-         ทำไม...ทำดีมาตั้งนานกลับไม่เคยเห็นผลเลย...กลับมีแต่สิ่งเลวร้ายเข้ามาในชีวิต...?

        -         ทำไม...ทำเลวทั้ง...เห็นมีแต่สิ่งที่ดี ๆ เข้ามาในชีวิตของ... ?

        -         ทำไม...คนดีอย่าง...ถึงได้อายุสั้นนัก... ?

        -         ทำไม...คนเลวอย่าง...ถึงได้อายุยืนนัก...?

        -          ทำไม... ?...?...?  แล้วโลกนี้มันมีความยุติธรรมจริงหรือ ?

 

           เชื่อว่าคำถามเหล่านี้เราเองคงเคยตั้งคำถาม (โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับเรื่องที่เลวร้ายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต) บางคนมีแต่สิ่งที่เลวร้ายเข้ามาในชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไม่รู้ว่ามันจะสิ้นสุดลงตรงไหน แต่ในขณะที่บางคนกลับมีแต่สิ่งที่ดี ๆ เข้ามาในชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไม่อยากให้มันสิ้นสุดอยากให้มันเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ แล้วความสมดุลแห่งชีวิตมันคืออะไรและอยู่ที่ไหน ?

 

              หากว่าเราใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลางในการวัดค่าสัมพัทธ์ต่าง ๆ ของการดำเนินชีวิต เมื่อมีเหตุการณ์ที่ดี ๆ ที่ไม่คาดฝันผ่านเข้ามาในชีวิต เช่น ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง หรือเป็นผู้โชคดีจากการจับรางวัล เราก็จะมีความคิดในแง่บวกในทำนองที่ว่า มีโชคมีลาภ โลกนี้ช่างมีความยุติธรรมเหลือเกิน หรือลามไปถึงสวรรค์ช่างมีตาเสียนี่กระไร เป็นต้น แต่ในทางตรงกันข้าม หากมีเหตุการณ์ร้าย ๆ ที่ไม่คาดฝันผ่านเข้ามาในชีวิต เช่น สูญเสียในสิ่งที่ตนเองรัก หรือแม้กระทั่งเดินตกท่อ เราก็จะมีทัศนะคติในด้านลบในทำนองที่ว่า โชคชะตาไม่เข้าข้าง โลกนี้ช่างไม่มีความยุติธรรมเอาเสียเลย หรือสวรรค์ช่างไม่มีตาเสียนี่กระไร เป็นต้น

 

            การดำเนินชีวิตของคนเราย่อมมีทั้งสิ่งที่ดี ไม่ดี ผ่านเข้ามาเยี่ยมเยือน แน่นอนที่สุดทุกคนปรารถนาที่จะเชื้อเชิญและเต็มใจเปิดประตูต้อนรับแต่สิ่งที่ดี ๆ ให้เข้ามาในชีวิตเท่านั้น แต่ทำไมในบางครั้งยิ่งเราต้องการมากเท่าใดกลับกลายเป็นไปผลักใสไล่ส่งสิ่งที่ดี ๆ ออกห่างไปไกลทุกที ในขณะที่สิ่งไม่ดีที่เราพยายามผลักใสไล่ส่งกลับเสนอหน้าเข้ามาจ่อที่ประตูหน้าบ้านอยู่ตลอดเวลา

 

          คำว่า สมดุลแห่งชีวิตในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า เจอสิ่งที่ดี ๆ ในชีวิต ๑ วัน แล้วสลับไปเจอสิ่งที่เลวร้ายอีก ๑ วัน หรือ เจอสิ่งที่ดี ๆและสิ่งที่ร้าย ๆสลับไปสลับมาในชีวิตเป็นเวลาที่เท่ากันเสมอ แต่สมดุลแห่งชีวิต คือ การปรับเปลี่ยนดุลยภาพของเวลาจริง (เวลาจิต) เมื่อเทียบสัมพัทธ์กับเวลาสมมติ (เวลานาฬิกา) ผ่านกระบวนการของกรรมที่สั่งสมมา โดยในขณะที่เรากำลังเผชิญกับสิ่งที่ดี ๆหรือสิ่งที่เลวร้ายนั้น ก็เกิดจากการปรับดุลยภาพดังกล่าว ดังนั้นในชีวิตของคนทุกคนที่เผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ นั่นก็คือ สมดุลแห่งชีวิต ซึ่งไม่ได้เกิดจากปาฏิหาริย์หรืออภินิหารใด ๆทั้งสิ้น แต่เกิดจากกระบวนการปรับดุลยภาพของกระบวนการสั่งสมของกรรมดังกล่าวซึ่งสะท้อนออกมาที่กระบวนการของการปรับสมดุลแห่งเวลาจิตและเวลานาฬิกา ดังภาพ

