เมื่อประมาณปลายปีที่แล้ว เนื่องจากตนเองได้ขอเกษียณอายุราชการไปแล้ว เมื่อ 1 ตุลาคม 2555 และช่วงนั้นยังคงต้องมีภาระกิจเกี่ยวเนื่องกับคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นอยู่ นอกจากนั้น ยังต้องมีภาระกิจเกี่ยวกับอาการป่วยของพ่อ ทำให้ต้องเดินผ่านบริเวณลานจอดรถยนต์ เห็นต้นจามจุรี หรือภาษาพื้นถิ่นภาคอิสานเรียกว่า ต้นฉำฉา ซึ่งเคยให้ร่มเงา และมีรูปแบบของต้นที่สวยงาม แต่บางต้นเหลือเพียงตอ บางต้นทิ้งใบ เตรียมตัวตาย บางต้นเริ่มเหี่ยวเฉา ผู้เขียนรู้สึกเศร้าและเสียดายต้นไม้เหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง อาจจะเป็นด้วยความที่ได้เห็นต้นไม้เหล่านี้ตั้งแต่คณะทันตแพทยศาสตร์ ได้มาก่อสร้างอาคารที่บริเวณนี้ เมื่อเริ่มสร้างอาคารมหิตลานุสรณ์ ซึ่งบริเวณนี้เป็นดงต้นจามจุรีที่ร่มรื่น ครั้งนั้น เมื่อเริ่มสร้างอาคารมหิตลานุสรณ์ บริเวณนี้เป็นบริเวณที่มีต้นจามจุรีใหญ่เป็นจำนวนมาก ต่อมา ได้ถูกดัดแปลงเป็นที่จอดรถยนต์ จำได้ว่าผู้ออกแบบลานจอดรถยนต์ครั้งนั้นเป็นอาจารย์ธิติ  เฮงรัศมี ท่านกรุณาออกแบบโดยพยายามหลบบริเวณที่จะต้องใช้เป็นที่จอดรถยนต์ ให้ยังคงมีต้นจามจุรีหลายต้นคงเหลืออยู่

           แต่เมื่อเวลาผ่านไป คณะฯได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษาฯ มีต้นจามจุรีจำนวนหนึ่งถูกตัด และอาจารย์หลายท่านได้ขอให้ผู้รับเหมาก่อสร้างหลีกเลี่ยงการตัดต้นไม้ใหญ่ ซึ่งก็คือต้นจามจุรี ให้ยังคงเก็บต้นจามจุรีประมาณ 5 ต้น ไว้

           นอกจากนี้ มีอีกหลายครั้งที่ผู้ดูแลสวนขอให้ท่านผู้ใหญ่ตัดต้นจามจุรีนี้ทิ้งเสีย ผู้เขียนก็ได้พยายามขอร้องไม่ให้ตัดต้นไม้เหล่านี้เนื่องจากได้ทราบประวัติอันบางส่วนของการขอให้ต้นไม้เหล่านี้คงอยู่

           ต่อมา บริเวณจอดรถยนต์ไม่เพียงพอ คณะฯได้มีการดัดแปลงบริเวณที่จอดรถยนต์อีกครั้ง ครั้งนี้ ต้นจามจุรีที่เหลือถูกล้อมรอบบริเวณโคนต้นด้วยขอบปูนเป็นพิ้นที่ที่มีบริเวณน้อยมาก

           ในที่สุด ต้นจามจุรีที่กล่าวถึงก็ไม่สามารถทนกับความร้อนแรงของแสงแดดที่แผดเผาปูนที่ระอุอยู่ด้านบนผิวดินได้อีกต่อไป ค่อยๆยืนต้นตายไปทีละต้น มิวายที่ผู้เขียนจะขอร้องให้คนสวน และผู้ที่มีหน้าที่ในการดูแลช่วยรดน้ำต้นไม้เหล่านี้ไว้ให้ด้วย นอกจากนี้ยังขอให้คนสวนช่วยหาต้นไม้ใหม่มาปลูกทดแทนต้นที่ตายไป

            จนกระทั้งมาบัดนี้ หลายต้นต้องจากไป ตามภาพที่เห็นเมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้บริเวณนี้ร้อนมาก ขาดร่มเงาในเวลากลางวัน ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย  อาจจะเป็นเพราะบางท่านที่มีมุมมองที่แตกต่างจากผู้เขียนเห็นว่าเป็นภาระที่ต้องเก็บกวาดใบไม้ที่ร่วงหล่น ทั้งนี้ การที่ผู้เขียนหยิบยกเรื่องนี้มาเขียน ผู้เขียนมิได้ต้องการตำหนิผู้ใดในการทำหน้าที่ เพียงแต่เขียนขึ้นมาเพื่อระลึกถึงต้นไม้ที่ผู้เขียนเคยได้อาศัยร่มเงาและเคยได้ยืนมองเมื่อยามที่เหนื่อยล้าจากภาระหน้าที่ ซึ่งภาพต้นไม้ที่มีร่มเงาหนานั้นก็ช่วยบรรเทาทุกข์ใจที่ได้รับในการปฏิบัติหน้าที่ในคณะฯของผู้เขียนเสมอมาเท่านั้น 

 

           อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนักที่จะดูแลให้ต้นไม้ใหญ่ยังคงอยู่เป็นเวลาหลายๆศตวรรษและอาจจะเป็นด้วยผู้เขียนค่อนข้างจะชอบต้นไม้ที่ใหญ่ๆที่ให้ร่มเงา และเสียใจและสะเทือนใจทุกครั้งที่มีการตัดต้นไม้ใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็น ณ ที่แห่งใด ตลอดจน อาจจะฟังดูน่าเศร้าใจเมื่อระลึกถึงต้นไม้ใหญ่ที่ต้องจากไป แต่ผู้เขียนยังคงคิดว่า เป็นธรรมดาของโลกนี้ที่ทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลงเสมอ การที่ต้นไม้ใหญ่ตายไปนั้น ไม่จำเป็นเสมอไปที่จะต้องทำให้บริเวณนี้ร้อนแดดแผดเผา เพียงแต่หากได้มีการปรับปรุง ก็อาจจะเกิดต้นไม้ใหญ่ต้นใหม่หรืออะไรที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อให้ร่มเงาขึ้นมาใหม่ได้