วันที่ 14 กันยายน 2553 นายหนึ่ง มกรา อยู่บ้านเลขที่ 1 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร มาพบท่านซึ่งเป็นทนายความชื่อนายชอบ ยุติธรรม ที่สำนักงานของท่านเลขที่ 11 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เล่าเหตุการณ์ให้ท่านฟังว่า ประมาณต้นปี 2553 ตนเห็นว่าที่ดินริมถนนลาดพร้าวเนื้อที่ 22 ตารางวา โฉนดเลขที่ 11 ตำบลลาดยาว อำเภอลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 10 ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินนั้นมีทำเลเหมาะสมสำหรับธุรกิจจึงต้องการซื้อไว้ และตนได้พยายามติดต่อขอซื้อจากนายสอง กุมภา เจ้าของที่ดินและอาคารพาณิชย์ดังกล่าวในราคาแปดล้านบาท หลายครั้ง ในที่สุดวันที่ 31 มีนาคม 2553 เวลา 16.30 นาฬิกา ตนไปพบนายสอง กุมภา และนายโท กุมภา น้องชายของนายสอง กุมภา ที่บ้านเลขที่ 22 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เพื่อขอซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์ดังกล่าวในราคาตามที่เคยเสนอไป ในวันนั้นคนทั้งสองแจ้งกับตนว่าที่ดินและอาคารพาณิชย์ที่ตนต้องการซื้อนั้นมีราคาตามท้องตลาดแปดล้านบาทก็จริง แต่เนื่องจากที่ดินเปล่าเนื้อที่ 4 ไร่ เศษข้างๆ อาคารพาณิชย์นั้นเป็นของนายโท กุมภา และนายโท กุมภา ได้ทำสัญญาร่วมทุนกับชาวต่างชาติเพื่อทำการก่อสร้างโรงแรมชั้นหนึ่งบนที่ดินเปล่านี้มีกำหนดแน่นอนที่จะเริ่มก็สร้างในเดือนสิงหาคม 2553 หากโรงแรมนี้สร้างเสร็จที่ดินและอาคารพาณิชย์จะมีราคาไม่ต่ำกว่าสิบห้าล้านบาท ดังนั้นหากอยากได้ก็จะขายให้ในราคาสิบล้านบาท เพราะมีความจำเป็นต้องใช้เงิน และต้องซื้อทันทีเพราะมีคนพร้อมซื้ออยู่อีกหลายราย ตนเห็นว่าหากมีโรงแรมอยู่ใกล้อาคารพาณิชย์ดังกล่าวจะทำให้ใช้อาคารพาณิชย์ทำธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น จึงตกลงและไปจดทะเบียนซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ดังกล่าวและชำระเงินให้นายสอง กุมภา สิบล้านบาทในวันที่ 1 เมษายน 2553 ที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาลาดพร้าว ต่อมาสิ้นเดือนสิงหาคม 2553 ไม่มีการก่อสร้างโรมแรมตามที่นายสอง กุมภา และนายโท กุมภา กล่าวอ้าง ในวันที่ 10 กันยายน 2553 ตนจึงไปสอบถามคนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับอาคารพาณิชย์ที่ซื้อมาจากนายสอง กุมภา จึงทราบความจึงว่าที่ดิน 4 ไร่ เศษของนาย โท กุมภา นั้นถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดขายทอดตลาดไปตั้งแต่เดือนตุลาคม 2552 แล้ว คนที่ซื้อไปก็รอขายต่อเพื่อเอากำไรและไม่มีโครงการจะสร้างอะไรบนที่ดิน
นายหนึ่ง มกรา จึงแต่งตั้งให้ท่านเป็นทนายความฟ้องคดีแพ่งกับผู้ที่ต้องรับผิดเพื่อเรียกร้องสิทธิตามกฎหมาย ส่วนคดีอาญาต้องการให้ท่านทำคำร้องทุกข์เป็นหนังสือให้ ท่านจึงทำคำร้องทุกข์เป็นหนังสือให้นายหนึ่ง มกรา ลงชื่อนำไปยื่นต่อเจ้าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจพหลโยธิน ในวันนั้น (14 กันยายน 2553)
วันที่ 15 กันยายน 2553 ท่านทำหนังสือบอกกล่าวทวงถาม ส่งถึงผู้ต้องรับผิดทุกคนในฉบับเดียวกันขอให้ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ภายใน 7 วัน ทุกคนได้รับแล้วเพิกเฉย
วันที่ 30 กันยายน 2553 ท่านจึงยื่นฟ้องคดีแพ่ง พร้อมคำแถลงขอให้ส่งจดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทุกคนทางไปรษณีย์
วันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 ท่านตรวจสำนวนคดี พบว่าจำเลยทุกคนได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องทางไปรษณีย์ในวันที่ 10 ตุลาคม 2553 แต่นายโท กุมภา ยังไม่ยื่นคำให้การ ในวันนั้นท่านจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด
เมื่อคดีเสร็จการสืบพยาน ศาลนัดอ่านคำพิพากษาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2554 ในวันนัดจำเลยทุกคนไม่มาศาล ศาลจึงอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยให้จำเลยทุกคนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามที่ฟ้องไป และให้ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมศาลและค่าทนายความแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 20,000 บาท และออกคำบังคับแจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน 30 วัน จำเลยทุกคนได้รับคำบังคับในวันที่ 10 มกราคม 2555 แต่ไม่มีการชำระ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 ท่านจึงยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี
คำสั่ง ให้ทำคำตอบทุกข้อดังต่อไปนี้ ข้อใดที่ต้องใช้แบบพิมพ์ของศาลให้ทำเฉพาะเนื้อหา ข้อใดไม่ต้องใช้แบบพิมพ์ของศาลให้ทำตามรูปแบบของหนังสือนั้น ๆ
ข้อ 1. คำร้องทุกข์เป็นหนังสือ 12 คะแนน
ข้อ 2. หนังสือบอกกล่าวทวงถาม 10 คะแนน
ข้อ 3. คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องคดีแพ่ง 34 คะแนน
ข้อ 4. คำแถลงขอให้ส่งจดหมายทางไปรษณีย์ 5 คะแนน
ข้อ 5. คำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยขาดนัด 7 คะแนน
ข้อ 6. คำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี 12 คะแนน