สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของกระแสสังคมทุนนิยมและโลกไร้พรมแดนท้าทายให้พิพิธภัณฑ์จำเป็นต้องปรับบทบาทจากสถาบันที่มีหน้าที่จัดเก็บ จัดแสดงและอนุรักษ์วัตถุสิ่งของจากอดีตสู่การทำงานเชิงรุกเพื่อพัฒนารูปแบบการบริการความรู้ให้สอดคล้องไปกับหลักสูตรการศึกษาที่กำลังเปลี่ยน โดยเฉพาะการเรียนการสอนวิชาสังคม ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่กำลังอยู่ในขั้นวิกฤต การท่องจำชื่อและวันเดือนปีของเหตุการณ์ต่างๆ เป็นวิธีการเรียนรู้ในรูปแบบเดิมๆ ที่มักมุ่งให้ข้อมูลเฉพาะเหตุการณ์และข้อเท็จจริง ทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าความรู้เรื่องอดีตเป็นเรื่องที่ไกลตัวและผ่านพ้นมาเนิ่นนาน รวมถึงไม่เข้าใจว่าอดีตมีความสำคัญอย่างไรกับการดำรงชีวิตในปัจจุบัน ทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างความตระหนักให้ผู้เรียนรู้สึกว่าอดีตนั้นเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัว เกี่ยวพันและแวดล้อมรอบตัวเราอยู่ตลอด?
การเรียนรู้มิใช่เป็นเพียงการเก็บสะสมชุดความคิด รูปภาพ ความรู้สึก ความเชื่อที่คนในสมัยก่อนได้สร้างเอาไว้ แต่เป็นการเรียนเพื่อรู้จักดู ฟัง คิด รู้สึก จินตนาการ เชื่อ เข้าใจ เลือกและปรารถนา เรียนรู้เพื่อที่จะรู้จักตนเองในฐานะมนุษย์รู้จักเข้าใจตระหนักถึงความจริงของโลก สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยน แปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา นอกจากการสอนให้รู้จักวิธีหาคำตอบแล้วการเสริมสร้างให้ผู้เรียนรู้จักพิเคราะห์และตั้งคำถามด้วยมุมมองของตนเองก็เป็นสิ่งสำคัญเพราะ ‘คำถาม’ สำคัญกว่า คำตอบ
|
การฝึกทักษะวิธีการเรียนรู้ให้กับเด็กเป็นเรื่องจำเป็น ในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ |
อะไรคือหลักการพื้นฐานของการเรียนรู้? หากแนวคิดพื้นฐานของการเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่มุ่งเน้นรูปแบบการจัดนิทรรศการเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ พิพิธภัณฑ์คือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่แตกต่างจากโรงเรียน การมาทัศนศึกษายังพิพิธภัณฑ์คงไม่เกิดประโยชน์อันใดกับผู้เรียนหากเป็นการมาเพียงเพื่อทราบว่าที่นั้นจัดแสดงเรื่องอะไร หรือเห็นอะไรแปลกใหม่แล้วปล่อยผ่านเลยไป ดังนั้นการเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์จึงจำเป็นต้องฝึกให้นักเรียนมีทักษะวิธีการเรียนรู้ ได้แก่ ฝึกการสังเกต รู้จักวิเคราะห์เปรียบเทียบ คิดจินตนาการ และอภิปรายสรุปองค์ความรู้ต่างๆ ที่ได้จากการมาทัศนศึกษาซึ่งเป็นบทบาทของครูผู้สอน
ในบทความเรื่อง กลุ่มครอบครัวมีการเรียนรู้อย่างไรในพิพิธภัณฑ์ [1] ได้กล่าวอ้างถึงข้อเขียนของลินน์ อิริคสัน ว่าหลักการพื้นฐานของการเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์คือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนิทรรศการและผู้เข้าชมเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประสบการณ์ เรียนรู้ นอกเหนือจากสาระองค์ความรู้ที่นำเสนอผ่านนิทรรศการแล้ว การใช้กรอบแนวคิดกระตุ้นให้ผู้ชมพิจารณาถึงความสำคัญของข้อมูลในเชิงลึกจนสามารถที่จะถ่ายทอดความรู้นั้นๆ ได้ หรือท้าทายให้ผู้ชมเกิดการคิดเชิงวิเคราะห์ และเกิดกระบวนการสร้างองค์ความรู้ขึ้นด้วยตนเอง จึงจะทำให้การศึกษาในพิพิธภัณฑ์เกิดประโยชน์สูงสุดและเป็นการเรียนรู้ที่ยืนยาวกว่าการท่องจำข้อความรู้
