริงโดยในหลวงรัชกาลที่ ๕ ดังนั้น ความพยายามที่จะแสดงอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนและประชากรจึงเริ่มต้นในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นต้นมา

ในการสืบค้นการปรากฏตัวของรัฐไทยสมัยใหม่บนแผ่นดินไทยนั้น ผู้เขียนเลือกที่จะเข้าใจว่า จุดเริ่มต้นของสิ่งนี้น่าจะอยู่ที่ “พ.ศ.๒๔๔๘” ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ ๕ ทรงตัดสินใจที่จะเลิกทาสอย่างเด็ดขาด เราตระหนักในความพยายามของรัฐไทยในยุคนั้นที่จะคิดแบบตะวันตกในช่วงเวลานั้น แนวคิดมนุษย์นิยมที่ครอบงำโลกตะวันตก เริ่มกระจายตัวมายังโลกตะวันออกอีกด้วย ไม่เพียงเรื่องของรัฐบาล หรือ government ที่ปรากฏในช่วงเวลานี้ เรายังพบต่อไปว่า ปลายสมัยในหลวงรัชกาลที่ ๕ ซึ่งน่าจะเป็นช่วงราว พ.ศ.๒๔๕๒ – พ.ศ.๒๔๕๖ เป็นยุคเริ่มต้นของกฎหมายการทะเบียนราษฎรและของกฎหมายสัญชาติ ถ้าชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ในประเทศไทย พวกเขาก็ย่อมมีสถานะเป็นประชากรของรัฐไทย ในยุคนั้น ทั้งคนที่อาศัยอยู่แล้วบนแผ่นดินไทย และคนอพยพมาจากประเทศอื่น ต่างก็ได้รับการบันทึกนทะเบียนราษฎร  ทั้งคนในอยุธยาหรือคนในเยาวราชต่างก็ได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย ทั้งที่คนในอยุธยานั้น น่าจะเป็นที่อาศัยติดแผ่นดินไทยมาตั้งแต่เกิด ในขณะที่คนในเยาวราชนั้นเป็นชุมชนของคนจีนอพยพ

เราจึงสรุปได้ว่า ปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ แนวคิดเรื่องมนุษย์นิยมเป็นแนวคิดของรัฐไทยในการจัดการประชากร ไม่ว่ามนุษยผู้เป็นประชากรนั้นจะมีเชื้อสายใด ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็น่าจะเป็นว่า อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรีเป็นพื้นที่สูงจนยากแก่การเข้าไปสำรวจประชากรเพื่อจัดทำ “สำมะโนครัว” ซึ่งทำกันภายใต้ “พระราชบัญญัติสำหรับทำบาญชีคนในพระราชอาณาจักร ร.ศ.๑๒๘/พ.ศ.๒๔๕๒” จนทำให้คนเชื้อสายกะเหรี่ยงดั้งเดิมตกหล่นจากทะเบียนราษฎรไทยอยู่นาน และสำหรับปู่โคอินั้น ก็นานจนถึง พ.ศ.๒๕๕๕ ซึ่งมีการบันทึกปู่โคอิในทะเบียนประวัติตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรประเภท ท.ร.๓๘ ก เพื่อ “คนไร้รัฐ” หรือ “บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน” ในขณะที่คนเชื้อสายจีนแห่งเยาวราช จังหวัดพระนครตกหล่นจากการสำรวจในครั้งนั้นน้อยมาก ชะตากรรมของคนกะเหรี่ยงแก่งกระจานและคนจีนเยาวราชแตกต่างกัน ด้วยสาเหตุที่อาศัยอยู่ใกล้หรือไกลอำนาจอธิปไตยของรัฐไทยในการบริหารราชการแผ่นดิน แนวคิดมนุษย์นิยมเป็นแนวคิดที่ใช้ในยุคนั้น เราจึงพบว่า ชาวเขาในพื้นที่ที่อำนาจของรัฐไทยเข้าถึง มักไม่ประสบความไร้รัฐเพราะตกหล่นจากทะเบียนราษฎร ดังที่เราพบจากการสัมภาษณ์อาจารย์วุฒิ บุญเลิศ คนที่สืบเชื้อสายมาจากคนกระเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งจังหวัดเพชรบุรี แต่ปัญหาที่เราจะต้องทบทวนกันต่อไป ก็คือ รัฐไทยในช่วงต้นสมัยใหม่บันทึกคนกะเหรี่ยงดั้งเดิมของแผ่นดินไทย หรือที่เรียกกันว่า “คนกะเหรี่ยงไทย” ในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยอย่างไร ?

