ยามสายของวันหยุดที่ผ่านมา เราไปเดินออกกำลังกายพร้อมชื่นชมธรรมชาติรอบตัวที่สวนสาธารณะใกล้บ้านเหมือนที่เคยทำเป็นประจำในวันว่าง เมื่อเดินไปตามทางเดินได้สักพักก็เห็นนกตัวหนึ่งเกาะอยู่ที่พุ่มหญ้าไกลออกไปสัก 20 เมตรได้ ฉันจึงชะลอการเดินลงแล้วยืนนิ่งสักพัก เพื่อให้นกรับรู้ถึงการมาอย่างสันติ เจ้านกที่ว่าคือนกอีเสือหลังเทาซึ่งกำลังพักผ่อนอยู่บนยอดไม้


สักพักเมื่อนกรับรู้ถึงการปรากฎตัวของฉัน และไม่มีท่าทีที่จะบินหนี ฉันจึงค่อยๆ เดินเข้าไปอีกสองสามเมตรแล้วย่อตัวลงนั่งลงบนพื้นหญ้าเพื่อจะได้ถ่ายรูปได้นิ่งขึ้นและไม่ทำให้นกรู้สึกเกรงขาม ฉันพยายามซูมเข้าใกล้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่ก็ไม่อยากเข้าไปใกล้มากกว่านี้เพราะเกรงนกจะรู้สึกไม่ปลอดภัยแล้วบินหนีไป เมื่อถ่ายรูปได้สองสามรูป สิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อนก็คือ เจ้านกอีเสือสีสวย กลับบินเข้ามาเกาะอยู่พุ่มไม้ตรงหน้า ซึ่งห่างไปจากที่ฉันนั่งเพียงไม่ถึงสิบเมตร หลังจากความตื่นเต้นเบาบางลง ฉันก็เริ่มถ่ายรูปเจ้านก เพราะเกรงว่าเจ้าจะบินไปเสีย ผ่านเลนส์ ฉันสังเกตเห็นว่าขณะที่ฉันกำลังชื่นชมเจ้านกอยู่ เจ้านกก็กำลังมองฉันอย่างพินิจพิจารณาเหมือนกัน มันหันซ้ายหันหันขวา มองมาเพื่อจะได้เห็นฉันชัดๆ 

หลังจากได้รูปแบบระยะใกล้ด้วยความพอใจแล้ว ฉันจึงหยุดถ่ายรูป และนั่งมองเจ้านกอย่างเดียว สักพักนกก็เริ่มทำความสะอาดขนไปมา แต่ก็ยังมองฉันอยู่ไม่ขาด จนเวลาผ่านไปสิบกว่านาที เจ้านกคงคิดว่ามันมองฉันจนทั่วแล้ว มันจึงบินจากไปในที่สุด

ตามปกติแล้วนกและสัตว์ป่าทั้งหลายจะหลีกเลี่ยงการประชันหน้ากับคนเสมอ นั่นก็เพราะสัญชาตญาณการป้องกันตัว และความหวาดหวั่นถึงภัยอันตรายของผู้ที่ตกเป็น 'เหยื่อ' จาก 'ผู้ล่า' ถึงแม้เราจะไม่มีเจตนาที่จะทำร้ายพวกมัน แต่บางครั้งแค่การปรากฏตัวของเราก็สร้างความเกรงกลัวได้ไม่น้อย

นกสีเสือหลังเทาตัวนั้น อาจจะคุ้นเคยกับคนที่มาเดินสวนสาธารณะแห่งนั้นพอสมควร จึงไม่ได้แสดงท่าทีหวาดเกรงแม้แต่น้อย หรืออาจเป็นเพราะสัญชาตญาณความเป็นนักล่าที่อยู่ในตัวของมันอยู่แล้ว จะด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่ ณ ขณะนั้น นกอีเสือคงไม่ได้รู้สึกว่าตนเองเป็น 'เหยื่อ' ของคนอย่างฉัน จึงไม่ต้องมีการป้องกันตัวเองด้วยการบินหนี แต่มีความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเข้ามาแทนที่ เมื่อไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองต้องตกเป็น 'เหยื่อ' ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ช่องว่างในความรู้สึก และความเป็นอิสระในความคิดก็จะเกิดขึ้นทดแทนความรู้สึกหวาดกลัว

