กรณีศึกษาครอบครัวเจดีย์ทอง : การกำหนดรัฐเจ้าของตัวบุคคลของมารดาต่างด้าวซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยในลักษณะที่ผิดกฎหมายไทยว่าด้วยการเข้าเมือง

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อ.ดร.ชาติชาย เชษฐสุมน และ อ.ดร.รัชนีกร ลาภวณิชชา

เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๖

http://www.gotoknow.org/posts/551117

-----------

ข้อเท็จจริง[1]

------------

ในระหว่างการลงพื้นที่รับฟังปัญหาความด้อยโอกาสของประชาชนในพื้นที่ของบ้านห้วยส้าน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ภายใต้ “โครงการศึกษาวิจัยและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเด็กและผู้ด้อยโอกาสในชุมชนจังหวัดตากและชุมชนกลุ่มจังหวัดชายแดนในประเทศไทย” เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕ นายอาทิตย์ เจดีย์ทองเข้าหารือปัญหากฎหมายต่อศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ และขอให้ศูนย์ฯ ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่เขาและภริยา ตลอดจนบุตรอีก ๓ คน

นายอาทิตย์ได้เล่าถึงความเป็นมาของครอบครัวของเขาต่อนางสาวพวงรัตน์ ปฐมสิริรักษ์ นักศึกษาปริญญาโท ซึ่งทำหน้าที่เป็นทนายความอาสาของศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้โครงการข้างต้นดังนี้

เมื่อราว พ.ศ.๒๕๔๗ นายอาทิตย์ เจดีย์ทอง ได้รู้จักและพบรักกับนางสาวแพทริเซีย ในขณะที่เดินทางไปทำงาน ณ ไต้หวัน แต่ต่อมาในเดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๕๒ เมื่อสัญญาจ้างแรงงานของนายอาทิตย์หมดสิ้นสุด เขาจึงต้องเดินทางกลับมาประเทศไทย แต่นางสาวแพทริเซียยังคงทำงานต่อไปในไต้หวันจนกระทั่งสัญญาแรงงานสิ้นสุดลงในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๕๒

ในระหว่างเดินทางจากไต้หวันกลับประเทศมาเลเซีย นางสาวแพทริเซียได้เดินทางเข้ามายังประเทศไทยเพื่อเยี่ยมนายอาทิตย์ โดยได้รับการตรวจลงตรา ณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๒/ค.ศ.๒๐๐๙ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองบันทึกในการตรวจลงตราบนหนังสือเดินทางของเธอว่า เธอจึงอาจอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้จนถึงวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๖

ในระหว่างที่นางสาวแพทริเซียได้พักอาศัย ณ บ้านของนายอาทิตย์ในประเทศไทย นายอาทิตย์และนางสาวแพทริเซียได้ตกลงกันที่จะอยู่กินฉันสามีภริยา ณ บ้านห้วยส้าน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

ต่อมา มีบุคคลที่นายอาทิตย์นับถือแนะนำให้นางสาวแพทริเซียไปร้องขอต่ออำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก เพื่อรับการสำรวจในสถานะของ “บุคคลที่ไม่มีสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร” และต่อมา เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒/ค.ศ.๒๐๐๙ นางสาวสาวแพทริเซียก็ได้รับการบันทึกใน “ทะเบียนประวัติประเภท ท.ร.๓๘ ก” ในชื่อของ “อัญชลี เจดีย์ทอง” และได้รับการออก “บัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน” ให้ถือเพื่อแสดงตัว โดยบัตรนี้ระบุว่า เธอมีเลขประจำตัวประชาชนตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๐ และบัตรนี้ระบุว่า จะหมดอายุในวันที่ ๑๓ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๖๒ นอกจากนั้น เธอได้ใช้บัตรประจำตัวที่ได้ในชื่อใหม่ ไปร้องขอสิทธิทำงานต่อสำนักงานจัดหางานจังหวัดตาก และได้รับใบอนุญาตทำงานในสถานะ “คนไร้สัญชาติ” เพื่อทำงานประเภททำความสะอาดบ้านตั้งแต่วันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๕ จนถึงวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๗ โดยมีนายอาทิตย์ เจดีย์ทอง เป็นนายจ้าง

