เรียนรู้ Moodle เพื่อพัฒนาห้องเรียนออนไลน์


    

          ในปัจจุบันนี้โลกได้เข้าสู่ยุคแห่งข้อมูลข่าวสารอย่างเต็มรูปแบบ ข้อมูลข่าวสารจึงถือเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมในด้านต่างๆ ของสังคมโลก ซึ่งครอบคลุมกิจกรรมทุกๆด้านของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม การเมือง เศรษฐกิจ รวมไปถึงด้านการศึกษาด้วย และด้วยอิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศในยุคปัจจุบันนี้ได้ส่งผลกระทบต่อกระบวนการทางการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็เพราะว่า ในโลกปัจจุบันข้อมูลข่าวสารสารพัดถูกถ่ายโอนจากซีกโลกหนึ่งสู่อีกซีกโลกหนึ่งได้ภายในเวลาเสี้ยววินาที ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่าเป็นแบบเรียลไทม์ก็ว่าได้ ดังนั้นข้อมูลในด้านวิชาการหรือวิทยาการใหม่ ๆ ทฤษฎีใหม่ๆที่เพิ่งค้นพบ หรือกระทั่งทฤษฎีใหม่ที่หักล้างทฤษฎีเก่าๆ ให้ตกไป สามารถถ่ายทอดถึงกันได้ด้วยความรวดเร็ว จึงจำเป็นที่สถาบันการศึกษา ครูอาจารย์ และบุคคลากรทางการศึกษา จะต้องปรับตัวเองให้ทันกับยุคสมัยดังกล่าวด้วย

     เพื่อตอบสนองสังคมในยุคแห่งการแข่งขันในเรื่องความเร็วนี้ด้วยโดยอาศัยเครื่องไม้เครื่องมือทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในการถ่ายทอดเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านวิชาการให้แก่ผู้เรียนและสังคมภายนอก เครื่องมือที่มีประโยชน์และเป็นที่ยอมรับกันในวงการการศึกษาทั่วโลกเครื่องมือหนึ่งก็คือ Moodle ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการจัดการการศึกษาสมัยใหม่ ได้รับการพัฒนามาเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนของสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะ และพัฒนาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเวอร์ชั่น 2.5.2 (stable) และ 2.6 ซึ่งยังเป็นตัวเบต้าอยู่ในขณะนี้

ระบบการจัดการการเรียนรู้ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Learning Management System เป็นระบบที่อำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนการสอนให้แก่สถาบันการศึกษาเป็นอย่างมาก นั่นก็เพราะว่าระบบนี้ได้รวบรวมเครื่องมือที่เหมาะสมไว้ให้กับ 3 กลุ่มผู้ใช้งาน คือ ผู้ดูแลระบบ ครูผู้สอน และนักเรียนผู้เรียน ซึ่งต่อไปนี้เราจะได้มาทำความรู้จักเครื่องมือที่เรียกว่า Moodle นี้กัน

MOODLE ย่อมาจาก Modular Object-Oriented Dynamic Learning Environment ซึ่งเป็นทั้งโปรแกรมที่ช่วยในการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ (LMS : Learning Management System)และเป็นระบบสนับสนุนการเรียนการสอนและบริหารจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ (CMS : Course Management System)

Moodle เป็นเว็บแอพพลิเคชั่นที่ทำงานบนเว็บเซอร์เวอร์ในตระกูล Linux ซึ่งเขียนภาษาโปรแกรมด้วยภาษา PHP รองรับการทำงานบนเว็บเซอร์เวอร์ตระกูล Apacheและยังรองรับระบบฐานข้อมูลหลายตระกูล แต่ที่เป็นที่นิยมใช้กันมากที่สุดก็คือ ฐานข้อมูลตระกูล MySQL ซึ่งซอฟแวร์ที่กล่าวมานี้เป็นซอฟแวร์โอเพ่นซอร์ซทั้งหมด นั่นก็หมายความว่า ทุกคน ทุกสถาบันสามารถนำไปใช้งานได้อย่างเสรีภายใต้สัญญาอนุญาต GNU/GPL ไม่มีค่าใช้จ่ายในการใช้งานใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้เครื่องมือนี้เป็นที่นิยมนำไปใช้งานกันอย่างกว้างขวาง ในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย ซึ่งหลายๆ สถาบันการศึกษาของไทยได้มีการจัดให้มีการอบรมการใช้งาน Moodle สำหรับครูอาจารย์เพื่อนำไปพัฒนาระบบการเรียนการสอนของของตัวเองให้มีประสิทธิภาพและทันกับยุคสมัยใหม่ด้วย