ท่าทีของนกอีเสือทำให้ฉันนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้ เมื่อฉันจำต้องทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยความไม่เข้าใจของคนสองคน ซึ่งจากการพูดคุยกับทั้งสองฝ่าย ในเรื่องเดียวกัน สถานการณ์เดียวกัน ต่างฝ่ายต่างก็คิดว่าตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำ ต่างฝ่ายก็ต่างเป็น 'เหยื่อ' ของการกระทำและของสถานการณ์ทั้งคู่ ต่างฝ่ายต่างหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า และคิดว่าการแก้ปัญหาคือการหนี

ความรู้สึกของคนที่คิดว่าตัวเองตกเป็น 'เหยื่อ' นอกจากความกลัว ความทุกข์เศร้า คือความรู้สึกที่ว่าโลกนี้แสนโหดร้ายและเราไม่มีทางเลือกอื่นใด เราน่าสงสาร น่าสมเพช ทุกความรู้สึกจึงเป็นความรู้สึกในด้านลบทั้งสิ้น สิ่งที่เราทำได้คือเรียกร้องให้คนอื่นเห็นใจเรา เราจะปิดกั้นตัวเองจากการการรับฟังคนอื่น เราไม่อาจให้เพราะเราคิดว่าเราไม่สามารถ เราอยากเอาชนะ และคนบางคนก็คิดจะวิ่งหนีปัญหาหรือแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง

ในทางกลับกัน คนที่ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นเหยื่อ ใจของเขาก็จะมีอิสระ เบิกบาน มีความกล้า มีความสงบ มีจิตใจที่พร้อมจะให้คนอื่นมากขึ้น ใจเราจะเปิดกว้างมากขึ้น เราสามารถควบคุมสถานการณ์ที่เราควบคุมได้ โลกใบเดียวกันจะดูสวยงามขึ้น เราจะมีพลังในการแก้ปัญหามากขึ้น

ในความเป็นจริงเราอาจไม่ใช่ 'เหยื่อ' ในทุกสถานการณ์
และในทุกสถานการณ์ เราต่างมีโอกาสที่จะคิดว่าเราตกเป็น 'เหยื่อ' หรือไม่ 
หรือเราตกเป็น 'เหยื่อ' โดยอัตโนมัติ เพราะเรายัดเยียดความคิดนี้ให้ตัวเองหรือเปล่า

นกอีเสือตัวนั้น ไม่ได้คิดว่าตัวมันเองเป็น 'เหยื่อ' ในวันนั้น 
มันเลือกที่จะไม่บินหนี และมันก็เปิดใจกับความอยากรู้อยากเห็น 
มันให้โอกาสตัวเองในการเรียนรู้ และรับรู้ว่าโลกนี้ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด
มันเป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์นั้น ด้วยความมั่นใจ
และมันคงเข้าใจว่ามีคนหนึ่งกำลังนั่งชื่นชมความงามของมันอยู่ตรงหน้า แล้วบินจากไปด้วยความภาคภูมิ

......
...

สุขสันต์วันที่สองของปีใหม่...วันที่เราบอกกับตัวเองว่าเราไม่ใช่ 'เหยื่อ' ของความคิดของเรา

นำภาพเจ้าของเรื่องตัวจริงมาอวด...นกอีเสือหลังเทา ถ่ายที่สวนสาธารณะ Admiralty Park สิงคโปร์ค่ะ 

...

 

...

 

 

The One - That Winter, The wind blows ost

http://www.youtube.com/watch?v=4QNycNb_Ktg