ขณะที่ครูนกกำลังนั่งเตรียมเอกสารกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ที่ต้องนำมาใช้ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 ทีมน้องที่จัดตารางสอนกำลังว้าวุ่นใจกับการจัดตารางเรียนให้เอื้ออำนวยต่อการเรียนของเด็กและการจัดการสอนของครู ซึ่งน้องได้บอกว่าครูแนะแนวระดับ ม.5 หนึ่งคนจะต้องสอนนักเรียนครั้งละ 2 ห้อง เพราะข้อจำกัดของจำนวนบุคลากรซึ่งตอนนี้มีครูแนะแนวเพียง 3 ท่าน นักเรียนมีจำนวน 6 ระดับๆ ระดับม.ต้นมีจำนวน 16 ห้องต่อระดับ (ยกเว้น ม.3 มีเพียง 12 ห้อง) และระดับม.ปลายมีจำนวน 10 ห้องต่อระดับ


                                               "ครูแนะแนวท่านล่าสุดที่เกษียณอายุราชการ"


       จากประสบการณ์ที่โรงเรียนเราเคยมีครูแนะแนวจำนวน 6 คนรับผิดชอบคนละระดับ ผลปรากฏคือ
-  การแนะแนวนักเรียนเข้าูสู่เส้นทางที่ถนัดทำได้ดีและครอบคลุม
-  การแนะแนวการเลือกวิชาเลือก วิชาแนะแนวให้ข้อมูลกับนักเรียนได้อย่างชัดเจน และสัมพันธ์กับแนวทางการศึกษาต่อของเด็กๆ
-  การแนะแนวกับงานทะเบียน ทำให้นักเรียนได้ตรวจสถานะของตนเองว่า เรียนวิชาพื้นฐานกี่หน่วยการเรียน วิชาเพิ่มเติมกี่หน่วยการเรียน และปัญหาผลการเรียน "O" "ร" "มส" หรือ "มผ." วิชาแนะแนวสามารถจัดการ ดูแลและเยียวยาอาการได้อย่างเหมาะสม
        ปัจจุบันนี้ด้วยข้อจำกัดของจำนวนบุคลากรทำให้ภาระหน้าที่ต้องกระชับ  ผลที่่ส่งตรงคือ  จำนวนนักเรียนที่มากขึ้น แต่จำนวนผู้แนะแนวน้อยลง ทำให้ข้อมูลคุณภาพต่างๆ ที่จะพัฒนาตนเองของนักเรียนได้รับน้อยลง หรือได้รับในวงจำกัด
        แนวทางการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นปัจจุบันคือ นักศึกษาฝึกประสบการณ์  แต่ด้วยชื่อที่บ่งบอกว่าเป็นนักศึกษาฝึกประสบการณ์ทำให้การดำเนินให้มีประสิทธิภาพเท่ากับครูมืออาชีพต้องอาศัยเวลา และใจรักที่จะเป็นครูแนะแนวเนื่องด้วยครูแนะแนวต้องเป็นครูที่มีทักษะหลายด้านตั้งแต่ทักษะทางสังคม  ทักษะการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์  ทักษะการสื่อสารเชิงบวก  และทักษะชีวิต  หากครูแนะแนวเข้มแข็งคือมีสัดส่วนของจำนวนบุคลากรเหมาะสมกับขนาดของโรงเรียนจะทำให้ประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
        ทั้งๆข่าวการศึกษาที่มีมากมายในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารกระทรวง  แต่ยังไม่มีการกล่าวถึงครูแนะแนว ความสำคัญของวิชาแนะแนว ตลอดจนการบริหารจัดการ
คลากรที่จำเป็นต่อการพัฒนาศักยภาพของนักเรียน  ครูวิทยาศาสตร์แบบครูนกก็อดวังเวงในหัวใจไม่ได้เช่นกัน