แม้ว่าความจริงนั้นพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่จะถูกมองว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ พื้นที่ที่อุทิศให้กับการเรียนรู้ของคนในสังคมทุกเพศทุกวัยอย่างเสมอภาค อย่างไรก็ตาม การก่อตั้งของพิพิธภัณฑ์มักมีจุดเริ่มต้นขึ้นจากวัตถุประสงค์ที่ต้องการผูกโยงเรื่องราวเข้ากับวัตถุสิ่งของสะสมซึ่งตอบสนองได้ดีกับกลุ่มผู้ชมที่เป็นผู้ใหญ่ พิพิธภัณฑ์เพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ให้ความสำคัญถึงความต้องการกลุ่มผู้ชมอายุน้อย ในพิพิธภัณฑ์บางแห่งมีการแบ่งแยกพื้นที่การเรียนรู้เป็นสัดเป็นส่วนให้สำหรับเด็กโดยเฉพาะเพราะตระหนักดีว่าเด็กมีวิธีการรับรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโลกตามประสาวัยที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ ดังนั้นพิพิธภัณฑ์จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงความแตกต่างของกลุ่มผู้เข้าชมนิทรรศการเพื่อเตรียมสื่อจัดแสดงหรือเครื่องมือสื่อสารความรู้ที่เหมาะสมต่อกลุ่มผู้ชมทุกเพศทุกวัย
|
การใช้ใบงานช่วยกระตุ้นความสนใจและ ทบทวนความรู้จากนิทรรศการ |
ในการพัฒนาประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสำหรับกลุ่มลูกค้าที่เป็นเด็ก นักการศึกษาของพิพิธภัณฑ์ควรจัดให้มีรูปแบบการเรียนรู้ได้อย่างหลากหลายเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์และกระตุ้นให้เด็กสามารถเชื่อมโยงความรู้จากอดีต หรือสร้างความหมายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จากเรื่องราวที่ได้เรียนรู้ อย่างน้อยที่สุดเด็กควรมีการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ความเข้าใจในพัฒนาการของแนวคิดเรื่องเวลา ลำดับเหตุการณ์ หมวดหมู่และการจำแนกเช่นเดียวกับการค้นพบผ่านประสบการณ์ ภาษา และวัฒนธรรมตามลำดับในกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับช่วงวัย ตัวอย่างเช่น การจัดโปรแกรมเรียนรู้พิเศษเฉพาะเรื่อง (Educational Program) เพิ่มเติมขึ้นจากตัวชุดนิทรรศการ โดยเน้นการอธิบายขยายเพิ่มข้อความรู้เพื่อกระตุ้นให้เด็กสามารถเชื่อมโยงชุดความรู้ใหม่เข้ากับชุดความรู้ที่มีอยู่เดิม และอาจจัดให้มีกิจกรรมลงมือปฏิบัติ (Workshop) หรือสร้างสรรค์สื่อเรียนรู้จับต้องได้ (Hands On) เพื่อเสริมการเรียนรู้ให้เด็กมีความเข้าใจในเนื้อหานิทรรศการได้ดียิ่งขึ้นผ่านประสบการณ์จริงในสถานการณ์จำลอง รวมถึงการนำเครื่องมือสื่อสารเชิงปฏิสัมพันธ์อื่นๆ มาใช้เป็นตัวช่วยกระตุ้นความสนใจ อยากเรียนรู้ เช่น เกมโต้ตอบมัลติมีเดีย (Interactive mediagame) การตอบคำถามบนใบงาน (Worksheet) เป็นต้น
[1] Henderson A. and Watt S. 2000. Learning How They Learn: The Family in the Museum. Museum News. Issue November/December.


ฝึก .... คิด-เขียน..เกิดการเรียนรู้ นะคะ
ดีใจแทนเด็กๆด้วยค่ะที่ได้รับการสนับสนุนการเรียนรู้ดีๆเช่นนี้
เป็นการเรียนรู้ ที่เด็กๆได้ฝึกการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ นะคะ ...