 

แล้วรัฐไทยสมัยใหม่ยอมรับ “ชาวกะเหรี่ยง” ในสถานะของคนสัญชาติของรัฐไทยหรือไม่ ?

เราพบว่า กฎหมายสัญชาติไทยแม่บทฉบับแรก ก็คือ พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.๒๔๕๖ มีผลตั้งแต่วันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๖ จนถึงวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๕ ซึ่งได้แนะนำ ให้มนุษย์ในสังคมไทยได้รู้จักแนวคิดเรื่อง “สัญชาติ” นับแต่กฎหมายฉบับนี้ คนทุกเชื้อสายที่อาศัยติดแผ่นดินต้องเรียนรู้ว่า “สัญชาติ” ซึ่งหมายถึง “ความผูกพันระหว่างรัฐและมนุษย์”  และสำหรับคนที่อาศัยมาแต่ดั้งเดิมนี้ย่อมมีสถานะเป็น “คนสัญชาติไทยโดยการเกิด” ในขณะที่คนที่อพยพมาจากที่ดินนั้น ก็อาจร้องขอสถานะ “คนสัญชาติไทยภายหลังการเกิด”  ข้อเท็จจริงที่แสดงจุดเกาะเกี่ยวโดยการเกิดระหว่างมนุษย์และรัฐไทยภายใต้กฎหมายนี้มีอยู่ ๓ ลักษณะด้วยกัน กล่าวคือ (๑) มีบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นคนสัญชาติไทย (๒) มีมารดาที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นคนสัญชาติไทย และ (๓) เกิดในประเทศไทย ในขณะที่ข้อเท็จจริงที่แสดงจุดเกาะเกี่ยวโดยการเกิดระหว่างมนุษย์และรัฐไทยภายใต้มูลนิติธรรมประเพณีนั้น น่าจะได้แก่ หลักสืบสายโลหิต และหลักสมบูรณาญาสิทธิราช อันทำให้คนที่สืบเชื้อสายคนไทยดั้งเดิมที่เกิดก่อน พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.๒๔๕๖ ก็ย่อมมีสัญชาติไทยมาตั้งแต่ต้น โดยไม่ต้องรอหลักดินแดน ปัญหาจึงต้องมาคิดกันต่อว่า กะเหรี่ยงนั้นเป็นชาติพันธุ์ไทยหรือชาติพันธุ์ต่างด้าว ?  ซึ่งอาจารย์วุฒิ บุญเลิศ และอาจารย์ชยันต์ วรรธนะภูติ ยืนยันอย่างชัดเจนว่า คำว่า “ชาติพันธุ์ไทย” นั้น คงไม่ถูกผูกขาดอยู่กับคนไทยน้อยแห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเท่านั้น คนกะเหรี่ยงที่ยอมรับอำนาจของพระมหากษัตริย์ไทยย่อมเป็น “คนกะเหรี่ยงไทย” เป็นคนที่มีสัญชาติไทยโดยการเกิดแม้ภายใต้มูลนิติธรรมประเพณี ผู้เขียนก็เห็นด้วยกับการตีความทางมนุษย์วิทยาดังนี้ เพราะมิฉะนั้น คนชาติพันธุ์ในจังหวัดชายแดนภาคเหนือทั้งหมดก็คงเป็นคนชาติพันธุ์ต่างด้าวไปเสียทั้งหมด เราไม่อาจปฏิเสธความมีอยู่ของ “คนกะเหรี่ยงนอกหรือคนกะเหรี่ยงต่างด้าว” ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากคนกะเหรี่ยงที่อาศัยติดแผ่นดินของรัฐต่างประเทศ อาทิ จีนหรือลาวหรือพม่า แต่สิ่งที่เราก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน ก็คือ ความมีอยู่ของ“คนกะเหรี่ยงในหรือคนกะเหรี่ยงไทย”

 

แล้วชาวกะเหรี่ยงเพชรบุรีเป็นคนดั้งเดิมที่อาศัยติดแผ่นดินไทยหรือไม่ ?