  

            กรณีที่ ๑: หากมีกิเลสน้อย จิตก็จะมีความเร็วสูง (จิตมีสมาธิและเป็นระเบียบ) เมื่อจิตมีความเร็วสูง เวลาของจิตก็จะเร็วไปด้วย แต่ กระบวนการดังกล่าวต้องเข้าสู่การปรับดุลยภาพอีกครั้งหนึ่งผ่านกรรมที่สั่งสมมา หากผลรวมของกรรมที่สั่งสมมาทำให้กรรมชั่วลด (กรรมดีเพิ่ม) สะท้อนถึงเวลาจิตโดยรวมเร็วขึ้น ก็จะไปดึงเวลานาฬิกาให้ช้าลง เพื่อชดเชยและรักษาสมดุลซึ่งกันและกันเอาไว้

 

           กรณีที่ ๒: หากมีกิเลสมาก จิตก็จะมีความเร็วน้อยลง (จิตที่มีความสับสนวุ่นวาย กระสับกระส่ายและไม่เป็นระเบียบ) เมื่อจิตมีความเร็วน้อยลงเวลาของจิตก็จะช้าลงไปด้วย แต่ กระบวนการดังกล่าวต้องเข้าสู่การปรับดุลยภาพอีกครั้งหนึ่งผ่านกรรมที่สั่งสมมา หากผลรวมของกรรมที่สั่งสมมาทำให้กรรมชั่วเพิ่ม (กรรมดีลด) สะท้อนถึงเวลาจิตโดยรวมช้าลง ก็จะไปผลักเวลานาฬิกาให้เร็วขึ้น เพื่อชดเชยและรักษาสมดุลซึ่งกันและกันเอาไว้

 

         เช่น สมมติว่านาย ก. ณ ปัจจุบันมีกรรมที่สั่งสมมา (กรรมชั่วมากกว่ากรรมดี) เท่ากับ ๑๐๐ หน่วย (-๑๐๐) ซึ่งหากผลของกรรมที่สั่งสมดังกล่าวจะทำให้นาย ก. ถึงแก่ชีวิตในเดือนมิถุนายนยนปีนี้ (หากไม่ได้ทำทั้งกรรมดีและกรรมชั่วเพิ่มขึ้นอีกเลย ซึ่งในความเป็นจริงนั้นเป็นไปไม่ได้เนื่องจากมนุษย์มีการกระทำอยู่ตลอดเวลา)

        

              ๑.  สมมติว่าในวันนี้นาย ก. ได้ทำความดี (กิเลสลดลง) อย่างหนึ่ง ซึ่งผลของกรรมดีที่ได้ทำนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการปรับสมดุลแห่งชีวิตผ่านกระบวนการสั่งสมของกรรมที่ผ่านมาแล้วสะท้อนออกมาที่การปรับดุลยภาพแห่งเวลาจิตและเวลานาฬิกา โดยที่หากความดีที่นาย ก. ทำนั้น สมมติว่าสามารถตีค่าออกมาได้เท่ากับ ๕ หน่วย (+๕) เมื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการปรับดุลยภาพดังกล่าวจะได้ว่า กรรมเก่าที่สั่งสมมา (-๑๐๐) บวกกับ กรรมใหม่ที่ทำขึ้น (+๕) เท่ากับ ๙๕ หน่วย (-๑๐๐ + = - ๙๕) ผลรวมของกรรมทั้งหมดที่ผ่านกระบวนการปรับดุลยภาพใหม่แล้วจะติดลบน้อยลง (กรรมชั่วน้อยลงหรือกรรมดีเพิ่มขึ้น) ดังนั้น เวลาของนาย ก. ก็จะถูกปรับดุลยภาพใหม่ โดยที่เวลานาฬิกาจะช้าลงโดยเทียบสัมพัทธ์กับเวลาเวลาจิตที่เร็วขึ้น ในกรณีนี้ นาย ก. สามารถยืดระยะเวลาออกไปได้ จากกรณีที่จะเสียชีวิตภายในปีนี้ก็อาจจะยืดออกไปอีก ๑ เดือน ๑ปี ... ขึ้นอยู่กับขนาดของกรรมดีที่ทำ

 

             ๒. สมมติว่าในวันนี้นาย ก. ได้ทำความชั่ว (กิเลสเพิ่มขึ้น) อย่างหนึ่ง ซึ่งผลของกรรมชั่วที่ได้ทำนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการปรับสมดุลแห่งชีวิตผ่านกระบวนการสั่งสมของกรรมที่ผ่านมาแล้วสะท้อนออกมาที่การปรับดุลยภาพแห่งเวลาจิตและเวลานาฬิกา โดยที่หากความชั่วที่นาย ก. ทำนั้นสมมติว่าสามารถตีค่าออกมาได้เท่ากับ ๕ หน่วย (- ๕) เมื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการปรับดุลยภาพดังกล่าวจะได้ว่า กรรมเก่าที่สั่งสมมา (-๑๐๐) บวกกับ กรรมใหม่ที่ทำขึ้น (- ๕) เท่ากับ ๑๐๕ หน่วย (-๑๐๐ + - ๕ = - ๑๐๕) ผลรวมของกรรมทั้งหมดที่ผ่านกระบวนการปรับดุลยภาพใหม่แล้วจะติดลบเพิ่มขึ้น (กรรมชั่วเพิ่มขึ้นหรือกรรมดีน้อยลง) ดังนั้น เวลาของนาย ก. ก็จะถูกปรับดุลยภาพใหม่ โดยที่เวลานาฬิกาจะเร็วขึ้นโดยเทียบสัมพัทธ์กับเวลาเวลาจิตที่ช้าลง ในกรณีนี้ นาย ก. จะมีเวลาสั้นลง จากกรณีที่จะเสียชีวิตภายในเดือนมิถุนายนปีนี้ก็อาจจะเสียชีวิตเร็วขึ้น อาจจะเป็นเดือน พฤษภาคม เมษายน ...ของปีนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดของกรรมชั่วที่ทำ

 

 

   หากว่าเรามีกิเลสน้อยเท่าใด (กรรมดีมาก) ความเร็วจิตก็จะยิ่งเร็วมากขึ้นเท่านั้น เมื่อความเร็วจิตเพิ่ม (เวลาจิตเร็ว) เพื่อปรับสมดุลให้เกิดขึ้นในการดำเนินชีวิต เวลาจิตที่เร็วก็จะไปดึงเวลานาฬิกาให้ช้าลง (ยืดเวลาออกไปอีกเมื่อเทียบโดยสัมพัทธ์) เพื่อปรับดุลยภาพระหว่างกัน

 

****************************************************************

             ในทางพุทธศาสนาเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิดนั้น มีหลักธรรมสำคัญคือ

หลักกรรมเพราะกรรมถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดกระบวนการเวียนว่ายตายเกิด (สังสารวัฏ) ดังพุทโธวาทขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ว่า

-                    สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตนเอง

-                    สัตว์ทั้งหลายเป็นทายาทแห่งกรรม (ที่ตนทำเอง)

-                    สัตว์ทั้งหลายเกิดมาก็เพราะกรรม

-                    สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ (เกี่ยวเนื่องกันเพราะกรรม)

-                    สัตว์ทั้งกลายมีกรรมเป็นที่พึ่ง (ทำดีไว้ก็ได้กรรมดีของตน)

