บันทึกนี้ เป็นอีกบันทึกหนึ่งที่ต้องเก็บใส่ไว้ในความทรงจำ เพราะเป็นบันทึกที่ทำให้ผมต้องระแวงและนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน ขณะเดียวกัน ผมก็พยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เดิมที ผมให้ชื่อบันทึกนี้ว่า "งูเลื้อยขึ้นบนหน้าอก" แต่มันดูไม่น่าจะเป็นชื่อเรื่องได้ จึงเปลี่ยนเป็น "งูจ๋า" ดีกว่า เพราะดูน่ารักดี

   คืนที่ผ่านมา (คืนวันที่ ๑๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๖ ตรงกับวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๐) ผมนั่งพิมพ์งาน รวบรวมและเรียบเรียงงานที่ได้ทำเมื่อ ๖ เดือนที่ผ่านมา เทียงคืนกว่าๆ เห็นว่าคงไม่ไหวแล้ว ที่เหลือไว้ทำในวันพรุ่งนี้ จึงเดินไปหยิบหมอน ผ้าห่ม ผ้าปูนอน (ผ้าห่มสำลี) ซึ่งพับซ้อนกันและวางไว้ในห้องนอน เดินออกมาคลี่ปูนอนบนสื่อไม้ไผ่หน้าจอโทรทัศน์ อันเป็นที่นอนประจำของผมเอง ผมไม่ชอบนอนเตียงและไม่ชอบนอนบนฟูก เพราะจะมีโรคที่ติดตัวมาอย่างหนึ่งคือ "ปวดหลัง"

  ผมคลี่ผ้าห่มยาวทาบร่างกาย ปลายขานั้น ผมให้ชายผ้าซ้อนเข้าไปใต้น่อง (เหมือนกับห่อศพ ฮิฮิ) เพื่อหวังว่าเวลานอนหลับเราจะได้ไม่ต้องกางขาออก ซึ่งดูระเก้งก้างไม่น่าชื่นชม ปลายผ้าห่มทางบน ผมห่อร่างแค่หน้าอก จากนั้นจึงบรรเลงเพลงหลับ

   กำลังเคลิ้มหลับ/หลับแล้ว รู้สึกเหมือนมีอะไรลื่นไหลบนรักแร้ (จั๊กกะแร้-จั๊กแร้) และเคลื่อนมาทางหน้าอก ความคิดแวบหนึ่งบอกตัวเองว่า "เหมือนกับงู" เป็นอาการคล้ายฝัน แต่คงไม่ได้ฝัน (ปกติจะฝันเรื่องแบบนี้บ่อยๆ ฮิฮิ) รอสักพักจึงสะบัดผ้าและลุกขึ้นไปเปิดไฟ เพื่อดูว่าความรู้สึกและสิ่งที่รับรู้ดังกล่าวเป็นความเป็นจริงหรือว่าเท็จ หรือว่าคิดไปเอง ผมสะบัดผ้าห่ม ผ้าปูที่นอนยังเรียบเหมือนเดิม สะบัดผ้าห่มเท่าไรก็ไม่พบอะไรเลย ทำท่าจะไปปิดไฟนอนต่อ แต่เอะใจ ต้องดูให้ละเอียด เผื่อว่ามันจะเป็นความจริง ตาเหลือบไปเห็นข้างหมอน มี "งู" ตัวหนึ่งนอนขดอยู่ ในใจอุทานว่า "เฮ้ย ! เรื่องจริงหรือวะนี่" ยืนนิ่งอยู่พักหนึ่งว่าจะทำอย่างไร เจ้างูหรือก็งดนิ่งบนเสื่อไม้ไผ่ ผมคิดว่า "ผมจะเอาเจ้านี่ออกจากบ้านอย่างไรดี และทางไหนดี" จึงเดินไปเปิดประตูหลังบ้าน แต่ระยะทางเมื่อเทียบกับหน้าบ้านแล้ว หน้าบ้านจะใกล้กว่า ผมคิดเผื่อว่า หากมันเลื้อยหนี เราคงไม่รู้ว่างูจ๋าจะออกไปทางไหน ผมไปหยิบไม้กวาดมากวาดงูจ๋า เจ้างูจ๋าพยายามหนีจริงๆ ผมดักไว้ไม่ให้เข้าไปใต้โชว์ฟา (ไม่รู้เขียนถูกหรือเปล่า) แล้วกวาดงูจ๋าออกทางประตูหน้าบ้าน หยิบกุญแจเพื่อเปิดประตูหน้าบ้าน ก่อนนั้นนำไว้กวาดทับงูไว้ ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าเป็นงูมีพิษหรือไม่ ธรรมชาติของเราคือ เมื่อเห็นงูเราต้องมองว่ามีพิษไว้ก่อน เพราะเราไม่รู้จักงู ผมกล้าๆกลัวๆ (แสดงให้เห็นว่า ยังกลัวอยู่) และพบว่า ความกลัวบางอย่างเกิดจากการที่เราคิดไปเอง เช่น กลัวมันกระโจนขึ้นมา เหมือนกับงูบางประเภทในสารคดี เป็นต้น ผมมองดูว่างูจ๋าดิ้นรนหรือไม่ ไม่พบว่างูจ๋าจะดินรนอะไร หลังจากเปิดประตูหน้าบ้านเสร็จ ผมไปหยิบโทรศัพท์มาเก็บภาพไว้ "เป็นที่ระทึก" จากนั้นจึงเปิดประตูและกวาดเจ้างูจ๋าออกไปนอกบ้าน ข้างบ้านเป็นพงหญ้า งูจ๋าชอนไชเข้างพงหญ้าไป แต่ดูเหมือนว่ามันยังอยู่ข้างบ้านนั่นเอง