และถ้าเป็นชาวกะเหรี่ยงเพชรบุรีก็ย่อมมีสถานะเป็น “คนสัญชาติไทยโดยการเกิด”

เมื่อฟังว่า ปู่โคอิเกิดที่จังหวัดเพชรบุรีเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๔ จากนายมิมิ และนางพีนอดี ซึ่งเป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง จึงต้องฟังว่า ปู่โคอิก็ย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตภายใต้มูลนิติธรรมประเพณีไทยว่าด้วยสัญชาติไทย ดังที่อาจารย์วุฒิ บุญเลิศ ปราชญ์กะเหรี่ยงก็ยืนยันว่า ปู่โคอินั้นจัดเป็นกระเหรี่ยงเชื้อสายไทย[2] นักวิจัยเกี่ยวกับคนชาติพันธุ์หลายท่านก็สนับสนุนข้อสันนิษฐานนี้ นักวิชาการสายนิติศาสตร์จึงพากันสรุปว่า ปู่โคอิย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดอย่างไม่ต้องสงสัย อันหมายความว่า ปู่โคอิย่อมไม่ถูกถอนสิทธิในสัญชาติไทยนี้โดยข้อ ๑ แห่งประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ ตลอดจนมาตรา ๗ ทวิ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ เพิ่มเติมใน พ.ศ.๒๕๓๕ อันก่อโศกนาฎกรรมแก่บุตรของชาวเขาอพยพจำนวนไม่น้อย  รวมถึงคนกะเหรี่ยงอพยพอีกด้วย

ในอดีตที่ผ่านมา ศาลปกครองไทยไม่เคยลังเลที่จะยืนยันว่า คนชาติพันธุ์ที่อาศัยติดแผ่นดินไทยเป็นคนสัญชาติไทยโดยการเกิด ทั้งนี้ ดังปรากฏตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดระหว่างชาวแม่อายกับอำเภอแม่อาย ใน พ.ศ.๒๕๔๘  แต่ทำไมใน พ.ศ.๒๕๕๐ ปู่โคอิจึงยังถูกบันทึกเป็นคนต่างด้าวในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย ?!! หรืออาจจะเพราะอำเภอแก่งกระจานไม่เชื่อว่า ปู่โคอิสืบเชื้อสายมาจากคนกะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งอำเภอแก่งกระจาน แต่ความเชื่อหรือไม่ย่อมเป็นไปบนพยานหลักฐาน ในสถานการณ์ที่ไม่มีพยานหลักฐานว่า มีจุดเกาะเกี่ยวกับรัฐต่างประเทศใดเลย แต่ในทางกลับกัน กลับมีพยานหลักฐานมากมายที่ชี้ถึงจุดเกาะเกี่ยวระหว่างรัฐไทยและปู่โคอิ จึงย้อนมาตั้งคำถามต่อนายอำเภอแก่งกระจานอีกครั้งว่า มีความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ที่อำเภอแก่งกระจานจะนิ่งเฉยต่อปัญหาความไร้สัญชาติของปู่โคอิ ผู้เฒ่าวัยกว่า ๑๐๐ ปี ที่ต้องการการดูแลทางสาธารณสุขของรัฐไทยอย่างดีที่สุด หน้าที่ในการรับรองสถานะคนสัญชาติไทยที่นายอำเภอแก่งกระจานต้องรับผิดชอบนั้น ย่อมเป็นไปทั้งตามกฎหมายไทยและกฎฆมายระหว่างประเทศอย่างแน่นอน

 

แล้วทำไมปู่โคอิจึงยังประสบปัญหาการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย ?

เมื่อเรามองย้อนไปในอดีต เราย่อมตระหนักได้อีกว่า ฝ่ายความมั่นคงของรัฐไทย โดยเฉพาะสภาความมั่นคงแห่งชาติ เข้าใจดีว่า คนดั้งเดิมติดแผ่นดินย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิด  ฝ่ายความมั่นคงของรัฐไทยเรียกชาวเขากลุ่มนี้ว่า “ชนกลุ่มน้อยกลุ่มที่หนึ่ง”  

แต่เรากลับพบว่า มีความล่าช้าอย่างมากในการทำงานของกรมการปกครองเพื่อรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรในสถานะคนสัญชาติไทยให้แก่ชาวเขาดั้งเดิม แม้ว่าคนกะเหรี่ยง ตลอดจนคนชาติพันธุ์ดั้งเดิมหลายกลุ่มเคยร้องเรียนในความล่าช้านี้ จนถึงในบางครั้ง ก็มีการรวมตัวกนเพื่อประท้วงต่อรัฐบาล ยกตัวอย่างจากเหตุการณ์ใน พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งเกิดการประท้วงของชาวเขาดั้งเดิมในบริเวณศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ อันนำไปสู่มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๒ เพื่อการปฏิรูปกฎหมายและนโยบายเพื่อการลงรายการสัญชาติไทยให้แก่ “ชาวเขา” หรือ “บุคคลบนพื้นที่สูง” ซึ่งอาศัยอยู่ติดแผ่นดิน  ซึ่งนำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายระดับระเบียบเพื่อสร้างประสิทธิภาพในการขจัดปัญหาความไร้สัญชาติให้แก่ชนเผ่าดั้งเดิมของแผ่นดินไทย นั่นก็คือ การปรากฏตัวของ “ระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ. ๒๕๔๓” ซึ่งทำให้ชนเผ่าดั้งเดิมดังกล่าวได้รับการลงรายการสัญชาติไทยอย่างมากมาย แต่ไม่รวมถึงปู่โคอิและครอบครัว

          มาถึงวันนี้ (๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๖)  เราก็ยังพบเรื่องของปู่โคอิแห่งอำเภอแก่งกระจาน คนกะเหรี่ยงอายุกว่า ๑๐๐ ปีที่มีหลักฐานชัดเจนว่า มิใช่คนอพยพ แต่ก็เพิ่งได้รับการขจัดปัญหาความไร้รัฐในวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๕ แต่ก็ยังไม่มีวี่แววของความพยายามที่จะขจัดปัญหาความไร้สัญชาติให้แก่ปู่โคอิ 

เรื่องราวของปู่โคอิ ซึ่งเป็นชาวเขาดั้งเดิมของประเทศไทยน่าจะทำให้เราทั้งหลายกังวลใจอย่างยิ่งว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐไทยที่รักษาการกฎหมายไทยว่าด้วยสัญชาติไทยน่าจะยังไม่มีแนวคิดเชิงรุกในการจัดการปัญหาความไร้สัญชาติของชาวเขาดั้งเดิมของแผ่นดินไทย

เรากลับพบท่าทีเชิงรุกในการแก้ปัญหาให้แก่คนกะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งแก่งกระจานจากสหประชาชาติ จะเห็นว่า เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕  มีหนังสือจาก Alexei Avtonomov ประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุทางเชื้อชาติ เพื่อถามรัฐบาลไทยถึง forceful eviction and harassment of the Karen Indigenous people from the Kaeng Krachan National Park และเรียกร้องให้มีการชี้แจงด้วยวิธีการที่กำหนดในอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ ซึ่งมีผลบังคับใช้กับประเทศไทยตั้งแต่วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๖ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่มีความคืบหน้ามากนักในการจัดการปัญหาความไร้สัญชาติ ตลอดจนปัญหาความไร้สิทธิชุมชนของชาวกะเหรี่ยงแห่งแก่งกระจาน