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้ Moodle แบ่งออกได้เป็น 4 ประการดังนี้

  1.  ระบบการจัดการเนื้อหา (Content Management System) เนื้อหาถือได้ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดสำหรับคุณภาพของการเรียนการสอน การที่ผู้เรียนจะบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนผ่านระบบนี้ได้นั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เนื้อหาการเรียนที่ผู้สอนได้จัดหาให้แก่ผู้เรียนซึ่งผู้เรียนมีหน้าที่ทำความเข้าใจและใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาเนื้อหาของบทเรียนด้วยตัวเอง เพื่อเปลี่ยนเนื้อหาสารสนเทศที่ผู้สอนเตรียมไว้ให้เกิดเป็นความรู้ โดยผ่านกระบวนทางด้านความคิดวิเคราะห์อย่างมีหลักการและเหตุผลด้วยตัวของผู้เรียนเอง ดังนั้นระบบนี้ได้อำนวยความสะดวกในด้านการจัดการเนื้อหาวิชาต่างๆ ของอาจารย์ผู้สอนให้สามารถปรับเปลี่ยน และจัดการในกระบวนวิชาของตนเองได้อย่างสะดวก และเผยแพร่หรือปิดกั้นได้อย่างทันที
  2.  ระบบบริหารจัดการรายวิชา (Course Management System) ซึ่งเป็นเสมือนระบบที่รวบรวมเครื่องมือซึ่งออกแบบไว้เพื่อให้ความสะดวกแก่ผู้ใช้ในการจัดการกับ การเรียนการสอนออนไลน์นั่นเอง ซึ่งผู้ใช้ในที่นี้ อาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้สอน (Instructor) ผู้เรียน (Students) และผู้บริหารเครือข่าย (Network administrator) ซึ่งเครื่องมือและระดับของสิทธิในการเข้าใช้ที่จัดหาไว้ให้ก็จะมีความแตกต่างกันไปตามแก่การใช้งานของแต่ละกลุ่ม ตามปรกติแล้ว เครื่องมือที่ระบบบริหารจัดการรายวิชาต้องจัดหาไว้ให้กับผู้ใช้ ได้แก่ พื้นที่และเครื่องมือสำหรับการช่วยผู้เรียนในการเตรียมเนื้อหาบทเรียน พื้นที่และเครื่องมือสำหรับการทำแบบทดสอบ แบบสอบถาม การจัดการกับแฟ้มข้อมูล ต่าง ๆ นอกจากนี้ระบบบริหารจัดการรายวิชาที่สมบูรณ์จะจัดหาเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารไว้สำหรับผู้ใช้ระบบไม่ว่าจะเป็นในลักษณะของ e-mail, Web Board หรือChat บางระบบก็ยังจัดหาองค์ประกอบพิเศษอื่น ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้อีกมากมายเช่น การจัดให้ผู้ใช้สามารถเข้าดูคะแนนการทดสอบ ดูสถิติการเข้าใช้งานในระบบ การอนุญาตให้ผู้สร้างตารางเรียนปฏิทินการเรียนเป็นต้น
  3.  ระบบการติดต่อสื่อสาร (Communication System)

การจัดให้ผู้เรียนสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้สอน วิทยากร ผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ รวมทั้งระหว่างผู้เรียนด้วยกันเอง ในลักษณะที่หลากหลาย และสะดวกต่อผู้ใช้ กล่าวคือ มีเครื่องมือที่จัดหาไว้ให้ผู้เรียนใช้ได้มากกว่า 1 รูปแบบ รวมทั้งเครื่องมือนั้นจะต้องอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้งานด้วย ซึ่งเครื่องมือที่ควรจัดให้ผู้เรียน ได้แก่

- การประชุมทางคอมพิวเตอร์ คือติดต่อสื่อสารแบบต่างเวลา (Asynchronous)เช่น การแลกเปลี่ยนข้อความผ่านทางกระดานข่าวอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ที่รู้จักกันในชื่อของ Web Board เป็นต้น หรือในลักษณะของการติดต่อสื่อสารแบบเวลาเดียวกัน(Synchronous) เช่น การสนทนาออนไลน์ หรือที่คุ้นเคยกันดีในชื่อของ Chat หรือในบางระบบอาจจัดให้มีการถ่ายทอดสัญญาณภาพและเสียงสด (Live Broadcast)ผ่านทางเว็บ เป็นต้น ในการนำไปใช้ดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน ผู้สอนสามารถเปิดสัมมนา ในหัวข้อเกี่ยวข้องกับเนื้อหาในคอร์ส ซึ่งอาจอยู่ในรูปของการบรรยายการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญการเปิดอภิปราย ออนไลน์ เป็นต้น

- ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) เป็นองค์ประกอบสำคัญเพื่อให้ผู้เรียนสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้สอน หรือผู้เรียนอื่น ๆ ในลักษณะรายบุคคล การส่งงานและผลป้อนกลับให้ผู้เรียน ผู้สอนสามารถให้คำแนะนำปรึกษาแก่ผู้เรียนเป็นรายบุคคล ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้นในการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ผู้สอนสามารถใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ในการให้ความคิดเห็นและผลป้อนกลับที่ทันต่อเหตุการณ์

  1.  ระบบจัดการการทดสอบ (Testing System)

การจัดให้ผู้เรียนได้มีโอกาสในการโต้ตอบกับเนื้อหาในรูปแบบของการทำแบบฝึกหัด และแบบทดสอบความรู้ได้แก่

- การจัดให้มีแบบฝึกหัดสำหรับผู้เรียน เนื้อหาที่นำเสนอจำเป็นต้องมีการจัดหาแบบฝึกหัดสำหรับผู้เรียน เพื่อตรวจสอบความเข้าใจไว้ด้วยเสมอ เพราะระบบนี้เป็นการเรียนการสอนซึ่งเน้นการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียนเป็นสำคัญ ดังนั้นผู้เรียนจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแบบฝึกหัด เพื่อการตรวจสอบว่าตนเข้าใจและรอบรู้ในเรื่องที่ศึกษาด้วยตนเองมาแล้วเป็นอย่างดีหรือไม่ อีกทั้งการทำแบบฝึกหัดจะทำให้ผู้เรียนทราบได้ว่าตนนั้นพร้อมสำหรับการทดสอบ การประเมินผลแล้วหรือยัง

- การจัดให้มีแบบทดสอบผู้เรียน แบบทดสอบสามารถอยู่ในรูปของแบบทดสอบก่อนเรียน ระหว่างเรียน หรือหลังเรียนก็ได้ สำหรับระบบบริหารจัดการรายวิชาทำให้ผู้สอนสามารถสนับสนุนการออกข้อสอบของผู้สอนได้หลากหลายลักษณะ กล่าวคือ ผู้สอนสามารถออกแบบการประเมินผลในลักษณะของอัตนัย ปรนัย ถูกผิด การจับคู่ (ลากและวาง) การส่งข้อความให้เพื่อนช่วยตรวจ การส่งข้อความให้ครูผู้สอนตรวจ ฯลฯ นอกจากนี้ยังทำให้ผู้สอนมีความสะดวกสบายในการจัดการการสอบเพราะผู้สอนสามารถที่จะจัดทำข้อสอบ ในลักษณะคลังข้อสอบไว้เพื่อเลือกในการนำกลับมาใช้ หรือปรับปรุงแก้ไขใหม่ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ในการคำนวณและตัดเกรด ระบบบริหารจัดการรายวิชาสามารถช่วยให้การประเมินผลผู้เรียนเป็นไปได้อย่างสะดวก เนื่องจากระบบบริหารจัดการรายวิชาจะช่วยทำให้การคิดคะแนนผู้เรียน การตัดเกรดผู้เรียนเป็นเรื่องง่ายขึ้น เพราะระบบจะอนุญาตให้ผู้สอนเลือกได้ว่าต้องการที่จะประเมินผลผู้เรียนในลักษณะใด เช่น อิงกลุ่ม หรือใช้สถิติในการคิดคำนวณ ในลักษณะใด เช่น การใช้ค่าเฉลี่ยค่า T-Score เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถที่จะแสดงผลในรูปของกราฟ ได้อีกด้วย 

 

หมายเลขบันทึก: 553100เขียนเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2013 17:09 น. ()แก้ไขเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2013 17:11 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (2)

เผื่อว่าคุณชนิกานต์ จะสนใจนะครับ 

http://www.gotoknow.org/posts/549507

http://www.gotoknow.org/posts/495877

ยินดีที่ได้รู้จักครับ :-)

ขอบคุณค่ะคุณแว้บ  .....

ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ

สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา
และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี