วันที่ 10 มกราคม 2555 นายหนึ่ง มกรา และนายจันทร์ มกรา มาพบท่านซึ่งเป็นทนายความชื่อ นายชอบ ยุติธรรม ที่สำนักงานของท่านเลขที่ 999 ถนนราชดำเนินกลาง แขวงบวรนิเวศน์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร และเล่าให้ท่านฟังว่า คนทั้งสองเป็นน้องร่วมบิดามารดาของนายเอก มกรา ซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2552 โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ และศาลแพ่งได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2552 ในคดีหมายเลขแดงที่ 222/2552 ตั้งให้นางสวย มกรา ภรรยาของนายเอก มกรา ซึ่งจดทะเบียนสมรสกับเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2535 เป็นผู้จัดการมรดก ขณะตายนายเอก มกรา มีที่ดินอยู่สองแปลงคือที่ดินโฉนดเลขที่ 111 เลขที่ดิน 11ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 4 ไร่ ที่ดินแปลงนี้นายเอก มกรา ได้รับโอนมาเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 เนื่องจากบิดายกให้ มีราคา 40 ล้านบาท และที่ดินโฉนดเลขที่ 222 เลขที่ดิน 22 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 8 ไร่ซึ่งนายเอก มกรา ซื้อมาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 มีราคา 80 ล้านบาท ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวนั้นนางสวย มกรา ได้ไปจดทะเบียนเป็นชื่อนางสวย มกรา ในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในส่วนที่เป็นมรดกของนายเอก มกรา ไว้ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 นอกจากคนทั้งสองและนางสวย มกราแล้ว นายเอก มกรา ไม่มีทายาทอื่นใดอีก เมื่อเดือนก่อนคนทั้งสองได้ขอให้นางสวย มกรา แบ่งที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายเอก มกรา แต่นางสวย มกรา กลับบอกว่าคนทั้งสองไม่มีสิทธิ
นอกจากนั้นนายหนึ่ง มกรา ยังเล่าให้ท่านฟังอีกว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2554 เวลา 13.00 นาฬิกา รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ยย. 1234 กรุงเทพมหานคร ของห้างหุ้นส่วนจำกัดมกรามีราคา 800,000 บาท ซึ่งจอดไว้ที่หน้าห้าง เลขที่ 111 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร หายไป และนายหนึ่ง มกรา ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้าง ได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินไว้ในวันนั้น ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2554 เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่านายสาม มีนา ซ่อนรถยนต์ของห้าง ที่หายไปไว้ที่หลังบ้านของนายสาม มีนา เลขที่ 20 ถนน ลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร จึงจับกุมตัวมาสอบสวน นายสาม มีนา ไม่ยอมให้การในชั้นสอบสวน และพนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวชั่วคราวนายสาม มีนา ไป
คนทั้งสองแต่งตั้งให้ท่านเป็นทนายความฟ้องนางสวย มกรา ให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และแบ่งแยกที่ดินทรัพย์มรดกของนายเอก มกรา ให้แก่คนทั้งสองตามส่วนที่แต่ละคนมีสิทธิตามกฎหมาย และนายหนึ่ง มกรา แต่งตั้งให้ท่านเป็นทนายความของห้างหุ้นส่วนจำกัดมกรา ฟ้องนายสาม มีนา
วันที่ 15 มกราคม 2555 ท่านทำหนังสือทวงถามส่งถึงนางสวย มกรา ให้จัดการตามความประสงค์ของคนทั้งสอง ภายใน 15 วัน นางสวย มกรา ได้รับแล้วเพิกเฉย
วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 ท่านจึงฟ้องคดีแพ่งนางสวย มกรา ที่ศาลแพ่ง และฟ้องคดีอาญานายสาม มีนา ที่ศาลอาญา และยื่นคำแถลงขอปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปพร้อมกัน
นางสวย มกรา ลงชื่อรับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555 แต่ไม่ยื่นคำให้การท่านจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ชนะคดีโดยขาดนัดในวันที่ 5 มีนาคม 2555
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายสาม มีนา ที่ศาลอาญา ในข้อหาเดียวกันกับที่ท่านฟ้อง เมื่อท่านปรึกษากับนายหนึ่ง มกรา แล้ว ในวันที่ 2 มีนาคม 2555 ท่านจึงยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีอาญาที่ฟ้องไว้ซึ่งศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 5 มีนาคม 2555 เพื่อที่จะไปขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีที่พนักงานอัยการฟ้อง
คำสั่ง ให้ทำคำตอบทุกข้อดังต่อไปนี้ ข้อใดที่ต้องใช้แบบพิมพ์ศาลให้ทำเฉพาะเนื้อหา ข้อใดที่ไม่ต้องใช้แบบพิมพ์ศาลให้ทำตามรูปแบบของหนังสือนั้น ๆ
ข้อ1หนังสือทวงถาม 12 คะแนน
ข้อ2 คำฟ้องและคำขอท้ายคำฟ้องคดีแพ่ง 33 คะแนน
(หากมีการคิดดอกเบี้ยให้คิดตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป)
ข้อ3 คำแถลงขอปิดหมาย (เฉพาะคดีแพ่ง) 5 คะแนน
ข้อที่ 4 คำฟ้องหรือคำขอท้ายคำฟ้องคดีอาญา 18 คะแนน
ข้อ5 คำร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ชนะคดีโดยขาดนัด 7 คะแนน
ข้อ6 คำร้องขอถอนฟ้องคดีอาญา 5 คะแนน
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 334 ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริตผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท
มาตรา 357 ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดถ้าความผิดนั้นเข้าลักษณะลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีด เอาทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอกหรือเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานรับของโจรต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