บริจาคโลหิต (จิตอาสา) : เมื่อสภานิสิต ทำมากกว่าการประชุมและพิจารณาโครงการ...

เหนือสิ่งอื่นใด ผมก็ยังถือว่ากิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นกิจกรรมอันดีงาม และง่ายงามอย่างน่าชื่นชม โดยเฉพาะมิติของการที่สภานิสิต ขยับออกมาจัดกิจกรรมเชิงรุกเพื่อสังคม มากกว่าการจ่อมจ่มอยู่แต่กับการอบรม สัมมนา และพิจารณาโครงการ เพราะนี่คือการฝึกทักษะของการบริหารโครงการ การแบ่งงาน การประสานภาคส่วน การกำกับติดตาม ...และอื่นๆ จิปาถะที่ล้วนแล้วแต่ท้าทายมากกว่าการนั่งนิ่งอยู่ในห้องประชุม

4 กันยายน 2556  เป็นอีกวันที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามไม่ร้างกิจกรรมของนิสิต  เนื่องเพราะวันดังกล่าวมีกิจกรรมอันง่ายงามเกิดขึ้น นั่นก็คือ สภานิสิตชวนทำดีบริจาคโลหิตเพื่อสังคม”

 

 

แน่นอนครับ-กิจกรรมที่ว่านี้ใครๆ ก็ทำกันได้ทั้งนั้น  หากแต่ผมกำลังจะบอกว่า กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นการแตกหน่อก่อใบของการพัฒนานิสิตในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม  เพราะเดิมทีกิจกรรมเช่นนี้ถูกขับเคลื่อนผ่านหน่วยงาน หรือองค์กรของมหาวิทยาลัยล้วนๆ โดยเฉพาะโต้โผหลักคือ “กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม”  ซึ่งจะจัดร่วมกับ “เหล่ากาชาด หรือโรงพยาบาลมหาสารคาม” อย่างน้อยก็เดือนละไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง

หากแต่ปีนี้ ( 2556) ดูเหมือนสายลมแห่ง “จิตอาสา” จะเปลี่ยนทิศจากหน่วยงานของมหาวิทยาลัยฯ มาสู่องค์กรนิสิตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีทั้งที่จัดขึ้นโดยองค์การนิสิตและสภานิสิต  ซึ่งทั้งสององค์กร เป็นองค์กรบริหารหลักของมหาวิทยาลัย


 

 

กิจกรรมดังกล่าว  จัดขึ้น ณ อาคารอันเป็นสำนักงานของกองบริการการศึกษา กองทะเบียน และกลุ่มงานคลัง และสถานที่ดังกล่าวยังเป็นที่ตั้งเดิมของโรงอาหารกลางนั่นเอง

สถานที่ดังกล่าว ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ  เพราะถึงแม้จะไม่ใช่อาคารเรียนที่มีนิสิตพลุกพล่าน  แต่สถานที่เช่นนี้ก็เป็นศูนย์รวมที่นิสิตจะมาติดต่องานเป็นระยะๆ  แถมยังเชื่อมต่อกับศูนย์หนังสือที่นิสิตชอบเข้ามา “ดูหนังสือ”  ยิ่งช่วยให้ง่ายต่อการปลุกเร้าเชิญชวนผู้คนมาบริจาคโลหิต  รวมถึงการง่ายต่อการเชิญชวน “บุคลากร” มหาวิทยาลัยเข้ามาร่วมกิจกรรมกับนิสิต

 

 

เดิมที่เท่าที่ผมรู้จากคุณแดนไท ...สภานิสิต ต้องการจัดให้ตรงกับวันที่ 1 กันยายน 2556 เพื่อผูกโยงให้เข้ากับเหตุการณ์การจากไปของคุณสืบ นาคะเสถียร  แต่ด้วยข้อจำกัดของเวลา ทั้งตารางการออกหน่วยของจังหวัด  พลอยให้วันเวลาเลื่อนไหลมาเป็นวันที่ 4 กันยายนแทนในที่สุด

