4. ความขัดแย้งทางการเมืองผ่าน “ความเป็นไทย” และ “ประชาธิปไตย”
ภายหลังการขึ้นครองอำนาจเป็นรัฐบาลของพรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย แม้ว่ารัฐบาลดังกล่าวจะมีปัญหาเรื่องการคอรัปชั่น, การสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ขึ้นตรงต่อผู้นำ โดยผ่านนโยบายประชานิยม, และปัญหาการใช้ความรุนแรงก่อการร้ายโดยรัฐต่อประชาชน เช่น การฆ่าประชาชนผ่านโครงการขจัดยาเสพติด และการฆ่าประชาชนชาวอิสลามใน 3 จังหวัดภาคใต้ เป็นต้น แต่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้คือคนรากหญ้าหรือชนชั้นกลางระดับล่างเป็นจำนวนมากที่เคยมีหน้าที่แค่รอรับการอุปถัมภ์ตามแบบแผนความเป็นไทย ได้พัฒนาฐานะทางเศรษฐกิจขึ้นมากลายเป็น “ชนชั้นกลางระดับล่าง” (โปรดดู นิธิ เอียวศรีวงศ์. พลวัตของผู้นำไทย ตอนที่ 3. http://www.matichon. co.th/news_detail.php? newsid=1350293327&grpi =03&catid=12) ที่ตระหนักถึงความสำคัญของการร่วมมีส่วนร่วมทางการเมืองด้วยการต่อรองแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ (ทั้งในเชิงนโยบายหรือผลประโยชน์เฉพาะหน้า) กับนักการเมืองผ่านกลไกการเลือกตั้ง โดยพรรคไทยรักไทยถือเป็นพรรคการเมืองแรกที่นำนโยบายมาทำเป็นรูปธรรมเกิดขึ้นจริง นอกจากนี้จากลักษณะทางเศรษฐกิจที่คนเหล่านี้มักจะประกอบอาชีพรับจ้าง ค้าขาย ธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันพวกเขาโดยตรง แตกต่างไปจากชนชั้นกลางที่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐบาลเพราะส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ หรือไม่ก็พนักงานบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่ไม่ว่ารัฐบาลไหน จะขึ้นมามีอำนาจด้วยวิธีการใดก็สนับสนุนเสมอ สุดท้ายแล้วชนชั้นกลางระดับล่างเกิดใหม่เหล่านี้ได้กลายเป็นผู้เรียกร้อง ปกปักษ์หลักการการเลือกตั้งหนึ่งคนหนึ่งเสียงและผู้นำที่มีความเชื่อมโยงกับตนอย่างหัวเด็ดตีนขาด หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเกิดการทวีความสำคัญของแนวคิดเกี่ยวกับ “ประชาธิปไตย” ในเรื่องความเสมอภาคนั่นเอง เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป มีรูปธรรมให้เห็นคือการรวมตัวของกลุ่มคนเสื้อแดงในปัจจุบัน (แต่ทั้งนี้กลุ่มคนเสื้อแดงมีอยู่หลายกลุ่ม เป็นแบบฮาร์ด คอร์ หรือชอบใช้ความรุนแรงก็มี เป็นนักเคลื่อนไหวก็มี เป็นนักวิชาการก็มี เป็นพวกชอบเลียก็มี ฯลฯ)
ในขณะเดียวกันความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อจิตใต้สำนึกและจิตสำนึก (โปรดดูทฤษฎีเรื่องจิตวิเคราะห์ เรื่องจิตไร้สำนึก, จิตสำนึก และสัญชาตญาณการเกิด) เรื่อง “ความเป็นไทย” ของคนในสังคมจำนวนมาก โดยเฉพาะชนชั้นกลางที่เติบโต ถูกปลูกฝัง และเพาะพันธุ์การรับรู้และนำไปสู่ความรับรู้ให้เชื่อถือยึดมั่นรวมถึงได้รับประโยชน์จากการอยู่ในระบอบ “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ไม่สามารถประนีประนอมกับหลักประชาธิปไตยบางประการโดยเฉพาะเรื่องการเลือกตั้ง ซึ่งพวกเขามองว่าเป็นกระบวนการที่นำไปสู่การมอบอำนาจให้นักการเมือง กลุ่มทุนผู้คอรัปชั่นโกงกิน ไร้ศีลธรรม ไม่รู้ที่ต่ำที่สูงเข้ามามีอำนาจและใช้อำนาจเหล่านี้อย่างหมิ่นเหม่เป็นอันตราย ไม่เคารพต่อแบบแผนความเป็นไทยโดยเฉพาะท่าทีของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่ก้าวร้าว ดุนดัน และมีการดำเนินงานในลักษณะแทรกแซงกลไกสถาบันอื่นๆ , คอรัปชั่น, รวมอำนาจไว้ที่ตน และคอยควบคุมนักการเมืองพรรคเพื่อไทย โดยตัวแสดงที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการแสดงตัวของกลไกป้องกันตนเองของจิตสำนึกทางการเมืองในระบอบการเมืองเดิมคือ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สุดท้ายมาลงที่ กปสส. ทั้งนี้ข้อเสนอสะท้อนแนวคิดเรื่อง “ความเป็นไทย” และประชาธิปไตยแบบเชื่องๆ สามารถเห็นได้จากข้อเสนอเรื่อง “การเมืองใหม่” ของกลุ่มพันธมิตรฯ สภาประชาชน และนายกฯคนกลางของ กปสส. ที่มีสาระสำคัญคือการมุ่งลดทอนพลังของกลไกการเลือกตั้ง พรรคการเมือง และอำนาจบริหารอันเป็นแหล่งซ่องสุมของนักการเมืองเลวๆ เช่นการเสนอให้ ส.ส. มาจากการแต่งตั้ง 70 เลือกตั้ง 30 การตั้งสภาประชาชนจากกลุ่มอาชีพ การขอนายกฯคนกลางโดยการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 3 และ 7 เป็นต้น
แล้วที่นี้จะเอาอะไรดีระหว่างประชาธิปไตยแบบเน้นกามีความเสมอภาค และการมีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
หนังสืออ้างอิง