นายอาทิตย์ถือบัตรประจำตัวประชาชนคนสัญชาติไทย และบัตรนี้ระบุว่า เขามีเลขประจำตัวประชาชนตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๕ และบัตรนี้ออกโดยสำนักทะเบียนอำเภอแม่สอด จังหวัดตากเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔ และระบุว่า หมดอายุเมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๒

สำหรับนางสาวแพทริเซียปรากฏตามหนังสือเดินทางที่ออกโดยกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ค.ศ.๒๐๐๙/พ.ศ.๒๕๕๒ ว่า นางสาวแพทริเซียเกิดเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๙๗๘ ณ ประเทศมาเลเซีย หนังสือเดินทางดังกล่าวหมดอายุในวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๗/ค.ศ.๒๐๑๔

นางสาวแพทริเซียมีบุตรกับนายอาทิตย์จำนวน ๓ คน และบุตรทุกคนได้รับการแจ้งการเกิดและการอยู่ในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยโดย นายอาทิตย์ เจดีย์ทอง ซึ่งได้รับการรับรองในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยในสถานะสัญชาติไทย แต่มิได้รับการแจ้งการเกิดในทะเบียนราษฎรของรัฐมาเลเซีย บุตรทั้งสามจึงมีสานะบุคคลตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรเท่านั้น ดังมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

(๑) เมื่อ ด.ญ.สินี เจดีย์ทองเกิด ณ โรงพยาบาลแม่สอด จากนายอาทิตย์และนางสาวแพทริเซียในวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒/ค.ศ.๒๐๐๙ เธอจึงได้รับการจดทะเบียนคนเกิดในสูติบัตรประเภท ท.ร.๑ โดยสำนักทะเบียนอำเภอแม่สอด จังหวัดตากเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒ และได้รับการจดทะเบียนคนอยู่โดยสำนักทะเบียนดังกล่าวในทะเบียนบ้านตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) และมีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๑ ในวันที่ดังกล่าวเช่นกัน

(๒) เมื่อ ด.ญ.พร เจดีย์ทองเกิด ณ โรงพยาบาลแม่สอด ในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕ เธอจึงได้รับการจดทะเบียนคนเกิดในสูติบัตรประเภท ท.ร.๑ โดยสำนักทะเบียนอำเภอแม่สอด จังหวัดตากเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕ และได้รับการจดทะเบียนคนอยู่โดยสำนักทะเบียนดังกล่าวในทะเบียนบ้านตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) และมีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๑ ในวันที่ดังกล่าวเช่นกัน

(๓) ด.ช.เดช เจดีย์ทอง เกิดเมื่อ ณ โรงพยาบาลตากประชานุเคราะห์ในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕ เขาจึงได้รับการจดทะเบียนคนเกิดในสูติบัตรประเภท ท.ร.๑ โดยสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลนครตาก จังหวัดตากเมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕ และได้รับการจดทะเบียนคนอยู่โดยสำนักทะเบียนบ้านกลางตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร และมีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๑ ในวันที่ดังกล่าวเช่นกัน

จะเห็นว่า ด.ญ.พร และ ด.ช.เดช เป็นฝาแฝดกัน ซึ่งพรเกิดเมื่อเวลา ๐๕.๕๔ น. ในขณะที่เดชเกิดเมื่อเวลา ๑๐.๒๘ น.

นางสาวแพทริเซียอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน โดยไม่เคยเดินทางกลับไปประเทศมาเลเซียอีกเลย และไม่เคยติดต่อสถานทูตมาเลเซียประจำประเทศไทยอีกด้วย เธอมีความปรารถนาที่จะใช้ชีวิตร่วมกับสามีและบุตรอีกสามคนในประเทศไทย และอยากมีสถานะเป็นคนสัญชาติเป็นไทยตามสามีและบุตร

--------

คำถาม

--------

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า รัฐใดบ้างมีสถานะเป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคลของนางสาวแพทริเซีย เพราะเหตุใด[2]

----------------

แนวคำตอบ

----------------

ประเด็นของเรื่อง เป็นคำถามเพื่อให้กำหนดตัวรัฐเจ้าของตัวบุคคลของมนุษย์/บุคคลธรรมดา ซึ่ง ก็คือ เป็นเรื่องของการพิจารณาสัมพันธภาพระหว่างรัฐอธิปไตยและบุคคลตามกฎหมายเอกชน เราจึงต้องมาพิจารณาว่า รัฐอธิปไตยใดที่มีจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงกับบุคคลธรรมดาตามข้อเท็จจริงอันเป็นโจทย์ อันทำให้มีสถานะเป็น “รัฐเจ้าของตัวบุคคล (Personal State)” ของบุคคลธรรมดาดังกล่าว

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ข้อเท็จจริงที่ทำให้รัฐอธิปไตยหนึ่งมีสถานะเป็น “รัฐเจ้าของตัวบุคคล” ของบุคคลธรรมดาคนใด ย่อมเกิดจากสัมพันธภาพระหว่างรัฐอธิปไตยและบุคคลธรรมดานั้นใน ๓ ลักษณะ กล่าวคือ (๑) ความเป็นคนที่มีสถานะเป็นคนสัญชาติของรัฐนั้น และ (๒) ความเป็นคนที่มีภูมิลำเนาตามกฎหมายมหาชนบนดินแดนของรัฐนั้น และ (๓) ความเป็นคนที่มีภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชนบนดินแดนของรัฐนั้น

เมื่อเราพิจารณาข้อเท็จจริงของนางสาวแพทริเซียตามข้อเท็จจริงที่ให้มา

ในประการแรก เมื่อเราพบว่า นางสาวแพทริเซียถือหนังสือเดินทางที่ออกโดยกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย และเอกสารนี้รับรองว่า นางสาวแพทริเซียมีสถานะเป็นคนสัญชาติมาเลเซีย เราคงจะเข้าใจได้ว่า การที่กระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียจะรับรองบุคคลใดในสถานะคนสัญชาติ ก็ย่อมเป็นเพราะบุคคลนั้นมีสิทธิในสัญชาติมาเลเซียและได้รับการรับรองสถานะคนสัญชาติมาเลเซียแล้วโดยนายทะเบียนราษฎรของรัฐมาเลเซีย จึงสรุปได้ว่า รัฐมาเลเซียจึงมีสถานะเป็น “รัฐเจ้าของตัวบุคคล (Personal State)” ของนางสาวแพทริเซีย อันเนื่องมาจากการที่เธอผู้นี้ได้รับการรับรองสถานะความเป็นคนสัญชาติมาเลเซีย

ในประการที่สอง เมื่อเราพบว่า นางสาวแพทริเซียยังมีชื่ออยู่เพียงในทะเบียนประวัติตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรในสถานะ "บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน" หรือ “ท.ร.๓๘ ก” ซึ่งมาตรา ๒๙ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ บัญญัติว่า “ผู้ใดมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านใด ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นอยู่และมีภูมิลำเนาอยู่ ณ ที่นั้น” ดังนั้น เมื่อนางสาวแพทริเซียมีชื่อในทะเบียนประวัติ มิใช่ทะเบียนบ้าน เธอจึงยังไม่มีสถานะเป็นคนที่มีภูมิลำเนาตามกฎหมายมหาชนบนดินแดนของรัฐไทย จึงยังกล่าวมิได้ว่า รัฐไทยเป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคลของนางสาวแพทริเซียนางสาวแพทริเซียเพราะด้วยเหตุผลนี้