-                    สัตว์ทั้งหลายแตกต่างกันทั้งในทางดีงาม ทรามและประณีตก็เพราะกรรม

         ดังนั้นในการสมมติ ผู้เขียนจึงสมมติว่า หากยังมีการเวียนว่ายตายเกิด (สังสารวัฏ) อยู่นั้น ก็ย่อมแสดงว่า ยังมีกรรมที่สั่งสมคือ กรรมชั่วมากกว่ากรรมดี และแทนค่าสมมติของกรรมชั่วด้วยเครื่องหมายลบ ยิ่งติดลบมากเท่าใด สะท้อนให้เห็นถึงกรรมชั่ว (กิเลส) มาก ซึ่งกิเลสที่เป็นตัวบั่นทอน และทำให้จิตใจของมนุษย์ตกต่ำลงเรื่อย ๆ คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง นั่นเอง

 

          ในทางพุทธศาสนา (จากเวลามสูตร สีหนาทวรรคที่ ๒ พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกายนวกนิบาต) ได้พูดถึงเรื่องกรรมดี ในทำนองที่ว่า อานิสงของความดีที่เราทำนั้นขึ้นอยู่กับนาบุญที่เราได้ทำด้วย สมมติว่าการทำความดีสามารถวัดค่าออกมาเป็นหน่วยบุญได้ ท่านเปรียบเอาไว้ว่า 

                                          นาบุญ (ทำบุญ ๑ หน่วยบุญเท่า ๆ กัน)                              ผลบุญที่ได้รับ (ขนาดของหน่วยบุญ)

                                                          ๑. คนทุศีล                                                                                    ๑

                                                          ๒. ปุถุชน                                                                                  ๑๐๐

                                                          ๓. กัลยาณชน (ผู้มีศีล)                                                                  ๑๐,๐๐๐

                                                          ๔. พระโสดาบัน                                                                    ๑,๐๐๐,๐๐๐

                                                          ๕. พระสกิทาคามี                                                               ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐

                                                          ๕. พระอนาคามี                                                             ๑๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐

                                                          ๖. พระอรหันต์                                                          ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐

                    นั่นหมายถึง การทำบุญใน ๑ หน่วย เท่ากัน แต่ ขนาดของบุญที่ได้รับนั้นต่างกัน ขึ้นอยู่กับประเภทของนาบุญที่เราทำ

 

       สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงตัวอย่างถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลไว้ในจูฬกัมมวิภังคสูตร เกี่ยวเนื่องกับการทำกรรมและผลของกรรม เอาไว้ว่า

               - คนใจร้ายมักฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จะเป็นคนมีอายุสั้น                          คนมีเมตตาละเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จะเป็นคนมีอายุยืน

              - คนใจร้ายมักทำทารุณสัตว์   จะเป็นคนขี้โรค                            คนมีเมตตาการุณย์ต่อสัตว์       จะเป็นคนมีสุขภาพดี

              - คนมักโกรธเจ้าโทสะ  จะเป็นคนผิวพรรณทราม                        คนใจเย็นไม่เจ้าโทสะ      จะเป็นคนมีรูปลักษณ์น่าดูชม

              - คนใจแคบมักอิจฉาริษยา จะเป็นคนต่ำต้อยด้อยอำนาจ                คนใจกว้างพลอยยินดีเมื่อคนอื่นได้ดี จะเป็นคนมีอำนาจราชศักดิ์   

        - คนตระหนี่ไม่นิยมให้ทานแบ่งปันใคร จะเป็นคนจนไร้ทรัพย์           คนใจบุญนิยมให้ทานแบ่งปันอยู่เสมอ จะเป็นมหาเศรษฐีมีทรัพย์มาก

             - คนกระด้างถือตัว หยิ่ง ดูถูกคนอื่น จะเป็นคนที่เกิดในตระกูลต่ำ        คนอ่อนน้อมถ่อมตนมีสัมมาคารวะ จะเป็นคนที่เกิดในตระกูลสูงส่ง

             - คนที่ไม่นิยมศึกษาหาความรู้ จะเป็นคนโง่                                 คนที่นิยมศึกษาหาความรู้ จะเป็นคนฉลาด