โดยส่วนตัวผมแล้ว  ผมไม่ได้ผิดหวังใดๆ กับเทศกาลที่ต้องการผูกโยงกับกิจกรรม  แต่สุขใจที่นิสิตยังรับรู้ถึงเหตุการณ์อันสำคัญของสังคมไทย หรือแม้แต่หากนิสิตหลงลืมไปบ้าง แต่เจ้าหน้าที่ยังทำหน้าที่ “แนะนำ”  ผมก็ถือว่า “เยี่ยมยอด” อย่างน่ายกย่อง  เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นกลยุทธของการพัฒนานิสิตแบบง่ายงาม  สามารถยึดโยงกิจกรรมเข้าสู่สถานการณ์ หรือเหตุการณ์อันเป็นองค์ความรู้ที่สามารถหนุนเสริมทักษะชีวิตให้กับนิสิตได้อย่างไม่ต้องลงแรงให้มากและหนักหน่วง

 

 

แน่นอนครับ  การจัดกิจกรรม หรือโครงการในแต่ละครั้ง  คงต้องมีประเด็น หรือโจทย์หลักโจทย์ลองไปพร้อมๆ กัน  คนเข้าร่วม หรือแม้แต่คนจัดงาน  จะได้มีทั้งองค์ความรู้ในกิจกรรมที่จัดขึ้น และมีองค์ความรู้ที่ว่าด้วยวาระที่จัดกิจกรรมขึ้น – เสมือนยิงปืนนัดเดียว ได้นกสองตัว (นั่นแหละ)

แต่อย่างไรก็ตาม  ถึงแม้เอาเข้าจริง การบริจาคโลหิตในวันดังกล่าว  สภานิสิต จะไม่สามารถผูกโยงเรื่องราวของสืบ นาคะเสถียรเข้ามาได้  แต่นิสิตก็ยังพยายามที่จะนำเรื่องของยาเสพติดเข้ามาเป็นประเด็นการสื่อสารแทน รวมถึงการประชาสัมพันธ์ความเป็น “สภานิสิต” ให้กับนิสิตและบุคลากรได้รับรู้ว่า “สภานิสิต มีบทบาทและสถานะเช่นใดบ้าง”...

หากแต่โดยส่วนตัวของผมนั้น  ผมแอบสะกิดเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องแบบเงียบๆ ว่า  ถึงแม้วันเวลาจะเลื่อนไหลมาจากวันที่ 1 กันยายน ก็เถอะ  แต่เราก็ยังสามารถนำเรื่องราวของสืบ นาคะเสถียร  มาจัดแสดง หรือสื่อสารในเวทีดังกล่าวได้  หรือแม้แต่การสื่อสารอย่างมีตัวตนในเวทีอื่นๆ  เพราะการรณรงค์เรื่องต่างๆ ไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องรอให้ถึงวันสำคัญนั้นๆ เสมอไป  วันทุกวัน กิจกรรมทุกกิจกรรมก็สามารถสอดแทรกกิจกรรมเหล่านี้ได้เสมอ  เสมือนการย้ำคิด ย้ำทำดีๆ นั่นเอง

 

ครับ-เหนือสิ่งอื่นใด ผมก็ยังถือว่ากิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นกิจกรรมอันดีงาม และง่ายงามอย่างน่าชื่นชม  โดยเฉพาะมิติของการที่สภานิสิต  ขยับออกมาจัดกิจกรรมเชิงรุกเพื่อสังคม มากกว่าการจ่อมจ่มอยู่แต่กับการอบรม สัมมนา และพิจารณาโครงการ  เพราะนี่คือการฝึกทักษะของการบริหารโครงการ  การแบ่งงาน การประสานภาคส่วน  การกำกับติดตาม ...และอื่นๆ จิปาถะที่ล้วนแล้วแต่ท้าทายมากกว่าการนั่งนิ่งอยู่ในห้องประชุม ...