ในประการที่สาม เมื่อเราพบว่า นางสาวแพทริเซียอาศัยอยู่ ณ บ้านห้วยส้าน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เราจึงฟังได้ว่า นางสาวแพทริเซียมีภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชนบนดินแดนของรัฐไทย ทั้งนี้ เพราะ มาตรา ๓๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.๒๔๖๘ บัญญัติว่า “ภูมิลำเนาของบุคคลธรรมดา ได้แก่ถิ่นอันบุคคลนั้นมีสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ” แต่มาตรา ๓๙ แห่งประมวลกฎหมายนี้ก็ยังบัญญัติต่อไปว่า “ถ้าภูมิลำเนาไม่ปรากฏ ให้ถือว่าถิ่นที่อยู่เป็นภูมิลำเนา” เมื่อเราพิจารณาข้อเท็จจริงของนางสาวแพทริเซีย เราจะเห็นว่า เมื่อเธอมีบ้านหรือที่กฎหมายเรียกว่า “สถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ” ในประเทศไทย ดังนั้น เมื่อจังหวัดตากตั้งอยู่ในประเทศไทย รัฐไทยจึงเป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคลของนางสาวแพทริเซีย เพราะเธอมีภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชนบนดินแดนของรัฐไทย ขอให้ตระหนักว่า ความเป็นคนต่างด้าวที่อาศัยในประเทศไทยในลักษณะที่ผิดกฎหมายไทยว่าด้วยการเข้าเมือง มิได้ทำให้นางสาวแพทริเซียเสียไปซึ่งสิทธิในภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชนไทย เพราะฐานแห่งสิทธิดังกล่าวมาจากการมีถิ่นที่อยู่อันเป็นแหล่งสำคัญในประเทศไทยเท่านั้น กฎหมายเอกชนไทยว่าด้วยภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชนไม่สนใจว่า ผู้ทรงสิทธิจะมีสัญชาติหรือไม่ หรือมีสัญชาติอะไร หรือมีลักษณะการเข้าเมืองและอาศัยอยู่ถูกหรือผิดกฎหมาย

โดยสรุป จึงมี ๒ รัฐบนโลกนี้ที่มีสถานะเป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคลของนางสาวแพทริเซีย กล่าวคือ (๑) รัฐมาเลเซียย่อมมีสถานะเป็น “รัฐเจ้าของตัวบุคคล” ของนางสาวแพทริเซีย เพราะเธอได้รับการรับรองสถานะคนสัญชาติมาเลเซียโดยรัฐมาเลเซียแล้ว และเธอก็น่าจะได้รับการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรมาเลเซีย อันทำให้เธอมีภูมิลำเนาตามกฎหมายมหาชนมาเลเซีย และ (๒) รัฐไทยย่อมมีสถานะเป็น “รัฐเจ้าของตัวบุคคล” ของนางสาวแพทริเซีย เพราะเธอมีภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชนบนดินแดนของรัฐไทย


[1]เป็นข้อเท็จจริงที่ปรุงแต่งจากเรื่องจริง โดยใช้โครงสร้างของเรื่องราวจากเรื่องที่ร้องเรียนมาสู่ “โครงการศึกษาวิจัยและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเด็กและผู้ด้อยโอกาสในชุมชนจังหวัดตากและชุมชนกลุ่มจังหวัดชายแดนในประเทศไทย” ของศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในราว พ.ศ.๒๕๕๕ – ๒๕๕๖ แต่ชื่อบุคคลและสถานที่ต่างๆ ถูกเปลี่ยนแปลงไปเพื่อเคารพความเป็นส่วนตัวของบุคคลที่เกี่ยวข้อง เจ้าของปัญหาตามเรื่องจริงกำลังได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายจากศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[2]เป็นข้อสอบในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต ภาคปกติ วิทยาเขตลำปาง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา ๒๕๕๕ ภาคแก้ตัว