  ผมกลับมาที่นอน สะบัดผ้า หมอน เข้าไปในห้องนอน สะบัดผ้า หมอน ทุกอย่าง เผื่อว่า งูจ๋าจะชวนเพื่อนเข้ามาด้วย "เวรกรรม" (อุทานในใจ) ของผมจริงๆ  นั่งคิดว่า งูจ๋าเข้ามาได้อย่างไร ประตูหรือก็มิดชิด ช่องเทน้ำทิ้งก็มีตะแกรงกั้นอยู่ อย่างไรก็ตาม เมื่องูจ๋าเข้ามาได้ ก็แสดงว่า ต้องมีช่องที่งูจ๋าเข้ามาได้

  เช้านี้ เดินไปดูประตู ประตูเหล็กดัดติดมุ้งลวด ห้องน้ำ ก็ไม่พบว่าจะมีรู แล้วงูจ๋าเข้ามาได้อย่างไร? อย่างไรก็ตาม เมื่อคืนผมต้องย้ายที่นอน ขึ้นไปนอนบนโชฟา ปวดหลังดีแท้

  ผู้อ่านลองคิดดูนะครับ ขณะที่เรากำลังนอนหลับในบ้านคนเดียว มีงูตัวหนึ่งเลื้อยขึ้นมาทางรักแร้เลยมาทางหน้าอก เราสัมผัสกับผิวของงู ทั้งที่เราไม่ใช่หมองู หรือรู้สึกเป็นมิตรกับงู ภาวะแบบนั้น "เราจะมีความรู้สึกอย่างไร"

  ผมตรวจสอบตัวเอง ผมกลายเป็นคนกลัวๆงูไปแล้ว จำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อนผมสอนหนังสืออยู่ในจังหวัดชุมพร ขณะนั่งกินบะหมี่ที่ร้านแห่งหนึ่ง มีงูตัวหนึ่งเลื้อยขึ้นมาบนแขนผม ผมนิ่งเฉยเพื่อดูว่างูจะทำอะไร แต่แล้วมันก็เลื้อยผ่านแขนผมไป ทำเอาเจ้าของร้านตกใจ และมองว่า "ผมบ้าหรือเปล่า" ขณะนั้นผมจำได้ว่า ผมไม่รู้สึกว่าผมคือศัตรูของงู และมองว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นมิตรของผม แต่มาคราวนี้ ผมไม่นิ่ง เพราะรู้ได้จาก การที่ผมนอนไม่หลับและคิดระแวงงูจ๋า อย่างไรก็ตาม ความคิดหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ งูจ๋าน่าสงสาร มันดูออกจะนิ่งๆ มากกว่า ผมเข้าใจว่า งูแบบนี้ไม่ใช่งูพิษ เพราะถ้าเป็นงูพิษ ผมคงตัวเขียวไปแล้ว "ขอให้งูจ๋าจงไปสู่ที่ที่งูควรอยู่เถิดนะ"