ต่อมา ในวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕  สภาทนายความก็เข้าสนับสนุนครอบครัวของปู่โคอิในการยื่นฟ้องกรมอุทยานฯ ต่อศาลแพ่งไทยเพื่อเยียวยาค่าเสียหายทางแพ่งให้แก่ปู่โคอิจากการเผาบ้านและยุ้งข้าวของปู่โคอิ[3] และในวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕ ก็มีการฟ้องฟ้องกรมอุทยานฯ ต่อศาลปกครองเพื่อคืนสิทธิที่จะอาศัยอยู่ในป่าให้แก่ชาวเขาดั้งเดิมดังปู่โคอิ[4]

เราคงต้องมาคิดกันให้ออกว่า ทำอย่างไรอำเภอแก่งกระจานจึงจะลุกขึ้นมาใช้กฎหมายไทยแก้ไขปัญหาความไร้สัญชาติให้ปู่โคอิได้เอง โดยไม่ต้องมีแรงกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศหรือนักสิทธิมนุษยชน ? หรือทำอย่างไรจังหวัดตากจึงจะมีความรอบรู้ในระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ. ๒๕๔๓  ซึ่งเป็นกฎหมายลำดับรองที่เสริมประสิทธิภาพของ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งรักษาการโดยกระทรวงมหาดไทยเอง แค่กฎหมายที่ผลักดันโดยกระทรวงมหาดไทยเอง ก็ยังไม่รู้จัก แล้วจะไปรู้จักกฎหมายที่ผลักดันในกรอบของประชาคมอาเซียนได้หรือ ?

คำว่า “สิทธิในสัญชาติ” ดูจะเป็นความขมขื่นอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาถูกมองจากเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยว่า เป็นคนไม่มีสัญชาติไทยหรือเป็นคนต่างด้าว ทั้งที่กฎหมายไทยทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์อักษรน่าจะยอมรับสิทธิในสัญชาติโดยการเกิดของชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยในราว พ.ศ.๒๔๕๔ – ๒๔๕๖ ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้จึงก่อโศกนาฎกรรมให้แก่คนชาติพันธุ์ในเผ่าต่างๆ มากบ้าง น้อยบ้าง ร้ายแรงบ้าง ไม่ร้ายแรงบ้าง ตลอดเวลานับแต่ช่วงเวลาที่มีการบังคับใช้กฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๕๒ จนถึงปัจจุบัน

จึงต้องสรุปว่า หากเรื่องของปู่โคอิแห่งอำเภอแก่งกระจานเป็นข้อสอบในเรื่องความพร้อมของภาคราชการไทยที่ดูแลกฎหมายมหาชนว่าด้วยสถานะบุคคลตามกฎหมาย ภาคราชการนี้ก็คงยังสอบไม่ผ่าน  แม้คนที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับรัฐไทยอย่างชัดเจน ก็ยังไม่จัดการหรือจัดการไม่ได้ แล้วปัญหาอีกมากมายที่จะเกิดขึ้นใน พ.ศ.๒๕๕๘/ค.ศ.๒๐๑๕ จะจัดการประชากรอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือ ?? !!

 

 

[1] พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, ความเป็นประชาชนอาเซียนและความไร้สัญชาติของชนเผ่า, ตอนที่ ๑ – บทนำทางความคิด, บทความเพื่อวารสารชนเผ่า, เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๕

http://www.gotoknow.org/posts/522007

https://www.facebook.com/note.php?saved&&note_id=10151539053183834

[2] วุฒิ บุญเลิศ, ที่มาของ ‘กะหร่าง’ และวิถีกะเหรี่ยงแห่งป่าแก่งกระจาน, วีดิโอบันทึกการเสวนาใน “ราชดำเนินเสวนา”, จัดโดยสมาคมนักข่าว, เผยแพร่โดยประชาไท, เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔

http://www.youtube.com/watch?v=gQv3kDfapSw

http://downmerng.blogspot.com/2011/08/blog-post_9240.html

[3] ข่าวกะเหรี่ยง ฟ้องแล้ว เผาบ้าน, ข่าวสดรายวัน, ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๗๘๒๘, ลงวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕ http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXhOakExTURVMU5RPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBeE1pMHdOUzB3TlE9PQ==

[4] ข่าวชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจานร้องศาลปกครอง ได้รับผลกระทบจากการทำงานของอุทยานฯ

http://www.prachatai3.info/journal/2012/05/40353