เช่นเดียวกับการชื่นชมบุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างสูง เพราะเห็นได้ชัดว่า ถึงแม้จะเป็นภารกิจของนิสิต  แต่ก็ยังให้การสนับสนุนเข้าหนุนเสริมอย่างใกล้ชิด  แถมยังเป็นต้นแบบในการลงมือทำ อันหมายถึง “บริจาคโลหิต” ด้วยตนเอง  หรือแม้แต่การช่วยเป็นพี่เลี้ยงประสานงานเรื่องต่างๆ ทั้งก่อนและขณะจัดกิจกรรมได้เป็นอย่างดียิ่ง   จึงช่วยให้นิสิตได้รู้สึกว่า  การจัดกิจกรรมจิตอาสาเช่นนี้ นิสิตเองก็ไม่ได้ถูกละเลยให้ขับเคลื่อนอยู่แต่เพียงผู้เดียว...

 

ครับ- คงไม่ต้องเชื่อมโยงว่า กิจกรรมเช่นนี้ ก่อเกิดอานิสงส์ใดบ้าง  ตอบโจทย์ปรัชญามหาวิทยาลัย (ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน)  เอกลักษณ์มหาวิทยาลัย (เป็นที่พึ่งของสังคมและชุมชน) และอัตลักษณ์นิสิต (ช่วยเหลือสังมและชุมชน) อย่างไร  หากแต่แน่ใจว่าผู้ที่เข้าร่วมทั้งในฐานะผู้จัด (สภานิสิต)  พี่เลี้ยง (เจ้าหน้าที่) ผู้ร่วม (นิสิตและบุคลากร) ล้วนมีความสุขกับกิจกรรมครั้งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

 

 

 

ไว้คราวหน้ามาดูกันว่า  กิจกรรมดังกล่าวจะเคลื่อนหมุดไปยังคณะใด  และจะมีวาระใดเป็นโจทย์การเรียนรู้ในเวทีการบริ จาคโลหิต  บ้าง...

หมายเหตุ ภาพจากงานประชาสัมพันธ์และสารสนเทศ กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม



 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (8)

เขียนเมื่อ 

มาชื่นชมการบริจาคโลหิตของสภานิสิตครับ

ทำกิจกรรมแบบนี้ชอบมาก

ได้ประโยชน์หลายฝ่าย

ภาพรองสุดท้าย หน้าคุ้นๆนะครับ 555

เขียนเมื่อ 

ดูหน้าตาตอนเจาะเลือดแล้วถีงจะหวาดกลัว

แต่ก้มีความสุขนะครับ อาจารย์

เขียนเมื่อ 

มาชื่นชมค่ะ....ตอนนี้ครูนกเองอยู่ในระยะต้องเพิ่มธาตุเหล็ก...เลือดเริ่มจางบริจาคแล้วเขาไม่รับค่ะ

เขียนเมื่อ 

เจ็บนิดหน่อย  แต่ได้บุญเยอะมาก

ขอร่วมอนุโมทนาบุญกับทุกๆ ท่านด้วยครับ

เขียนเมื่อ 

หนึ่งกิจกรรม  หลายเป้าหมาย  ชื่นชมค่ะ

เขียนเมื่อ 

...ชื่นชมกิจกรรมที่ดีมีประโยชน์นะคะ...

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ อ.ขจิต ฝอยทอง

 

ขอบพระคุณที่แวะมาให้กำลังใจนะครับ

ที่มหาสารคาม ทาง รพ.มหาสารคาม ชอบที่จะมารับบริจาคเลือดที่มหาวิทยาลัยอย่างมาก 
ทำกันต่อเนื่อง  เดิมสองปีให้หลังนี้ "คุณแดนไท"  เป็นผู้ประสานงานหลัก  ระยะหลังส่งมอบนโยบายไปยังคณะต่างๆ

และปีนี้ เริ่มมีองค์กรนิสิตลุกขึ้นมาจัดกิจกรรมต่อยอด  ซึ่งถือว่าเป็นที่น่ายินดีมากเลยทีเดียวครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ อ.พ.แจ่มจำรัส

ความสุขอีกอย่างก็คือ การมีเพื่อมาคอยให้กำลังใจอยู่ข้างๆ
สิ่งเหล่านี้ คือการหนุนเสริมคนทำดีไปในตัว ครับ